
วันที่ 5 มกราคม 2569 ตามเวลาสหรัฐ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (UN Security Council) ได้เปิดประชุมฉุกเฉิน ณ นครนิวยอร์ก เพื่อหารือกรณีที่สหรัฐฯ บุกคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลาออกจากกรุงการากัส ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาคและพื้นที่อื่น ๆ โดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวต่อคณะทูตว่า จะต้องมีการเคารพในอธิปไตยของชาติ “เอกราชทางการเมือง และบูรณภาพแห่งดินแดน” หลังจากที่เขาได้ออกมาเตือนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ได้สร้าง “บรรทัดฐานที่อันตราย” ต่อระเบียบโลก
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา สมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงมีความเห็นแตกแยกกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับชะตากรรมของประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร โมรอส ที่ถูกขับออกจากตำแหน่ง รวมถึงการดำเนินการขั้นต่อไปกับประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันแห่งนี้ ขณะที่ผู้แทนหลายคนเตือนว่าการกระทำของรัฐบาลสหรัฐ กำลังคุกคามรากฐานสำคัญที่เป็นหัวใจของระเบียบโลกแบบพหุภาคี
“วันนี้ ไม่ใช่เพียงอธิปไตยของเวเนซุเอลาเท่านั้นที่ตกอยู่ในความเสี่ยง” ผู้แทนของเวเนซุเอลากล่าวต่อสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ ในการประชุมครั้งแรกของปี 2569 “ความน่าเชื่อถือของกฎหมายระหว่างประเทศ อำนาจขององค์การนี้ และความถูกต้องของหลักการที่ว่า ไม่มีรัฐใดสามารถตั้งตัวเป็นผู้ตัดสิน เป็นคู่ความ และเป็นผู้บังคับใช้ระเบียบโลกได้ด้วยตนเอง ต่างก็ตกอยู่ในภาวะวิกฤติเช่นกัน”
ผู้แทนของเวเนซุเอลาระบุว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและเป็นประวัติศาสตร์สำหรับประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวว่าประเทศตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยอาวุธอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และขาดข้ออ้างทางกฎหมายรองรับโดยสหรัฐอเมริกา
“หากการลักพาตัวประมุขแห่งรัฐ การทิ้งระเบิดใส่ประเทศที่มีอธิปไตย และการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังทหารต่อไปนั้นได้รับการยอมรับหรือถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ข้อความที่จะถูกส่งไปถึงคนทั่วโลกย่อมเป็นสิ่งที่ร้ายแรง นั่นคือ กฎหมายเป็นเพียงทางเลือก และกำลังคือตัวตัดสินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แท้จริง”
‘ไม่มีสงครามต่อต้านเวเนซุเอลา’
อย่างไรก็ตาม ผู้แทนจากสหรัฐอเมริกาได้เน้นย้ำว่า “ไม่มีสงครามต่อต้านเวเนซุเอลาหรือประชาชนของประเทศนี้” กองทัพของสหรัฐเพียง “ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายแบบจำเพาะเจาะจง” เพื่อจับกุมผู้ร้ายข้ามแดนที่ถูกฟ้องร้องสองราย คือ “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” นิโกลัส มาดูโร โมรอส และซีเลีย ฟลอเรส โดยระบุว่าปฏิบัติการนี้เป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสานต่อการฟ้องร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับการจับกุม มานูเอล โนเรียกา อดีตผู้นำปานามาเมื่อปี 1989 และกล่าวว่าภูมิภาคนี้มีความมั่นคงมากขึ้นอันเป็นผลจากเหตุการณ์นั้น
ผู้แทนจากสหรัฐอเมริกากล่าวว่า มาดูโรไม่ได้เป็นเพียงผู้ค้ายาเสพติดที่ถูกฟ้องร้องเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำขององค์กรก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมอย่าง Cartel de los Soles (เครือข่ายค้ายาเสพติด) ซึ่งร่วมมือกับแก๊งอื่น ๆ ในการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายเป็นอาวุธต่อต้านสหรัฐฯ นอกจากนี้ผู้แทนจากสหรัฐอเมริกายังปฏิเสธความชอบธรรมในตำแหน่งประธานาธิบดีของมาดูโร โดยอ้างถึงการตรวจสอบของสหประชาชาติที่พบว่ามาดูโรมีการแทรกแซงระบบการเลือกตั้งของเวเนซุเอลา และการเลือกตั้งในปี 2567 นั้นเป็นเพียงเรื่องลวงโลก ภายใต้ระบอบการปกครองของมาดูโร เวเนซุเอลาได้เผชิญกับการวิสามัญฆาตกรรม การซ้อมทรมาน และการกักขังโดยพลการ ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 8 ล้านคนต้องหลบหนีออกจากประเทศ
ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม โรสแมรี่ ดิคาร์โล รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการการเมืองและการสร้างสันติภาพ ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามของเลขาธิการ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส ว่า “มีความกังวลอย่างมากว่ามีความเป็นไปได้ที่ความไม่มั่นคงในประเทศจะทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภูมิภาค และอาจะสร้างแบบอย่างต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ”
แม้ดิคาร์โลจะมีความกังวลอย่างมากต่อความไม่มั่นคงที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจในเวเนซุเอลา แต่ก็ได้เรียกร้องให้มีการเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงหลักการแห่งอธิปไตย เอกราชทางการเมือง และบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐ “สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤติ แต่ยังคงเป็นไปได้ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างและทำลายล้างรุนแรงไปมากกว่านี้” ดิคาร์โลกล่าวย้ำ
การใช้กำลังและการบีบบังคับไม่สามารถกำหนดอนาคตของเวเนซุเอลาได้อย่างชอบธรรม
เจฟฟรีย์ แซคส์ ประธานเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ และผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมเช่นกัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นสำคัญในวันนี้ไม่ใช่เรื่องลักษณะของรัฐบาลของเวเนซุเอลา “แต่ประเด็นคือ รัฐสมาชิกใดก็ตามมีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตทางการเมืองของเวเนซุเอลา หรือเข้าควบคุมกิจการภายในของประเทศนี้ ด้วยการใช้กำลัง การบีบบังคับ (coercion) หรือการบีบคั้นทางเศรษฐกิจ (economic strangulation) หรือไม่”
แซคส์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 1947 เป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้ใช้กำลังและการจัดการางการเมือง (political manipulation)ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change) เฉพาะในปี 2568 เพียงปีเดียว สหรัฐฯ ได้ทำการทิ้งระเบิดใน 7 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก ไนจีเรีย โซมาเลีย ซีเรีย เยเมน และล่าสุดคือเวเนซุเอลา ซึ่งไม่มีครั้งใดเลยที่ได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคง หรือกระทำไปเพื่อการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ แซคส์เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการข่มขู่ทั้งโดยชัดแจ้งและโดยนัย (explicit and implicit threats) ต่อเวเนซุเอลาทันที พร้อมเสนอให้มีการแต่งตั้งทูตพิเศษของสหประชาชาติ (UN envoy)เพื่อรายงานสถานการณ์วิกฤตินี้ภายใน 14 วัน
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส เด เฟรตัส ผู้นำภาคประชาสังคม ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารขององค์กรโปร่งใสเวเนซุเอลา (Transparencia Venezuela) ได้ให้ข้อมูลต่อคณะมนตรีความมั่นคงว่า องค์กรอาชญากรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน (symbiotic relationship) กับระบอบของนิโกลัส มาดูโร “คอร์รัปชันครั้งใหญ่ได้นำไปสู่การลดลงของรายได้รัฐและรายจ่ายสาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของบริการสาธารณะ” เธอกล่าวว่า ปัจจุบันชาวเวเนซุเอลาในหลายพื้นที่ของประเทศมีไฟฟ้าใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน และต้องเผชิญกับการกรรโชกทรัพย์รายวันจากกลุ่มติดอาวุธ
“หลายครอบครัวประทังชีวิตด้วยอาหารเพียงมื้อเดียวต่อวัน” เธอกล่าวเสริมว่า “รัฐบาลถูกกัดกร่อนด้วยการลอยนวลพ้นผิด การทุจริตคอร์รัปชัน และการขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นเชื้อให้เกิดการกดขี่ประชาชน” “เราต้องการรัฐที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะปกป้องสินค้าสาธารณะเพื่อทุกคน” และยังเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองเวเนซุเอลาทั้งหมด
สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงและผู้แทนคนอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศของเวเนซุเอลา ได้สลับกันขึ้นกล่าวถ้อยแถลงเพื่อแสดงทัศนะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ประณาม ‘การกระทำฝ่ายเดียว ผิดกฎหมาย และใช้อำนาจบาตรใหญ่’ โดยสหรัฐอเมริกา
“จีนตกใจอย่างมากและขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำฝ่ายเดียว ผิดกฎหมาย และใช้อำนาจบาตรใหญ่ (unilateral, illegal and bullying acts) ของสหรัฐอเมริกา” ผู้แทนจากประเทศจีนกล่าว พร้อมระบุว่าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงได้เพิกเฉยต่อความกังวลของประชาคมโลก และ “เหยียบย่ำอธิปไตย ความมั่นคง รวมถึงสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของเวเนซุเอลาตามอำเภอใจ” ผู้แทนจากประเทศจีนยังเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐ รับฟัง “เสียงส่วนใหญ่” ของประชาคมระหว่างประเทศ เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ และหวนกลับสู่เส้นทางแห่งการเจรจา
“สัญญานเตือนภัยกำลังดังขึ้นสำหรับรัฐสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมดและเพื่ออนาคตของตัวองค์การเอง” ผู้แทนจากสหพันธรัฐรัสเซียกล่าวสะท้อนประเด็นเดียวกัน “เราไม่อาจยอมให้สหรัฐฯ ประกาศตนเป็นผู้พิพากษาสูงสุดที่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการรุกรานประเทศใดก็ได้” ผู้แทนจากสหพันธรัฐรัสเซียยังแสดงความกังวลต่อการที่สหรัฐ เข้าควบคุมทรัพยากรธรรมชาติของเวเนซุเอลาอย่างไร้ขอบเขต พร้อมเตือนว่า “แรงขับเคลื่อนใหม่ของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ (neocolonialism )และลัทธิจักรวรรดินิยม (imperialism)” กำลังกลับมาให้เห็นอีกครั้ง
ผู้แทนจากเม็กซิโก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนบราซิล แอฟริกาใต้ และเอริเทรีย (ในนามกลุ่มเพื่อนแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ – Group of Friends of the UN Charter) เห็นพ้องว่าความก้าวร้าวของสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎบัตรและเป็นภัยคุกคามต่อระบบพหุภาคี “เป็นเรื่องของประชาชนผู้มีอธิปไตยที่จะตัดสินชะตากรรมของตนเอง […] ภายใต้กรอบการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างไม่มีเงื่อนไข” การเปลี่ยนระเบียบการปกครองโดยตัวแสดงภายนอก และการใช้มาตรการนอกอาณาเขต ไม่ได้เพียงแค่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น “แต่ตามประวัติศาสตร์แล้ว สิ่งที่การกระทำเหล่านั้นทำมาโดยตลอดคือการทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น และทำให้โครงสร้างทางสังคมและการเมืองของประเทศต่างๆ อ่อนแอลง” เขากล่าว
“ลาตินอเมริกาและแคริบเบียนคือเขตแห่งสันติภาพ” ผู้แทนจากนิการากัวเน้นย้ำว่า ภูมิภาคนี้ต้องได้รับการเคารพจากทุกประเทศทั่วโลกโดยไม่มีข้อยกเว้น เขาเรียกร้องให้ปล่อยตัวประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งเป็นผู้นำที่ชอบด้วยกฎหมายของเวเนซุเอลาในทันที โดยกล่าวว่าประชาชนชาวเวเนซุเอลา “ไม่เคยคุกเข่าศิโรราบ” แต่ได้ปกป้องสิทธิในอธิปไตยของตนอย่างเด็ดเดี่ยว นิการากัวขอยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาและเรียกร้องให้รัฐสมาชิกทั้งหมดดำเนินการเช่นเดียวกัน
ผู้แทนจากคิวบาเตือนคณะมนตรีความมั่นคงว่า “แผนการครอบงำและอาชญากรรม” ของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาได้ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงและยากจะคาดเดาต่อความมั่นคงในภูมิภาคไปแล้ว เขาอ้างถึงมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ทั้ง “การบีบคั้นทางเศรษฐกิจ” และแม้แต่การก่อการร้ายทางทะเล โดยอธิบายว่าเหตุการณ์ล่าสุดเป็นหลักฐานเพิ่มเติมของ “ความก้าวร้าวทางจักรวรรดินิยมและฟาสซิสต์” ที่มีรากฐานมาจากวาทะมอนโร (Monroe Doctrine) ที่ล้าสมัย สหรัฐฯ ต้องปล่อยตัวประธานาธิบดีมาดูโรและภริยา และประชาคมโลกต้องตอบโต้ต่อเหตุการณ์ก่อการร้ายโดยรัฐในครั้งนี้
ทางออกที่ยั่งยืนคือการใช้สันติวิธีเท่านั้น
ผู้แทนจากยูกันดา กล่าวในนามของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) โดยร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการประณามรุกรานของสหรัฐอเมริกาในเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นการก่อสงครามที่ทำลายสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ อีกทั้งเรียกร้องให้ยุติการสู้รบทั้งหมด และขอให้เคารพอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน เอกราชทางการเมือง และสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของเวเนซุเอลาอย่างเต็มที่ พร้อมเตือนว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกนำตัวมาลงโทษ “ทางออกทางการทหารไม่ใช่หนทางที่ใช้ได้จริง” ในการแก้ไขข้อพิพาท เธอกล่าวย้ำ
ผู้แทนจากอิหร่าน ได้กล่าวสอดรับกับประเด็นดังกล่าว พร้อมชี้ถึงการข่มขู่อย่างร้ายแรงต่อประเทศอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา “สหรัฐฯ กำลังหลั่งน้ำตาจระเข้ให้แก่ชาวอิหร่าน และอ้างอย่างหน้าซื่อใจคดว่าสนับสนุนพวกเขา ทั้งที่มีประวัติที่เป็นที่ประจักษ์ชัดเกี่ยวกับ การใช้กำลัง และการบังคับใช้มาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมายต่ออิหร่านมาอย่างยาวนาน” เขากล่าวโดยเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา
ผู้แทนจากปากีสถาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนอื่นๆ รวมถึงผู้แทนจากโคลอมเบียและไลบีเรีย (ซึ่งพูดในนามของโซมาเลียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกด้วย) แสดงความกังวลว่าสถานการณ์ที่บานปลายล่าสุดนี้ “เป็นการสร้างแบบอย่างที่อันตราย” และอาจเติมเชื้อไฟให้กับความไม่มั่นคง “ซึ่งประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดาและควบคุมได้ไปอีกหลายปีข้างหน้า” เขากล่าวว่าทางออกที่ยั่งยืนคือผ่านสันติวิธีเท่านั้น โดยต้องเคารพเจตจำนงของชาวเวเนซุเอลาอย่างเต็มที่และปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก
‘เหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่อันตราย’
ผู้แทนจากหลายประเทศได้แสดงทัศนะในเชิงเดียวกัน แม้จะเน้นย้ำถึงความกังวลอย่างมากต่อความชอบธรรมของระบอบประธานาธิบดีมาดูโรก็ตาม ประเทศเหล่านี้รวมถึงผู้แทนจากสเปน ชิลี กรีซ และเดนมาร์ก โดยผู้แทนจากเดนมาร์กได้กล่าวย้ำว่า “ความละเมิดมิได้ของพรมแดน (The inviolability of borders) ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาต่อรองกันได้”
ผู้แทนเดนมาร์กกล่าวว่า แม้เดนมาร์กจะไม่ยอมรับมาดูโรในฐานะประธานาธิบดีที่ชอบธรรมของเวเนซุเอลา และมีความกังวลอย่างมากต่อการกดขี่และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของระบอบดังกล่าว แต่ประชาชนชาวเวเนซุเอลาก็ยังมีสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนเอง โดยปราศจากการบีบบังคับ แรงกดดัน หรือการชักใยจากผู้มีอำนาจภายนอก
“ไม่ว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลาจะเป็นเช่นไร พัฒนาการเหล่านี้ถือเป็นแบบอย่างที่อันตราย” เธอกล่าว
ผู้แทนฝรั่งเศสเห็นพ้องว่า สิทธิของชาวเวเนซุเอลาในการเลือกผู้นำของตนถูกช่วงชิงไปจากการเลือกตั้งที่ “ขาดความโปร่งใสอย่างร้ายแรง” อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการทางทหารต่อรัฐบาลของมาดูโรขัดต่อหลักการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ “บั่นทอนระเบียบระหว่างประเทศ” และทำให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศอ่อนแอลง เขาเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านใด ๆ ในเวเนซุเอลา “ต้องนำโดยชาวเวเนซุเอลาและเพื่อชาวเวเนซุเอลาเอง”
ผู้แทนสหราชอาณาจักร พร้อมด้วยผู้แทนลัตเวีย บาห์เรน และปานามา ระบุว่า ระบอบของมาดูโรได้สร้างความยากจนในระดับรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาการค้ายาเสพติด และก่อให้เกิดวิกฤตการพลัดถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาค ผู้แทนสหราชอาณาจักรกล่าวว่า สหราชอาณาจักรปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างปลอดภัยและสันติไปสู่รัฐบาลที่ชอบธรรมซึ่งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนชาวเวเนซุเอลา พร้อมกับยืนยันความมุ่งมั่นต่อกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ
“รากฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความมั่นคง และหลักนิติธรรมของโลก” เขากล่าว
สนับสนุนการดำเนินการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ทลายเครือข่ายอาชญากรรม
ขณะที่ผู้แทนบางประเทศมุ่งไปที่โอกาสที่เกิดขึ้นจากการพ้นอำนาจของประธานาธิบดีมาดูโร เพื่อให้ชาวเวเนซุเอลาสามารถกำหนดเส้นทางใหม่ของประเทศได้ ผู้แทนอีกส่วนหนึ่งกลับขานรับและสนับสนุนการดำเนินการของสหรัฐอเมริกาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
ผู้แทนอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในนั้น โดยยกย่องการตัดสินใจที่เด็ดขาดของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมแสดงความหวังว่าปฏิบัติดังกล่าวจะยุติการกดขี่ที่ผลักดันให้ประชาชนเวเนซุเอลาตกอยู่ในความยากจน เขากล่าวว่า ทั้งภูมิภาคได้รับผลกระทบจากการค้ายาเสพติดที่แพร่ขยายออกมาจากเวเนซุเอลา และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศช่วยกัน “ฟื้นฟูให้สถาบันกลับสู่ภาวะปกติ” ในประเทศ
ในทำนองเดียวกัน ผู้แทนตรินิแดดและโตเบโกกล่าวว่า ทั้งตรินิแดดและโตเบโกซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเวเนซุเอลา มุ่งมั่นสนับสนุนความพยายามที่นำโดยสหรัฐอเมริกาในการขัดขวางและทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติทั่วภูมิภาคอเมริกา พร้อมแสดงการสนับสนุนอย่างมั่นคงต่อความริเริ่มของสหรัฐ ที่เสริมสร้างความมั่นคงระดับภูมิภาคและตอกย้ำหลักนิติธรรม โดยย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของประเทศของพวกเขาที่มีต่อทั้งสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา
ผู้แทนปารากวัยเห็นพ้องว่า ประธานาธิบดีมาดูโรและกลุ่ม Cartel de los Soles เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคของเขา “การขับผู้นำองค์กรก่อการร้ายดังกล่าวออกไปน่าจะนำไปสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตยในเวเนซุเอลาโดยทันที” เขากล่าว พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดในเวเนซุเอลา และย้ำว่า การกลับคืนสู่ประชาธิปไตยของเวเนซุเอลามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของภูมิภาค



