
การประชุม สมัชชาใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครั้งที่ 12 (12th National Congress of the LPRP) ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ โดยมีมติเอกฉันท์ให้ นายทองลุน สีสุลิด ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ เป็นสมัยที่ 2 (วาระปี 2569–2573)
คณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 12 ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 73 ราย ซึ่งรวมถึง
- นายทองลุน สีสุลิด (ประธานประเทศ และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ)
- นายไซสมพอน พมวิหาน (ประธานสภาแห่งชาติ)
- นายสอนไซ สีพันดอน (นายกรัฐมนตรี)
ในพิธีปิดการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี ได้มีการประกาศรายชื่อ กรมการเมือง (Politburo) ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของประเทศจำนวน 13 ราย จากการรายงานของ สำนักข่าวสารประเทศลาว
ลำดับรายชื่อสมาชิกกรมการเมืองชุดที่ 12 ได้แก่
1) ทองลุน สีสุลิด (Thongloun Sisoulith)
2) ไซสมพอน พมวิหาน (Xaysomphone Phomvihane)
3) สอนไซ สีพันดอน (Sonexay Siphandone)
4) คำพัน พมมะทัด (Khamphan Phommathat)
5) กิแก้ว ไขคำพิทูน (Kikeo Khaikhamphithoune)
6) วิไล หล้าคำฟอง (Vilay Lakhamfong)
7) สีไส ลือเดดมูนสอน (Sisay Leudethmounsone)
8) สะเหลิมไซ กมมะสิด (Saleumxay Kommasith)
9) คำพัน เผยยะวง (Khamphan Pheuiyavong)
10) ทองสะลิด มังหน่อเมก (Thongsalith Mangnormek)
11) เพ็ด พมพิพัก (Phet Phomphiphack)
12) คำเลียง อุทะไกสอน (Khamlieng Outhakaysone)
13) วันไซ พงสะหวัน (Vansay Phongsavanh)
ที่ประชุมยังได้เลือกตั้งสมาชิก คณะเลขาธิการศูนย์กลางพรรค (Secretariat) ชุดที่ 12 จำนวน 11 ราย ขณะที่การประชุมปฐมฤกษ์มีขึ้นหลังจากที่สมัชชาได้เลือกสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 12 จำนวน 73 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เลือกสมาชิกสำรอง 15 คน สำหรับคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 12 อีกด้วย
ผู้แทนพรรคจำนวนทั้งหมด 834 ราย ได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครั้งที่ 12 ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วันระหว่างวันที่ 6-8 มกราคม 2569 โดยการประชุมหลักจัดขึ้นในหอประชุมขนาดใหญ่ที่ประดับประดาด้วยธงชาติลาวและธงค้อนเคียว (ธงคอมมิวนิสต์) และมีรูปปั้นครึ่งตัวของผู้นำปฏิวัติ ไกสอน พมวิหาน ตั้งอยู่ด้านหน้า
การประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 12 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ยกระดับบทบาทการนำที่แข็งแกร่งของพรรค สร้างเศรษฐกิจที่เป็นอิสระและพึ่งพาตนเองอย่างแข็งขัน บ่มเพาะระบอบประชาธิปไตยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และก้าวไปสู่สังคมนิยมอย่างมั่นคง”

คณะบริหารงานศูนย์กลาง พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ที่มาภาพ:เพจFB ປະຊາຊົນ (หนังสือพิมพ์)
การกระชับอำนาจและเอกภาพของพรรค
ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ได้ร่วมกันทบทวนผลงานและความสำเร็จของพรรคในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศสำหรับ 5 ปีข้างหน้า และสิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือ การคัดเลือกคณะผู้บริหารพรรคชุดใหม่สำหรับวาระปี 2026-2030 ตามรายงานของสำนักข่าวสารประเทศลาว ระบุว่า การประชุมสมัชชาใหญ่ในครั้งนี้ได้ “สร้างความเข้มแข็งให้แก่กองบัญชาการสูงสุดของพรรค (Central Command) และบรรลุฉันทามติเป็นเอกฉันท์ในการเลือกตั้งคณะผู้นำ”
การที่ นายทองลุน สีสุลิด ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการใหญ่พรรคฯ ต่อเป็นสมัยที่ 2 อย่างเป็นเอกฉันท์ทำให้มั่นใจได้ว่านโยบายจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ทีมผู้นำได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยการแต่งตั้งนายวิไล หล้าคำฟอง เป็นสมาชิกถาวรสำนักเลขาธิการ และนายวันไซ พงสะหวัน เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบส่วนกลาง
คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคชุดใหม่จำนวน 73 ราย (บวกสมาชิกสำรอง 15 ท่าน) จะทำหน้าที่เป็นแกนหลัก ในการนำมติจากพรรคไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง
พรรคฯได้วางโครงสร้างการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าช่วงปี 2569-2673 โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลของชาติ เร่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองของชาติ
วาระการปฏิรูปและยกระดับธรรมาภิบาล
โดยนายทองลุน สีสุลิด เลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรค และประธานประเทศ สปป.ลาว นำเสนอรายงานต่อที่ประชุม
รายงานระบุว่า คณะกรรมการกลางพรรคฯชุดที่ 12 จะมุ่งเน้นการปฏิรูประบบและกลไกต่างๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดอุปสรรคทางด้านระบบราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการบริหารจัดการ การปฏิรูปเหล่านี้จะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาสู่ความทันสมัยและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การกระจายอำนาจและการมอบอำนาจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน การผลิต และการดำเนินธุรกิจให้รวดเร็ว สะดวก และแข่งขันได้มากขึ้น
นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป พรรคจะเดินหน้าเสริมสร้างและปรับปรุงรากฐานของระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยเน้นความมั่นคงทางการเมือง ความสงบเรียบร้อยทางสังคม ความยุติธรรม และการปกครองโดยยึดหลักกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรของรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็จะเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคในระดับส่วนกลางควบคู่ไปกับการส่งเสริมความเป็นอิสระและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ในระดับท้องถิ่น
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมุ่งเน้นที่คุณภาพสูง ความยั่งยืน และการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลำดับความสำคัญหลัก ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ การลดภาระหนี้สาธารณะ และการเสริมสร้างบทบาทของรัฐวิสาหกิจควบคู่ไปกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะยังคงเป็นลำดับความสำคัญหลักเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน
รายงานยังเน้นย้ำถึงการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในทุกภาคส่วน การพัฒนาภูมิภาคอย่างสมดุล การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการเชื่อมต่อและการบูรณาการที่ดียิ่งขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน ภูมิภาค และประชาคมระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นรูปธรรม
ในขณะเดียวกัน พรรคได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคง ความเป็นเอกภาพของชาติในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด และการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ความพยายามในการยกระดับสถานะจากประเทศด้อยพัฒนา (LDC) การเสริมสร้างระบบการเมืองให้มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและการเงินโดยไม่ก่อให้เกิดหนี้สินที่ไม่ยั่งยืนจะยังคงต่อเนื่อง
ในอนาคต พรรคมีเป้าหมายที่จะสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่ภาคเศรษฐกิจสำคัญ 7 ภาคส่วน การบริหารเศรษฐกิจจะดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อปีมากกว่า 6% ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิต การอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
เปิดตัว “วิสัยทัศน์ 2055” หมุดหมายประวัติศาสตร์
ผลลัพธ์ที่เป็นรากฐานสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการรับรองแนวทางหรือนโยบายหลักของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค (Political Programme) ฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์แห่งชาติระยะยาวไปจนถึงปี 2598 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรค โดยมีเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงในการยกระดับ สปป.ลาว ให้ก้าวสู่สถานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจที่ทันสมัย มีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง และมีการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์
สะพานสู่อนาคต: แผนพัฒนาปี 2569–2573
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ระยะยาวสู่ขั้นตอนการปฏิบัติจริง ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ได้ให้สัตยาบันอนุมัติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2569–2573) โดยแผนระยะ 5 ปีนี้มีโครงสร้างหลักอยู่บน 6 เสาหลัก ได้แก่:
- การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
- การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน
- การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- การส่งเสริมการเชื่อมโยงทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
- การปฏิรูประบบการบริหารรัฐกิจ (ธรรมาภิบาล)
- การปฏิรูปการจัดการภาครัฐ
เรียกร้องความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ในการกล่าวปิดการประชุม นายกิแก้ว ไขคำพิทูน ได้กล่าวเน้นย้ำถึงจิตวิญญาณแห่งความเป็นเอกภาพของการประชุมสมัชชาใหญ่ พร้อมทั้งกล่าวถ้อยคำปลุกใจ โดยได้เรียกร้องให้สมาชิกพรรคทุกราย เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ตลอดจนพลเมืองลาวทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศและต่างประเทศ รวมพลังกันด้วยความรักชาติเพื่อผลักดันให้มติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ พรรคฯ ยังได้แสดงความขอบคุณอย่างสูงต่อมิตรประเทศทั่วโลกและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา สำหรับการสนับสนุนที่มั่นคงเสมอมาในเส้นทางการพัฒนาประเทศของ สปป.ลาว
ในการกล่าวปิดการประชุม เลขาธิการพรรคและประธานพรรค นายทองลุน สีสุลิด ได้กล่าวถึงผลลัพธ์ของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 12 ว่า “ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่”
การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี นำไปสู่เหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญอื่นๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป
ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ จะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนทั่วประเทศจะลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของตน
หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งไม่นาน สภาจะจัดการประชุมเบื้องต้นเพื่อเลือกประธานประเทศและนายกรัฐมนตรี และอนุมัติสมาชิกคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และหน่วยงานสำคัญอื่นๆ


