ภารกิจเปลี่ยนสาวนาเกลืออินเดีย เป็นช่างโซลาร์เซลล์ รายได้เพิ่ม 600 % ปล่อยคาร์บอนน้อยลงปีละ 18,900 ตัน

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

อินเดียผลิตเกลือมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่การทำนาเกลือเป็นงานหนักที่ได้รับค่าจ้างน้อยนิด ส่งผลให้เกิดความยากจนข้ามรุ่นในหมู่ชาวนาเกลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานสตรี ที่มาภาพ: https://www.ibtimes.co.in/look-salt-production-india-699720

อินเดียผลิตเกลือได้ปีละ 30 ล้านตัน โดย 80 % มาจากนาเกลือในรัฐคุชราตทางตะวันตกของประเทศ อุตสาหกรรมนี้มีผู้หญิงทำงานอยู่ประมาณ 40,000 คน และต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่บริโภคน้ำมันดีเซลเพื่อสูบน้ำเค็มจากแหล่งเก็บกักใต้ดิน

น้ำมันดีเซลนอกจากจะก่อให้เกิดมลพิษแล้วยังมีราคาแพง แต่ละปี ชาวนาเกลือในคุชราตจะทำงานกลางนาเกลือเป็นระยะเวลา 6 เดือน แต่ละคนต้องใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 1,300 ลิตร ซึ่งคิดเป็น 60 % ของเงินเดือน

โครงการที่นำโดยสมาคมสตรีผู้ประกอบอาชีพอิสระ (SEWA) ซึ่งมุ่งหวังยกระดับความสามารถของผู้หญิงและลดความยากจน จึงจับมือกับภาคธุรกิจเพื่อเปลี่ยนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้น้ำมันดีเซล 7,000 เครื่อง ให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์

นอกจากจะได้พลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์แล้ว ผู้หญิงที่ทำงานในนาเกลือเหล่านี้ยังได้รับการฝึกฝนให้กลายเป็นช่างเทคนิคเพื่อดูแลรักษาและซ่อมบำรุงแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้ในการทำนาเกลือ และขายพลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงนอกฤดูกาลให้กับระบบไฟฟ้าอีกด้วย

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ รายได้ของพวกเธอเพิ่มขึ้น 600 % และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 18,900 ตันต่อปี

เกลือไม่ได้ใช้แค่กิน

เกลือเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ต่อทั้งภาคอุปโภคบริโภคและภาคการผลิต เกลือไม่ได้มีไว้แค่เพียงบริโภคบนโต๊ะอาหาร แต่ส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดในตลาดเกลือโลกคือเกลืออุตสาหกรรม

ในปี 2026 คาดว่าตลาดเกลือโลกจะมีมูลค่าประมาณ 27.9-45 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และอาจเติบโตทะลุ 58.25 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อถึงปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.4-8.1 % ต่อปี

แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดเกลือโลกคือการเติบโตของอุตสาหกรรมเคมี รวมถึงความต้องการเกลือคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมยาและอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรโลก

การใช้งานเกลือทั่วโลกสามารถแบ่งสัดส่วนได้คร่าวๆ ดังนี้

  • อุตสาหกรรมเคมีครองสัดส่วนใช้งานเกลือราว 60 % เพื่อผลิตโซดาไฟ คลอรีนและโซดาแอชที่ใช้ในการทำพลาสติก แก้ว และกระดาษ
  • การละลายน้ำแข็ง 15-20 %  โดยใช้เกลือเพื่อโรยถนนในประเทศเขตหนาว
  • การทำอาหารและครัวเรือนประมาณ15 % ทั้งการบริโภคโดยตรงและที่ใช้ในการถนอมอาหาร
  • อื่นๆ 5-10 % เช่น เวชภัณฑ์ บำบัดน้ำ ฯลฯ โดยมีการใช้เกลือเพื่อผลิตน้ำเกลือทางการแพทย์และใช้ในระบบกรองน้ำ

อุตสาหกรรมเกลือถูกครองตลาดโดยประเทศที่มีพื้นที่ชายฝั่งยาวเหยียดสำหรับผลิตเกลือสมุทรหรือมีแหล่งแร่เกลือใต้ดินมหาศาล สามประเทศผู้ผลิตเกลือรายใหญ่ของโลก ได้แก่

1. จีน ผลิตได้มากกว่า 53-55 ล้านเมตริกตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ

2. สหรัฐฯ ผู้ผลิตรายใหญ่ที่เน้นเกลือสำหรับอุตสาหกรรมและการละลายน้ำแข็ง ผลิตได้ประมาณ 42 ล้านตันต่อปี

3. อินเดีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ผลิตได้ประมาณ 26-30 ล้านตันต่อปี

นาเกลือแห่งความยากไร้

แม้จะเป็นผู้ผลิตเกลือรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก แต่ชีวิตของชาวนาเกลือในอินเดียกลับเต็มไปด้วยความยากลำบาก การพึ่งพาอาชีพเดียวเป็นหลัก การมีเงินเก็บออมเพียงน้อยนิด และมีรายได้เฉพาะช่วงฤดูกาลผลิต ส่งผลให้เกิดความยากจนข้ามรุ่นในหมู่ชาวนาเกลือ

รัฐคุชราตเป็นแหล่งผลิตเกลือภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ผลิตเกลือประมาณ 75-87 % ของอินเดีย โดยลิตเติลรันน์ออฟคุช (Little Rann of Kutch – LRK) ซึ่งมีพื้นที่ราว 5,000 ตารางกิโลเมตร ในคุชราต คือแหล่งกำเนิดเกลือราวๆ 30 % ของเกลือทั้งหมดที่ผลิตได้ภายในประเทศ

ในช่วงฤดูทำนาเกลือซึ่งกินระยะเวลา 6 เดือน ชาวนาเกลือประมาณ 43,000 ครอบครัว ต้องอดทนทำงานกลางแจ้งเพื่อหารายได้ประมาณ 120 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,700บาท) ต่อปี จากการทำนาเกลือและขายเกลือ

หาเงินเพื่อซื้อน้ำมัน

ชีวิตของชาวนาเกลือในคุชราตมีแต่ความยากลำบาก เนื่องจากลิตเติลรันน์ออฟคุชซึ่งอยู่ริมทะเลอาหรับนั้น เป็นพื้นที่ทะเลทรายห่างไกล ประชากรที่อาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องมีจำนวนน้อยนิด ชาวนาเกลือส่วนใหญ่จะอพยพจากหมู่บ้านมาอยู่ที่ทะเลเกลือ สร้างกระท่อมชั่วคราวเพื่อใช้พักอาศัยตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี

พวกเขาต้องทำงานภายใต้อุณหภูมิที่สูงถึง 44-45 องศาเซลเซียส โดยสูบน้ำเค็มจากบ่อใต้ดินขึ้นมาเทลงในนาเกลือ แล้วใช้คราดและลูกกลิ้งเป็นอุปกรณ์ในการตากเกลือให้แห้ง โดยต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่น้ำเค็มจะเปลี่ยนเป็นผลึกเกลือสีขาว

เนื่องจากที่นี่ไม่มีโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย ชาวนาเกลือส่วนใหญ่จึงต้องใช้ปั๊มน้ำที่ได้พลังงานจากน้ำมันดีเซลราคาแพงและต้องขนส่งมาจากบริเวณที่อยู่ไกลออกไป ค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมันดีเซลคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40 % ของรายได้ประจำปีของชาวนาเกลือ

ในอดีต ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงดีเซลสำหรับปั๊มน้ำคือภาระหนักที่สุดของชาวนาเกลือ เพราะเชื้อเพลิงคิดเป็น 65 % ของต้นทุนการผลิต และต้องใช้ดีเซลประมาณ 1,800 ลิตร สำหรับปั๊มขนาด 3 แรงม้า ซึ่งจะผลิตเกลือได้ราวๆ 750 ตัน เจ้าของปั๊มแต่ละรายต้องจ่ายค่าดีเซลถึง 300,000 รูปี (ประมาณ 117,000 บาท) ต่อฤดูกาล

เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวนาเกลือจึงต้องเก็บออมเงินส่วนใหญ่ไว้สำหรับซื้อเชื้อเพลิงในปีถัดไป และมักติดอยู่ในวังวนของความยากจนและหนี้สินจากนายทุนและพ่อค้าคนกลาง

ชาวนาเกลือรายหนึ่งเล่าว่า “เราต้องสูบน้ำจากบ่อมากกว่า 200 วันต่อปี และเราพึ่งพาน้ำมันดีเซลอย่างมาก” โดยก่อนหน้านี้ เขาและครอบครัวไม่สามารถออมเงินได้เลยเมื่อยังใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง

การเปลี่ยนผ่าน

ชาวนาเกลือส่วนใหญ่ในลิตเติลรันน์ออฟคุชนั้นเป็นผู้หญิง โดยทั้งหมดมีจำนวนมากกว่า 17,000 คน และมีราว 15,000 คน ที่เป็นสมาชิกของสมาคมสตรีผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Self-Employed Women’s Association  – SEWA)

ในปี 2014 SEWA ร่วมมือกับสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources Defense Council- NRDC) เพื่อริเริ่มโครงการชื่อ Worth Their Salt เพื่อสร้างแผนธุรกิจสำหรับขยายการใช้ปั๊มพลังงานแสงอาทิตย์ในการทำนาเกลือ

โครงการนี้สนับสนุนหญิงชาวนาเกลือในรัฐคุชราตให้สามารถเปลี่ยนจากปั๊มน้ำดีเซลมาใช้ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งส่งผลให้กว่า 43,000 ครอบครัว มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเริ่มนำร่องด้วยปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และปั๊มน้ำไฮบริดเพียง 14 ตัว เพื่อทดแทนปั๊มดีเซล

ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนมาใช้ปั๊มพลังงานแสงอาทิตย์นั้นเกินความคาดหมาย ตัวเลขสถิติสะท้อนความสำเร็จอย่างชัดเจน จากข้อมูลล่าสุดในปี 2025 พบว่าการติดตั้งปั๊มโซลาร์เซลล์ 7,000 เครื่อง ทำให้รายได้ของชาวนาเกลือเพิ่มขึ้น 30-33 % และเมื่อรวมรายได้จากการขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ชุมชน รายได้เพิ่มขึ้นถึง 600 %

ตามการประเมินล่าสุด ปั๊มโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง 44 % เพิ่มผลผลิตเกลือ 30 % และเพิ่มรายได้รวมเฉลี่ย 33 % งานวิจัยของ NRDC-SEWA แสดงให้เห็นว่าชาวนาเกลือที่เปลี่ยนจากน้ำมันดีเซลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์มีเงินออมเพิ่มขึ้นมากกว่า 150 %

ด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้ประโยชน์อย่างมาก ปั๊มโซลาร์เซลล์ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 18,900 ตันต่อปี เทียบเท่ากับการลดรถยนต์บนท้องถนองกว่า 4,000 คัน หากโครงการขยายไปจนครบทั้ง 43,000 ครอบครัว จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 115,000 ตันต่อปี

ขยับขยายอีกขั้น

ในเดือนมิถุนายน 2022 SEWA ผลักดันความก้าวหน้าของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแสงอาทิตย์ไปอีกขั้น โดยเปิดตัวโครงการเซอร์ยา (Project Surya) ซึ่งเป็นการร่วมมือกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประจำอินเดีย และบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระชื่อรีนิวพาวเวอร์ (ReNew Power) เพื่อฝึกฝนหญิงชาวนาเกลือให้กลายเป็นช่างเทคนิคแผงโซลาร์เซลล์และปั๊มโซลาร์

หญิงชาวนาเกลือ 1,000 คน ได้รับการฝึกอบรมทั้งในห้องเรียนและภาคสนาม โดยหลักสูตรครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ตั้งแต่พื้นฐานของไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงทักษะดิจิทัลและการเงิน เมื่อจบหลักสูตร ผู้หญิงเหล่านี้จะได้รับใบรับรองช่างโซลาร์ สามารถบำรุงรักษาอุปกรณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไปทำงานในโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ได้

ผลตอบแทนที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง ในขณะที่หญิงชาวนาเกลือเคยออมเงินได้เฉลี่ย 10,000 รูปี (128 เหรียญสหรัฐฯ) ในรอบ 10 เดือน แต่ช่างเทคนิคแผงโซลาร์เซลล์สามารถหารายได้ถึง 18,000 รูปี (130 เหรียญสหรัฐฯ) ต่อเดือน

โรงไฟฟ้าชุมชนหญิงล้วน

อีกหนึ่งความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นคือการใช้ประโยชน์จากแผงโซลาร์เซลล์ในช่วงนอกฤดูกาล เมื่อฤดูกาลผลิตเกลือสิ้นสุดลง หญิงชาวนาเกลือที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นช่างเทคนิคโซลาร์เซลล์จะขนแผงโซลาร์เซลล์ไปยังพื้นที่ใกล้เมืองดรางคธรา (Dhrangadhra) แล้วเปลี่ยนให้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชั่วคราว

นี่คือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่บริหารจัดการโดยผู้หญิงล้วนแห่งแรกในอินเดีย โดยทำงานผ่านเครือข่ายการค้าสำหรับผู้หญิงรากหญ้า (Grassroot Trading Network for Women) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรของ SEWA โรงไฟฟ้านี้มีกำลังการผลิต 2.7 เมกะวัตต์ และขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของอินเดีย

ขยายบทเรียนสู่โลก

ความสำเร็จของโครงการนี้ทำให้เกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่อง รูปแบบของโครงการได้รับความสนใจจากนานาชาติ จนในปี 2020 SEWA ได้รับเลือกให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับแนวทางเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition initiative) โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) ซึ่งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนในภูมิภาคที่เปราะบาง

และ SEWA ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรพลังงานแสงอาทิตย์นานาชาติ (International Solar Alliance) เพื่อขยายรูปแบบโครงการผู้ประกอบการพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังคนงานนอกระบบทั่วแอฟริกา โดยผู้แทน SEWA กล่าวว่า “เรากำลังเห็นความสนใจอย่างมากจากแอฟริกา โดยเฉพาะสำหรับชาวประมงและเกษตรกรขนาดเล็ก ซึ่งสามารถใช้รูปแบบที่คล้ายกันเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้”

ล่าสุด SEWAได้รับรางวัล GAEA Award อันทรงเกียรติประจำปี 2026 ในสาขา “การเสริมสร้างพลังเสียงเพื่อกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลง” จากโครงการริเริ่มที่การเปลี่ยนชาวนาเกลือหญิงผู้มีรายได้น้อยให้กลายเป็นผู้ประกอบการพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างน่าทึ่ง

ข้อมูลอ้างอิง :

https://www.marketdataforecast.com/market-reports/salt-market

https://www.nrdc.org/sites/default/files/worth-their-salt-improving-livelihoods-of-women-salt-farmers-through-clean-energy-in-the-salt-pans-of-gujarat_2018-09-10.pdf

https://india.un.org/en/193972-renew-power-unep-sewa-launch-one-kind-programme-train-women-salt-pan-workers-solar

https://timesofindia.indiatimes.com/india/women-working-in-gujarats-salt-pans-to-be-trained-as-solar-panel-technicians/articleshow/92567143.cms

https://initiatives.weforum.org/future-power-system/peoplepositivecasestudies

https://www.nrdc.org/sites/default/files/worth-their-salt-improving-livelihoods-of-women-salt-farmers-through-clean-energy-in-the-salt-pans-of-gujarat_2018-09-10.pdf