
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยภาพรวมงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยฯ ที่ขยายจาก “ปัญหาฝุ่น PM2.5” ไปสู่ “การตรวจสอบสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำภาคเหนือ” หลังเริ่มลงมือศึกษาเรื่องน้ำได้เพียงราว 2 เดือน แต่พบสัญญาณที่ “ต้องจับตาอย่างจริงจัง” โดยเฉพาะกรณีแม่น้ำกก–แม่น้ำสาย–แม่น้ำโขง รวมถึงพื้นที่เชื่อมโยงแม่น้ำสาละวิน
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลในหัวข้อ บทบาทของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาท้องถิ่น ผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน: กรณีศึกษาหมอกควันและมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ กับกลุ่มสื่อในภูมิภาคเชียงราย เชียงใหม่ และจากส่วนกลาง เกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และการปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำข้ามพรมแดน ในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” ที่สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า (Thaipublica.org) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568
ดร.ว่าน ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำงานด้านฝุ่นต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบตรวจวัด การทำฐานข้อมูล แอปพลิเคชันและช่องทางรายงานค่าฝุ่นผ่าน LINE Official ที่มีสมาชิกมากกว่าหมื่นคน รวมถึงนวัตกรรมป้องกันฝุ่น เช่น ห้อง/มุมปลอดฝุ่นในโรงเรียน หน้ากากและอุปกรณ์สำหรับภาคสนาม ตลอดจนการทำงานร่วมกับพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมา


ในเชิงงานวิจัย ดร.ว่าน ยกตัวอย่างการติดตั้งตู้ตรวจวัดคุณภาพอากาศรูปแบบใหม่ที่สามารถวัด “Black Carbon” และวิเคราะห์ที่มาของฝุ่นว่าเกิดจากแหล่งใดบ้าง โดยข้อมูลที่ทีมทำร่วมกันสะท้อนว่า ในช่วงวิกฤตหมอกควัน แหล่งกำเนิดสำคัญมาจากการเผาไหม้ชีวมวล ขณะที่เมื่อพิจารณาภาพทั้งปี แหล่งจากการจราจรมีสัดส่วนสูงและเป็นปัจจัยที่กระทบประชาชนต่อเนื่องยาวนานกว่า

ถ้าแยกดูแหล่งกำเนิดของฝุ่นอย่างง่าย ๆ จะเห็นว่าสัดส่วนของแหล่งที่มาแตกต่างกันชัดเจน ในช่วงหมอกควัน สัดส่วนจากการเผาไหม้ชีวมวล (Biomass Burning) อยู่ที่ประมาณ 51% หมายความว่าฝุ่นกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงนั้นเกิดจากการเผาในที่โล่ง
ส่วนแหล่งฝุ่นทุติยภูมิ (Secondary) ซึ่งเกิดจากสารมลพิษหลายชนิดในอากาศมาทำปฏิกิริยารวมกัน จนกลายเป็นฝุ่น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% กล่าวคือ แม้ในอากาศจะมีกระบวนการเกิดฝุ่นหลายรูปแบบ แต่ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูงมาก ๆ จะเห็นชัดว่า 51% มาจากการเผาไหม้ชีวมวล

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ฝุ่นจากการจราจร (Traffic) หากดูตลอดทั้งปีแล้ว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 76% เพียงแต่ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนชัดในบางช่วงเดือน “เราจำเป็นต้องมองภาพให้ครบถ้วนว่า ช่วงหมอกควันรุนแรงซึ่งกินเวลาประมาณ 3–4 เดือน สัดส่วนฝุ่นจำนวนมากมาจากการเผาไหม้ชีวมวลจริง แต่ในช่วงที่เหลืออีกประมาณ 8 เดือนของทั้งปี แหล่งกำเนิดฝุ่นหลักกลับมาจาก การจราจรเป็นส่วนใหญ่“
สำหรับแผนงานวิจัยของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มุ่งแก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ โดยมุ่งประเด็นวิจัยนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ
โดยเป้าหมายเชิงกลยุทธ์มุ่งลดการเผาในพื้นที่ป่าภาคเหนือด้วยนวัตกรรมข้อมูลและนโยบายแบบมีส่วนร่วม การขยายพื้นที่ดำเนินงานจะครอบคลุม พื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเป้าหมายหลักของโครงการคือ
- ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ให้ไม่เกิน 5,000 จุดต่อปี
- ลดจำนวนวันวิกฤตหมอกควันให้เหลือไม่เกิน 50 วัน และตั้งเป้าลดลงเหลือ 25 วัน
- ลดจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
โครงการนี้มีคณะอาจารย์หลักร่วมดำเนินงานทั้งหมด 4 ราย นำโดยรองศาสตราจารย์ ดร..สมพร จันทระ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้อำนวยการแผนงาน ทำหน้าที่วางแผนภาพรวม ทั้งแผนหลักและแผนย่อย ซึ่งภายใต้แผนย่อยจะครอบคลุมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดนโยบายและการสื่อสารสาธารณะ การลดการเกิดไฟป่า การจัดการและใช้ข้อมูล

วิกฤติสารหนูข้ามพรมแดน: สูงกว่ามาตรฐานนับสิบเท่า
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ว่าน ชี้ว่า “ฝุ่นกับน้ำไปทางเดียวกัน” เพราะผลกระทบที่ประชาชนได้รับไม่ได้มีแค่ค่าฝุ่น PM2.5 แต่ยังรวมถึงสารอื่น ๆ ที่มากับฝุ่น และในกรณีน้ำก็ไม่ได้มีเพียงสารตัวเดียว
“ในฝุ่น PM2.5 มีโลหะหนักปนเปื้อน และเมื่อรวมกับการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีสารหนูสะสม แม้แต่ละอย่างอาจไม่เกินมาตรฐานในตัวมันเอง แต่เมื่อ “รวมกัน” จะทำให้ค่าความเสี่ยง (Hazard Index) พุ่งสูงเกิน 1 ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเด็กที่มีความเสี่ยงระดับสูงมาก”
การเข้าสู่การศึกษาน้ำของ ผศ.ดร.ว่าน เริ่มต้นจากการลงพื้นที่ช่วยวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน และตะกอนในลุ่มน้ำกก ก่อนขยายการตรวจวัดเป็นหลายจุดและหลายรายการ โดยย้ำว่าใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เพื่อ “หาลายนิ้วมือ” ของแหล่งที่มา
ผศ.ดร.ว่าน เปิดเผยข้อมูลงานวิจัยล่าสุดที่สร้างความตื่นตัวให้กับผู้อาศัยในลุ่มน้ำภาคเหนือ โดยระบุว่าพบการปนเปื้อนของ “สารหนู” (Arsenic) ในแหล่งน้ำธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำขุ่น



จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาย แม่น้ำกก และแม่น้ำสาละวิน เพื่อตรวจสอบรอยนิ้วมือทางเคมี (Chemical Fingerprint) พบว่าค่าสารหนูในบางจุด สูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 45 เท่า ซึ่งข้อมูลนี้ย้อนแย้งกับผลตรวจของหน่วยงานบางแห่งที่ใช้ชุดตรวจ (Test Kit) ประสิทธิภาพต่ำทำให้ตรวจไม่พบ

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตรวจวัดน้ำจาก 27 ตัวอย่าง ดิน 12 ตัวอย่าง ตะกอน 18 ตัวอย่าง และผลผลิตทางการเกษตรอีก 9 ตัวอย่าง
“เราใช้เครื่องมือวิเคราะห์ระดับสูง เครื่องICP-OES (Inductively Coupled Plasma Optical Emission Spectroscopy) และเทียบชุดตรวจจากหลายแหล่ง พบว่าชุดตรวจบางชนิดไม่ไวพอที่จะระบุความเสี่ยงได้จริง สิ่งที่น่ากังวลคือเมื่อน้ำขุ่น สารหนูจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยถึง 80% ซึ่งสัมพันธ์กับการเปิดหน้าดินและกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน” ดร.ว่าน ระบุ

เมื่อนำข้อมูลน้ำที่เข้าไทยจากทุกพื้นที่ในประเทศไทยมาดู ภาพรวมปรากฏเป็นสีแดงแทบทั้งหมด ก่อนที่ระดับความเข้มจะค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าต้นตอของปัญหาน่าจะอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ และก็เป็นทราบกันดีว่าสารปนเปื้อนเหล่านี้มากับทั้งน้ำและตะกอน โดยเฉพาะตะกอนดิน ดังนั้น พื้นที่ที่ถูกจัดอยู่ในระดับ สูงมาก (extreme / very rich / high rich) จึงมีค่าสูงผิดปกติ
เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ในลักษณะ “ลายนิ้วมือ” เพื่อดูว่าแหล่งที่มาเป็นอะไร สัดส่วนเท่าไร และเกิดจากกระบวนการใดบ้าง “ผลการวิเคราะห์พบว่า แหล่งที่มาจากกิจกรรมเหมืองแร่มีสัดส่วนชัดเจนประมาณ 38% ขณะที่อีก 31% มาจากการพังทลายของหน้าดินและการชะล้างพังทลาย (erosion) ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์หรือเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ เพราะทั้งหมดจัดอยู่ในกลไกเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสารเคมีเข้าไปในภูเขาแล้วสารไหลออกมากับน้ำ หรือการพังทลายของดินตามธรรมชาติ ล้วนจัดเป็นกระบวนการ erosion ทั้งสิ้น เมื่อนำสัดส่วน 31% มารวมกับ 38% จะพบว่ากว่า 70% ของปัญหาน่าจะมาจากแหล่งกำเนิดในลักษณะนี้”
ส่วนแหล่งอื่น ๆ พบว่า ภาคเกษตรกรรมคิดเป็นประมาณ 19% ภาคคมนาคมหรืออุตสาหกรรมคิดเป็นประมาณ 12%

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการ แต่งตั้งคณะทำงานวิชาการศึกษาและแก้ไขผลกระทบปัญหาสารปนเปื้อนมลพิษทางน้ำข้ามแดนในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และจากการนำข้อมูลไปเผยแพร่ ก็ได้รับการติดต่อจาก Stimson Center ที่ให้ความสนใจ เพราะ Stimson Center กำลังทำงานด้านการระบุ พิกัดเหมืองแร่ อยู่แล้ว ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Planet Labs ในการติดตามพื้นที่เสี่ยง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผศ.ดร.ว่านศึกษา
Stimson Center เป็นสถาบันคลังสมอง (think tank) ในวอชิงตัน ดี.ซี. แต่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นแม่น้ำโขงในวงกว้าง

ผศ.ดร.ว่าน ยังตั้งข้อสังเกตต่อการสื่อสารข้อมูลของหน่วยงานรัฐบางส่วน โดยเฉพาะการใช้ชุดทดสอบภาคสนาม (test kit) ที่อาจให้ผลต่างกันตามชนิดและความไวของเครื่องมือ พร้อมเสนอว่าหากต้องการเตือนภัยประชาชน ควรใช้เครื่องมือที่มีความแม่นยำสูงขึ้น แม้จะมีต้นทุนสูงกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นต่อข้อมูลสาธารณะ
ผศ.ดร.ว่านระบุว่า คณะทำงานของมหาลัยเชียงใหม่กำลังจัดทำ “คู่มือสำหรับประชาชน” เพื่อรับมือความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนในน้ำ ครอบคลุมแนวทางป้องกันเบื้องต้นและคำแนะนำเชิงสุขภาพ โดยยอมรับว่ายังต้องเร่งการสื่อสารให้เข้าถึงชาวบ้านมากขึ้น หลังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ระบุว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ชุมชนยังไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับความเสี่ยงระยะยาวจากการบริโภคและการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ยังขยายเครือข่ายงานวิจัยไปยังลาวและเมียนมาเพื่อเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดมลพิษจากเหมืองแร่


