วิกฤติความมั่นคงระดับลุ่มน้ำ : หายนะ ‘แม่น้ำกก–แม่น้ำสาย-แม่น้ำโขง’ ปนเปื้อนสารพิษจาก ‘เหมืองแร่หายาก’ ที่ไร้การกำกับ

ในช่วงไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา คนไทยเพิ่งเริ่มได้ยินคำว่า “แร่หายาก (rare earth)” ในฐานะตัวการปนเปื้อนแม่น้ำกก–แม่น้ำสาย ที่ไหลผ่านเชียงรายลงสู่แม่น้ำโขง แต่สำหรับนักวิจัยจาก Stimson Center สถาบันวิจัยจากกรุงวอชิงตัน ดีซี ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียง “วิกฤติสิ่งแวดล้อมชายแดน” อีกต่อไป หากกำลังขยายตัวสู่ระดับ “วิกฤติความมั่นคงระดับลุ่มน้ำ” ที่เชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา–กัมพูชา และเวียดนามเข้าด้วยกัน

ไบรอัน อายเลอร์ นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ผู้อำนวยการโครงการพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน สถาบัน Stimson Center และ เรแกน ขวัน นักวิเคราะห์วิจัย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโครงการพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน สถาบัน Stimson Center พูดคุยกับกลุ่มสื่อในภูมิภาคเชียงราย เชียงใหม่ และจากส่วนกลาง ในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” ที่สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า (Thaipublica.org) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 ก่อนที่จะจัดแถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์อีกครั้งต่อสาธารณในวัน 24 พฤศจิกายน 2568

Stimson Center เป็นสถาบันคลังสมอง (think tank) ในวอชิงตัน ดี.ซี. แต่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นแม่น้ำโขงในวงกว้าง จัดทำข้อมูลและข้อมูลที่สำคัญสำหรับสื่อมวลชน เพื่อให้ทราบเกี่ยวกับสถานะของแม่น้ำโขง ไบรอันได้เดินทางมายังท่าตอนในเดือนสิงหาคมด้วยเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับผลกระทบของสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อย่างไรก็ตามไบรอันบอกว่า ปัญหาภาพรวมใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค มีหลายสิ่งที่ Stimson Center ทราบ แต่ก็มีหลายสิ่งที่ไม่ทราบด้วย และมีงานอีกมากที่ต้องทำ

ไบรอันบอกว่า ข้อมูลการทำเหมืองที่นำเสนอบน แดชบอร์ด นั้นเรแกนได้สร้างขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งไม่ใช่แค่ การทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth)ในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การทำเหมืองทองคำที่ไม่มีการควบคุม

ในชุดข้อมูลนี้ เรแกนได้เพิ่ม การทำเหมืองทองคำสองประเภทที่แตกต่างกัน เพราะเป็นวิธีการทำเหมืองทองคำที่ไม่ซ้ำกันสองวิธี วิธีหนึ่งคือ การทำเหมืองแบบลุ่มน้ำ (alluvial mining) เป็นการทำเหมืองตามข้างแม่น้ำและเข้าไปในร่องน้ำ รวมถึง การชะละลายกองทองคำ (gold heap leaching) ซึ่งเป็นการกองสินแร่หรือมวลสารเป็นกอง แล้วโรยด้วยสารเคมีเพื่อสกัดทองคำ

ชุดข้อมูลบนแดชบอร์ดเป็น แบบ interactive ที่ผู้ใช้สามารถคลิกไปรอบ ๆ องค์ประกอบเหล่านี้ได้มาก ซึ่งจะกรองชุดข้อมูลให้อีกทั้งมีแถบด้านข้างช่วยให้กรองชุดข้อมูลได้ด้วย

สื่อที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop”ได้รับฟังข้อมูลเชิงลึกชุดใหม่ Unregulated Mining Along Rivers in Mainland Southeast Asia ในรูปแบบ Dashboard จาก Stimson Center ซึ่งเปิดเผย “สเกลที่แท้จริง” ของเหมืองแร่ rare earth และเหมืองทองคำที่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลในพื้นที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะเมียนมาและลาว ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และอาจขยายผลต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขงในระยะยาว ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงของลุ่มน้ำโขงทั้งหมด

ตัวเลขมีขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าที่เคยทราบมาก่อน” ไบรอันเตือนผู้สื่อข่าวตั้งแต่ยังไม่เริ่มสาธิตการใช้แดชบอร์ด

กิจกรรมการทำเหมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและระบบนิเวศน้ำยังคงเป็นเรื่องที่ ไม่เป็นที่รับรู้และไม่มีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ รัฐบาลในลุ่มน้ำโขงส่วนใหญ่แทบไม่มีการกำกับดูแลหรือควบคุมที่เพียงพอ และยังไม่พร้อมรับมือ กับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อแม่น้ำ ชุมชนริมน้ำ ระบบนิเวศน้ำ และการผลิตทางการเกษตร และที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต หรือในบางกรณีก็ เพิกเฉยต่อปัญหา ที่กำลังขยายตัวอยู่ตรงหน้า ขณะที่ข้อมูลเพิ่งเริ่มมีการเปิดเผย

กรณีของรัฐกะฉิ่นในเมียนมาเพิ่งเริ่มถูกเปิดเผยมากขึ้น หลังจากมีการวิจัยและการติดตามจากองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในและต่างประเทศมาเป็นเวลาหลายปี ขณะที่ในจังหวัดเชียงรายของไทย กำลังเกิด วิกฤติสุขภาพครั้งใหญ่ที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ จากกิจกรรมทำเหมืองต้นน้ำในเมียนมา บริเวณแม่น้ำกก แม่น้ำสาย-รวก และแม่น้ำโขง การรายงานข่าวเกี่ยวกับผลกระทบจากเหมืองในเชียงรายเริ่มปรากฏเป็นวงกว้างราวเดือนเมษายน 2568 แต่ยังต้องการการทำงานอีกมากเพื่อให้หน่วยงานรัฐของไทยและเมียนมาแสดงท่าทีตอบสนองอย่างเหมาะสม

สำหรับลาวและกัมพูชา การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมการทำเหมืองเพิ่งเริ่มขึ้นไม่นาน ซึ่งในบางพื้นที่ เป็นการบันทึกข้อมูลเป็นครั้งแรก บนแดชบอร์ดนี้ด้วยซ้ำ

ไบรอัน อายเลอร์ นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ผู้อำนวยการโครงการพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน สถาบัน Stimson Center

แดชบอร์ดลุ่มน้ำโขง: แผนที่กว่า 2,400 เหมือง ที่ไม่เคยมีใครเห็นครบมาก่อน

ผลงานชิ้นสำคัญที่ Stimson นำมาแบ่งปันคือ Mining in Mainland Southeast Asia – River Basins Dashboard แดชบอร์ดแบบ interactive ที่เรแกนใช้เวลาหลายเดือนพัฒนาจากภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงของ Planet Labs และฐานข้อมูลองค์กรสิทธิมนุษยชน–สิ่งแวดล้อมในภูมิภาค

Stimson Center ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Planet Labs เพื่อตรวจหา ตรวจยืนยัน และอัปเดตตำแหน่งของกิจกรรมการทำเหมืองที่อยู่บนหรือใกล้แม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีบางตำแหน่งเหมืองที่ถูกระบุไว้ก่อนแล้วโดยองค์กรหรือทีมนักวิจัยอื่น ๆ ผ่านรายงาน แผนที่ หรือฐานข้อมูลตำแหน่งเหมือง ซึ่ง Stimson Center จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเหล่านั้นอีกครั้ง พร้อมให้เครดิตแหล่งที่มาใน กล่องข้อมูล (pop-up) ของแต่ละเหมืองบนแดชบอร์ด

ร่องรอยของกิจกรรมการทำเหมือง ทั้งพื้นที่ขุดเจาะ พื้นที่แปรรูป และบ่อกักเก็บกากแร่ สามารถระบุได้อย่างชัดเจนจากภาพถ่ายดาวเทียมแบบออปติคัล (optical satellite imagery) โดยกิจกรรมการทำเหมืองในแต่ละประเภทของแร่จะมี “ลักษณะเฉพาะ” ของร่องรอยที่ปรากฏให้เห็นในภาพดาวเทียม ทำให้สามารถ แยกแยะและจำแนกประเภทของเหมือง ได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น การทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ใช้กระบวนการ in-situ leaching ซึ่งมี “ลักษณะจำเพาะ” ได้แก่ การถางป่าบนไหล่เขา และชุดบ่อกักน้ำขนาดใหญ่เรียงต่อกันลงมาตามไหล่เขา ทั้งหมดนี้สามารถตรวจพบได้จากภาพดาวเทียมความละเอียดสูง

เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนไปดู ชั้นภาพถ่ายดาวเทียม (satellite basemap) บนแดชบอร์ด จะสามารถเห็นบางส่วนของกิจกรรมการทำเหมืองได้ อย่างไรก็ตาม ชั้นภาพดังกล่าวเป็น ภาพถ่ายดาวเทียมมาตรฐานของ Esri ซึ่งอาจเป็นภาพจากเมื่อ 1 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้บางจุดอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ล่าสุด

แดชบอร์ดเชิงโต้ตอบนี้จัดแสดงตำแหน่งของกิจกรรมการทำเหมือง และเชื่อมโยงให้เห็นภาพความสัมพันธ์ของเหมืองกับแม่น้ำ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และลุ่มน้ำต่าง ๆ ผู้ใช้สามารถสืบค้นตามประเภทของเหมือง ลุ่มน้ำ ช่วงเวลา และตัวชี้วัดอื่น ๆ ได้ตามต้องการ

แดชบอร์ดจะได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พบ เหมืองรวมในภูมิภาคกว่า 2,400 แห่ง (และยังต้องแมปเพิ่มอีกเกือบ 600 แห่ง) เฉพาะ ลุ่มน้ำโขง มีเหมืองอย่างน้อย 803 แห่ง ในจำนวนนั้นเป็นเหมือง แร่หายาก 77 แห่ง ที่กระจุกตัวในลุ่มน้ำสาขาทางตอนเหนือของลาวและเมียนมา ใกล้ชายแดนไทย

บนแดชบอร์ดจะมีข้อมูลจำนวนเหมืองในแต่ละพื้นที่ทั้งพื้นที่ใหญ่และลุ่มน้ำย่อย (Sub-basin) ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง เช่น ลุ่มน้ำย่อยที่อยู่เหนือแม่น้ำกกของไทยขึ้นไป ที่น่าสังเกต บริเวณลุ่มแม่น้ำอิรวดี (Irrawaddy) แม่น้ำสายหลักในเมียนมา มีจำนวนเหมืองหนาแน่นที่สุดตามชุดข้อมูลนี้

“จากแดชบอรด์จะเห็น การกระจายเชิงพื้นที่ หรือการกระจายตามเวลาว่ามีเหมืองเปิดหรือเริ่มดำเนินการกี่แห่งในแต่ละปี และยังเห็น จำนวนเหมืองในแต่ละลุ่มน้ำ ที่เราติดตาม มี 1,300 เหมืองในอิรวดี และจะเห็นว่ามีประมาณ 768 เหมืองในแม่น้ำโขง และ 105 เหมืองในสาละวิน และสุดท้ายเรายังให้ จุดข้อมูลลุ่มน้ำย่อย ด้วย ดังนั้นจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนเหมืองใหม่ปีต่อปี บนหน้าจอจะมีแผนที่ของเมียนมา–ลาว–ไทย–กัมพูชา–เวียดนาม ถูกปักหมุดสีแดง–เขียว–ฟ้าแน่นกำลังลุกลามทั้งลุ่มน้ำ” เรแกนกล่าว

เรแกนคลิกเปิด legend ให้เห็นชัด ถึงจุดสีแดงคือ เหมืองแร่หายาก (rare earth) จุดสีเขียวคือ เหมืองทองคำแบบ heap leach ที่ใช้วิธีการล้างทองด้วยสารไซยาไนด์ และจุดสีฟ้าคือ เหมืองทองคำแบบลุ่มน้ำที่มีการขุดทองตามริมแม่น้ำและกลางลำน้ำ ที่มักมีการใช้ปรอท

การทำเหมืองแบบลุ่มน้ำ (Alluvial mining) เป็นการทำเหมืองตามริมฝั่งแม่น้ำรวมไปถึงในท้องน้ำด้วย ส่วนการทำเหมืองทองแบบชะล้างกอง (Gold heap leaching) ซึ่งเป็นการนำแร่มากองรวมกันแล้วพรมด้วยสารเคมีเพื่อสกัดเอาทองคำออกมา

“แดชบอร์ดนี้ต่อยอดจากเวอร์ชันเดิมที่มีเฉพาะแร่หายาก” เรแกนอธิบาย “แต่ของใหม่คือเราเพิ่ม เหมืองทองคำไร้การกำกับ เข้าไปด้วย ตอนนี้เลยเห็นภาพรวมของ ‘การทำเหมืองบนแม่น้ำ’ ในลุ่มน้ำโขงชัดขึ้นมาก”

ฐานข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่ “จุดบนแผนที่” แต่ยังผูกกับกราฟเวลา (timeline) แสดงว่ามีเหมืองใหม่ ๆ โผล่ขึ้นปีละเท่าไร และกระจุกในลุ่มน้ำไหน–ตอนบนหรือตอนล่าง ทำให้สามารถเลือกดูเฉพาะ ลุ่มน้ำโขง–อิระวดี–สาละวิน หรือซูมลงไปถึงระดับ ลุ่มน้ำย่อยเพื่อหาข้อมูลเฉพาะพื้นที่ เช่น บริเวณเหนือสามเหลี่ยมทองคำ หรือแถบชายแดนไทย–ลาว จ.เลย–หนองคาย

แม่น้ำ: แม่น้ำที่แสดงบนแดชบอร์ดเป็นเฉพาะส่วนของแม่น้ำที่มีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการทำเหมืองเท่านั้น ส่วนต้นน้ำของแม่น้ำจะไม่ถูกแสดง หากไม่มีการทำเหมืองอยู่ใกล้บริเวณต้นน้ำ

เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ: แดชบอร์ดจะแสดงตำแหน่งของเขื่อนขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำภายในลุ่มน้ำที่มีการทำเหมืองเกิดขึ้น เมื่อคลิกที่สัญลักษณ์เขื่อน (ทั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหรือเพื่อการประปา) ระบบจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำดังกล่าว

เรแกน ขวัน นักวิเคราะห์วิจัย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโครงการพลังงาน น้ำ และความยั่งยืน สถาบัน Stimson Center

เมื่อดาวเทียมกลายเป็นฐานข้อมูลเหมืองเถื่อน

คำถามสำคัญจากนักข่าวไทยคือ “ข้อมูลมาจากไหน รัฐบาลหรือเอกชน?”

เรแกนอธิบายตรงไปตรงมาว่า “เกือบทั้งหมดมาจากดาวเทียม” ไม่ใช่จากฐานข้อมูลทางการของรัฐ โดยในเมียนมา Stimson Center มีชุดข้อมูลเดิมของเหมืองแร่หายากอยู่แล้ว โดยเฉพาะในรัฐกะฉิ่น ซึ่งองค์กร Global Witness ได้ทำผลงานที่ยอดเยี่ยมมากในการเฝ้าติดตามและสืบค้นเหมืองเหล่านี้ รายงานและชุดข้อมูลของ Global Witness ได้ช่วยสนับสนุนงานของ Stimson Center อย่างมาก”

“นอกจากนี้ มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) ก็ได้รายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาเหมืองแร่หายากในรัฐฉาน ซึ่งงานในยุคแรกๆ ของพวกเขาก็ช่วยให้เราติดตามข้อมูลชุดนี้ได้เช่นกัน จากข้อมูลของทั้งสองแหล่งนี้เองที่ทำให้เราเริ่มขยายการค้นหาเหมืองแร่หายากอื่นๆ ในภูมิภาค”

Stimson ใช้วิธีผสมผสาน โดยฐานข้อมูลองค์กรอย่าง Global Witness และ Shan Human Rights Foundation ที่เคยทำงานภาคสนามในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉานของเมียนมา ร่วมกับการไล่ดูภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง “ปีต่อปี” เพื่อตรวจดูว่าพื้นที่ใดเริ่มเปลี่ยนจากป่า–ภูเขา ไปเป็นบ่อ–กองดินที่มีลักษณะเฉพาะของเหมืองแต่ละประเภท

“แต่ในลาวนั้นต่างออกไป มีการพูดถึงเหมืองแร่หายากเพียงไม่กี่ครั้งผ่านรายงานข่าวเก่าๆ โดยเฉพาะจากสำนักข่าว RFA ที่พูดถึงเหมืองแห่งหนึ่งซึ่งปล่อยมลพิษลงสู่ระบบแม่น้ำสองสายในลาว นอกเหนือจากนั้น เราต้องเก็บข้อมูลเองทั้งหมด โดยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงจาก Planet Labs เราไล่ดูข้อมูลย้อนหลังหลายปีเพื่อไม่เพียงแค่ระบุตำแหน่งเหมือง แต่ยังเพื่อติดตามพัฒนาการและทำความเข้าใจว่าเหมืองแต่ละแห่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อไหร่ด้วย”

การทำเหมืองแบบฉีดละลายแร่ (In-situ leaching): ซึ่งเป็นวิธีการหลักที่ใช้ในการขุดหาแร่ Rare Earth

วิธีการแยกประเภทเหมืองจากมุมมองดาวเทียม

ส่วนการทำเหมืองทองนั้น ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้มาถือเป็นผลพลอยได้จากการค้นหาเหมืองแร่หายาก Stimcon Center ได้รับความสนับสนุนให้ตรวจสอบพื้นที่ในลาว จากนั้นจึงขยายการเฝ้าติดตามเหมืองทองเข้าไปในเมียนมา เนื่องจากเมียนมามีรายงานประวัติการทำเหมืองทองมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง

“ข้อมูลทั้งหมดนี้ช่วยให้เรารู้ว่าควรจะมองหาที่ไหน จากนั้นเราก็ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามร่องรอยการพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น ที่สำคัญคือ ประเภทของเหมืองสามารถสังเกตได้ค่อนข้างง่ายจากภาพถ่ายดาวเทียม เช่น การทำเหมืองแบบ In-situ leaching (การฉีดสารละลายเพื่อสกัดแร่ในที่เดิม) ซึ่งเป็นรูปแบบของการทำเหมืองแร่หายาก”

“มันมีลักษณะเฉพาะตัว (distinct footprint) ที่ไม่เหมือนกับการทำเหมืองประเภทอื่นเลย ไม่มีเหมืองแบบไหนที่หน้าตาเหมือนแบบนี้อีกแล้ว และนี่คือรูปแบบที่ใช้ในการเก็บแร่หายาก ซึ่งเราไม่ใช่กลุ่มแรกที่ค้นพบเรื่องนี้ ทั้ง Global Witness, มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ และ NGO อื่นๆ ในเชียงใหม่และเชียงราย ต่างก็ใช้วิธีการนี้เช่นกัน”

“เหมืองแร่หายากแบบ in-situ leaching จะเห็นลักษณะเฉพาะที่มีบ่อสำหรับพักสารละลาย (slurry หรือ leachate) ที่ไหลลงมาจากเนินเขาด้านบน นี่เป็นวิธีเดียวที่ใช้ทำเหมืองแร่หายากในรูปแบบนี้” เรแกนอธิบาย

สำหรับการทำเหมืองทอง พื้นที่เหล่านี้ก็ระบุได้ค่อนข้างง่ายเช่นกัน โดยเหมืองทองแบบชะล้างกอง (Heap leach gold mining) จะเห็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีบ่อพักสารละลายอยู่ด้านล่างเพื่อเก็บของเหลวที่ผ่านการสกัดแร่ กระบวนการนี้ใช้ ไซยาไนด์ ในการแยกทองออกจากหน้าดินที่กองอยู่บนนั้น

ขณะที่ เหมืองแบบ Alluvial จะปรากฏเป็น “รอย” บนลำน้ำ หลุม ร่อง คูที่ขุดไปตามริมตลิ่งและกลางแม่น้ำ ซึ่งในหลายพื้นที่จะมีการเทปรอทลงไปในหลุม เพื่อแยกทองออกจากดินและตะกอน

“ข้อดีคือภาพดาวเทียมชุดที่เราใช้ อัปเดตทุกเดือน ทุกวัน” ไบรอันเสริม “แปลว่าฐานข้อมูลที่จะเห็นในแดชบอร์ดเป็นข้อมูล ล่าสุด ของการทำเหมืองในลุ่มน้ำโขง”

การทำเหมืองแบบกองชะละลาย (Heap leach): วิธีนี้มักจะใช้กับการทำเหมืองทองคำเป็นส่วนใหญ่

จากกก–สายสู่โขง: มลพิษที่ไหลไปไกลกว่าชายแดน

สำหรับสังคมไทย ชื่อของ “เหมืองแร่หายาก” ผูกกับข่าวการปนเปื้อนใน แม่น้ำกก–แม่น้ำสาย ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่สบรวก แต่ภาพที่แดชบอร์ดของ Stimson ฉายออกมา แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของ “เหมือง 2 แห่ง” เท่านั้น

ไบรอันชี้ไปที่กลุ่มเหมือง heap leach จำนวนมากติดแม่น้ำโขง ห่างจากจุดท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำขึ้นไปทางเหนือไม่มากนัก พร้อมย้ำว่าสิ่งที่กำลังเห็นบนจอ “เป็นเพียงส่วนหนึ่ง” ของแหล่งเหมืองทั้งหมดในบริเวณดังกล่าว และเมื่อซูมออก ยังจะพบกลุ่มเหมืองเพิ่มเติมต่อเนื่องไปทางเหนือในฝั่งเมียนมา

“เราตกใจมากกับจำนวนการทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุมซึ่งกำลังเกิดขึ้นในเมียนมาและลาว ตัวเลขเหล่านี้มันมหาศาลมาก บางแหล่งห่างออกไปไม่ไกลเลย โดยอยู่ห่างจากสบรวก บริเวณแหล่งท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำไปทางเหนือเพียงประมาณ 15 กิโลเมตรเท่านั้น บางแห่งอยู่ติดแม่น้ำเลย และ แนวร่องน้ำชะจาก heap leach มีโอกาสไหลลงแม่น้ำโขงโดยตรง ” ไบรอันกล่าว

แร่หายาก (rare earth elements) รวมถึงโลหะหนักและสารเคมีอื่น ๆ ที่ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำจากกิจกรรมการทำเหมือง อาจสร้างความเสียหายต่อ ส่วนประกอบสำคัญของการเดินเครื่องเขื่อน เช่น กังหันผลิตไฟฟ้า

เมื่อน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำจากตอนบนของลุ่มน้ำ ความเร็วของกระแสน้ำจะช้าลง ทำให้โลหะหนักและสารปนเปื้อนอาจตกตะกอนอยู่ที่ก้นอ่าง ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบที่ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้บ้าง แต่ระดับของการบรรเทาผลกระทบดังกล่าวนั้น แตกต่างกันไปในแต่ละอ่างเก็บน้ำ และยังเป็นประเด็นที่มีการศึกษาไม่มากนัก

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (aquaculture) และกิจกรรมอื่น ๆ เกิดขึ้นในหรือรอบอ่างเก็บน้ำ ซึ่งความเข้มข้นของสารปนเปื้อนที่สูงอาจสร้างความเสียหายต่อกิจกรรมเหล่านี้ได้เช่นกัน

บนแดชบอร์ดยังได้รวมชุดข้อมูลบางส่วนที่ Stimson Center ได้รับจากคนในท้องถิ่นเกี่ยวกับการทดสอบตัวอย่าง (sampling test) ผลการทดสอบสำหรับเชียงใหม่และเชียงราย ดังนั้นจึงได้รวมผลการทดสอบบางส่วนจาก กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งสามารถดูผลลัพธ์บางอย่างตามรายงานที่เผยแพร่เกี่ยวกับ คุณภาพน้ำ รวมถึง โลหะหนักและคุณภาพตะกอน

“นอกเหนือจากข้อมูลเหมืองใหม่ที่เราเพิ่มเข้ามาแล้ว เรายังได้รวมชุดข้อมูลบางส่วนที่ได้รับแบ่งปันมาจากคนในพื้นที่เกี่ยวกับผลการทดสอบตัวอย่างน้ำ ( ไม่ใช่ข้อมูลด้านสุขภาพ แต่เป็นผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์) ซึ่งเป็นผลการทดสอบในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย ตรงนี้เราได้รวมผลการทดสอบบางส่วนจากกรมควบคุมมลพิษไว้ด้วย หากคลิกเข้าไปดู ก็จะเห็นผลลัพธ์ตามรายงานที่เผยแพร่ออกมา ทั้งในเรื่องของคุณภาพน้ำ ปริมาณโลหะหนัก และคุณภาพของตะกอนดิน” เรแกนกล่าว

“และในขณะที่เรายังรวบรวบรวมข้อมูลนี้ต่อไป เรายังตั้งใจที่จะรวบรวมผลการทดสอบจากหน่วยงานอิสระอื่นๆ เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) เราทราบดีว่ามีทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่กำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นอิสระทั้งในลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำสาละวิน รวมถึงกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วย ดังนั้นเราจึงมุ่งหวังที่จะนำข้อมูลเหล่านั้น รวมถึงผลการทดสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินที่จะมีขึ้นในอนาคต มารวมเข้าไว้ในแดชบอร์ดของเรา” เรแกนกล่าว

ไบรอันกล่าวเสริมว่า บริเวณเหมืองแบบชะล้างกองแถวจังหวัดเลย ใกล้ๆ กับอำเภอเชียงคาน กรมควบคุมมลพิษของไทยตรวจพบสารหนู ในระดับสูง ตั้งแต่พื้นที่จังหวัดเลยยาวไปจนถึงนครพนม ซึ่งสันนิษฐานว่าพื้นที่แสดงบนแดชบอร์ดที่ภาพถ่ายดาวเทียมบางจุดอาจจะยังไม่อัปเดตล่าสุด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าสารหนูสูงขึ้น นอกเหนือจากมลพิษที่ไหลตามน้ำมาจากทางเหนืออย่างเหมืองแถวสบรวกที่เพิ่งลงพื้นที่ไปดู

การทำเหมืองทองแบบลานแร่ (Alluvial gold mining) เป็นการทำเหมืองตามริมฝั่งแม่น้ำรวมไปถึงในท้องน้ำด้วย

แม่น้ำโขงเสี่ยงกลายเป็น “แม่น้ำปนเปื้อนที่สุดในโลก”

Stimson ยังนำผู้สื่อข่าวดูโซนเหมืองในลาวตอนกลาง–ตะวันออก มีพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ขนาดใหญ่ที่ถูกกฎหมาย คือ เหมืองทองน้ำพาน (Nam Phan) ซึ่งได้รับใบอนุญาตในประเทศลาว แต่ถัดลงมาทางทิศใต้เพียงเล็กน้อย กลับพบการทำเหมืองทองแบบลุ่มน้ำอีกจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นการทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุม (unregulated) การทำเหมืองเหล่านี้กำลังปล่อยมลพิษลงสู่ระบบแม่น้ำน้ำกะดิ่ง (Nam Ka Ding) ซึ่งสุดท้ายจะไหลไปบรรจบกับพรมแดนไทย-ลาว ทางตอนใต้แถวๆ จังหวัดมุกดาหาร รวมถึงลุ่มน้ำเซกง (Saekong Basin) ที่พบว่ามีการทำเหมืองแบบลุ่มน้ำและการทำเหมืองแบบชะล้างกองในจำนวนที่เกินคาดมาก แม้ว่าพื้นที่จุดนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย (จากทิศทางการไหลของน้ำ) แต่ไหลลงไปยังทะเลสาบเขมร (โตนเลสาบ) ที่เป็น “ถังข้าวปลาอาหาร” ของกัมพูชา

ตรงนี้คือห่วงโซ่อาหารของคนกัมพูชา” ไบรอันเน้น “ถ้าถูกปนเปื้อนจากเหมืองทอง–แร่หายาก ปัญหาไม่ใช่แค่ ‘แม่น้ำหนึ่งสาย’ อีกต่อไป แต่คืออาหารและชีวิตของทั้งประเทศ”

“ดังนั้น เราจึงเกรงว่าพื้นที่บางส่วนของกัมพูชาอาจจะเกิดการปนเปื้อนจากการทำเหมืองประเภทนี้ไปแล้วเช่นกัน งานของเราในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโปงและเผยให้เห็นถึงขนาดอันมหาศาลของการทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุม ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในลุ่มน้ำโขงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในเมียนมา และในแม่น้ำหลายสายของลาวที่ไหลเข้าสู่เวียดนามด้วย”

“สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ ในอีก 1 ปี หรือ 18 เดือนข้างหน้า เราจะพบว่าความเสียหายจากการทำเหมืองเหล่านี้แผ่ขยายไปกว้าง… ระบบแม่น้ำโขงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแหล่งน้ำที่สะอาด สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัยสำหรับบริโภคและส่งออกไปทั่วโลก จะกลับกลายเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในระบบแม่น้ำที่ปนเปื้อน เน่าเสีย และเต็มไปด้วยสารพิษมากที่สุดในโลก”

ไบรอันหวังว่าสิ่งที่กังวลจะไม่เป็นความจริง แต่ต้องอาศัยความพยายามจากสื่อ ในการสร้างแรงขับเคลื่อนหรือแม้แต่กดดันให้รัฐบาลต่าง ๆ ต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อฟื้นฟูระบบแม่น้ำเหล่านี้ให้สะอาด และหยุดยั้งกิจกรรมทำเหมืองที่ไร้การควบคุมนี้เสียที”

ค่ามลพิษลดลงเพราะน้ำเพิ่ม ไม่ใช่เพราะมลพิษหาย

หนึ่งในคำถามสำคัญจากสื่อจากสำนักข่าวชายขอบ (Transborder News) คือ “หลังชาวบ้านลุกขึ้นประท้วงและเริ่มตรวจน้ำมากขึ้น จังหวัดเชียงราย–เชียงใหม่ปลอดภัยขึ้นจริงหรือยัง?”

ไบรอันตอบอย่างระมัดระวังว่า ข้อมูลตรวจคุณภาพน้ำที่มีอยู่ยังทำมาไม่นานพอที่จะเข้าใจว่าสารเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยทางฤดูกาลของแม่น้ำอย่างไร โดยยกตัวอย่างกรณีรายงานของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่พบว่าระดับสารหนูแถวหลวงพระบางมีแนวโน้มลดลงจากเดือนมิถุนายนถึงกันยายน “แต่สิ่งที่รายงานไม่ได้อธิบายคือ ช่วงนั้นปริมาณน้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้นมาก ถ้าสารมลพิษมีอยู่เท่าเดิมแต่มีน้ำมากขึ้น ตัวเลขความเข้มข้นย่อมลดลงตามธรรมชาติ… ดังนั้นข้อมูลนี้อาจทำให้เข้าใจผิดได้ หากไม่มีการตรวจวัดในระยะยาว เราจะไม่รู้เลยว่ามลพิษลดลงจริงๆ หรือเป็นแค่เพราะน้ำเยอะขึ้น”

ที่สำคัญ MRC ยังพบค่าปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐานตั้งแต่บริเวณเหนือสบรวกลงมา รวมถึงบริเวณปากแม่น้ำกกลงสู่แม่น้ำโขงในเดือนกันยายน ขณะที่ กรมควบคุมมลพิษของไทย ตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในช่วงจังหวัดเลย–บึงกาฬ–หนองคาย–นครพนม ซึ่งสื่อชายแดนของไทยเองเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลนี้ต่อสาธารณะ

ข้อมูลจาก MRC ระบุว่าพบระดับสารหนูที่เกินมาตรฐานความปลอดภัยในจุดทดสอบเหนือสบรวกเมื่อเดือนกรกฎาคม และในเดือนกันยายนก็ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานอีก 2 ครั้งที่ปากแม่น้ำกก ซึ่งเป็นจุดที่ไหลลงแม่น้ำโขงสายประธานพอดี” “และในสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายน กรมควบคุมมลพิษของไทยก็ได้พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำโขงที่จังหวัดเลย, บึงกาฬ, หนองคาย และนครพนม ซึ่งไบรอันขอบคุณสำนักข่าว Transborder News ที่ช่วยรายงานข้อมูลนี้ด้วย

“มลพิษเหล่านี้ได้เดินทางเข้าสู่ลำน้ำสายหลักเรียบร้อยแล้ว” ไบรอันกล่าว

เหมืองชุมชนก็สร้างมลพิษ – แต่ “สเกล” ในเมียนมาน่ากลัวกว่า

อีกคำถามจากสำนักข่าวชายขอบคือ “แล้วเหมืองชุมชน เหมืองทองริมแม่น้ำที่คนท้องถิ่นทำเอง มีผลต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน?”

เรแกนอธิบายว่า เหมือง Alluvial ส่วนใหญ่เป็นเหมืองขนาดเล็ก ขนาดชุมชน ซึ่งใช้ปรอทในการแยกทองจากดินและตะกอน

“การทำเหมืองโดยคนในท้องถิ่นก่อให้เกิดมลพิษแน่นอน โดยเฉพาะหากมีการใช้ปรอท ในเมียนมานั้นสเกลของการทำเหมืองชุมชนใหญ่มากจนเชื่อได้ว่าแม่น้ำกำลังปนเปื้อนในระดับที่น่ากังวล ส่วนในไทย แม้เราจะรู้ว่ามีชาวบ้านขุดทองในแม่น้ำบ้าง แต่เรายังไม่รู้ว่าระดับกิจกรรมนั้นสูงแค่ไหน” เรแกน

เรแกนกล่าวอีกว่า ไม่ว่าผลการทดสอบจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ต้องการคือการทดสอบอย่างต่อเนื่องและยาวนาน (Long-term testing) เพื่อดูว่าโลหะหนักหรือคุณภาพตะกอนเปลี่ยนไปอย่างไรตามฤดูกาล และควรให้ความสำคัญกับการตรวจวัดในแม่น้ำสาขา (Tributaries) เท่าๆ กับสายหลัก เพราะในลำน้ำสาขาจะมีความเข้มข้นของสารพิษสูงกว่าในแม่น้ำโขงมาก”

“ส่วนการทำเหมืองชุมชนหรือเหมืองขนาดเล็ก มักใช้ปรอทในการแยกทอง ซึ่งการจัดการที่ไม่ถูกต้องก็นำไปสู่การปนเปื้อน นอกเหนือจากเรื่องสารเคมีที่เติมเข้าไปแล้ว การขุดเปิดหน้าดินยังทำให้โลหะหนักตามธรรมชาติถูกชะล้างลงน้ำในปริมาณที่สูงกว่าปกติด้วย”

ใครเป็นเจ้าของเหมือง? ปลายน้ำคือ “โรงถลุง–โรงกลั่นในจีน”

อีกหนึ่งคำถามจากสื่อไทยคือ ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเหมืองเหล่านี้? เป็น “ทุนท้องถิ่น” หรือ“ทุนข้ามชาติ”

ไบรอันตอบว่า “คำตอบนี้อาจจะมีความซับซ้อนอยู่บ้าง”

เรแกนยอมรับว่า “จากภาพดาวเทียม เราไม่สามารถบอกได้ว่าเหมืองนี้เป็นของใคร” แต่รายงานและข้อมูลที่มีอยู่ต่างชี้ไปที่คนบางสัญชาติและบางกลุ่มเป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) แบบ In-situ leaching เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นในประเทศจีน และใช้กันอย่างแพร่หลายแบบไม่มีการควบคุมและผิดกฎหมายในช่วงที่แร่หายากเฟื่องฟูในจีนช่วงยุค 80 จนถึงต้นปี 2000″

พอช่วงกลางปี 2000 ถึงกลางปี 2010 จีนเริ่มปราบปรามเหมืองผิดกฎหมายเหล่านี้ มีการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และจัดระเบียบอุตสาหกรรมแร่หายากในประเทศใหม่ เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ประกอบการเหมืองและนักธุรกิจที่เคยทำงานแบบไม่ได้มาตรฐานถูกบีบให้ออกจากจีน

“และนั่นอาจเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้พวกเขาออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในเมียนมา เช่น รัฐชิน ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาเริ่มสำรวจหาสถานที่สำหรับทำเหมืองแร่หายากชนิดหนัก (heavy rare earth) ซึ่งเป็นส่วนย่อยหนึ่งของแร่หายาก และแร่ชนิดนี้พบได้มากเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชียแถบนี้ ตั้งแต่เมียนมา ลาว เวียดนาม ไปจนถึงตอนใต้ของจีน”

พวกเขาเริ่มพัฒนาเหมืองในพื้นที่เหล่านั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารจัดการกระบวนการ และนำผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเข้ามาดูแลการผสมสารเคมีเพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างดำเนินการอย่างถูกต้องเพื่อให้สามารถสกัดแร่หายากชนิดหนักออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ไม่พบเอกสารหลักฐานว่าชาวจีนลงไปทำงานสัมผัสกับสารเคมีโดยตรงในบ่อสกัด หรือในขั้นตอนอื่น ๆ ของกระบวนการที่ถือว่ามีความอันตรายสูง

สำหรับการทำเหมืองแร่หายากเหล่านี้ มีหลักฐานและบทสัมภาษณ์จำนวนมากที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า มีชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง มีธุรกิจจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง และหลายแห่งอาจเป็นการร่วมทุนระหว่างพันธมิตรในท้องถิ่นกับคู่ค้าชาวจีนด้วยเช่นกัน

ส่วนการทำเหมืองทองนั้น การระบุให้แน่ชัดว่ากลุ่มคนทำเหมืองมาจากไหนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่า

“ผมคิดว่าทั่วทั้งภูมิภาคมุ่งไปที่การทำเหมืองทองด้วยวิธีที่ประหยัดต้นทุน ซึ่งการทำเหมืองแบบลานแร่ (alluvial mining) มักจะจัดเป็นวิธีการสำหรับเหมืองขุดหาแร่รายย่อยและขนาดเล็ก ส่วนการทำเหมืองแบบกองชะละลาย (heap leach) ดูเหมือนจะเป็นวิธีการชะละลายทองที่ดูเป็นทางการหรือถูกกฎหมายมากกว่า แต่ในความเป็นจริงกลับขาดการควบคุมอย่างมาก และยังขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าวิธีการแบบกองชะละลายนี้ รวมถึงการทำเหมืองทุกประเภทโดยทั่วไป ต้องมีการติดตามผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา แต่โดยรวมแล้ว สำหรับการทำเหมืองทองที่เรากำลังเผชิญอยู่ เราได้รับรายงานว่ามีคนงานเหมืองมาจากทั้งกัมพูชา เวียดนาม ลาว เมียนมา และจีนด้วยเช่นกัน”

เรแกนอธิบายต่อว่า ในการทำเหมืองแบบลุ่มน้ำมีการใช้ปรอทจริงๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเหมืองขนาดเล็ก ชาวบ้านจะขุดดินจากตลิ่งหรือท้องน้ำขึ้นมา แล้วนำไปคัดแยก ซึ่งบางครั้งก็ทำกันตรงนั้นเลย “มีการนำปรอทมาใช้เพื่อแยกทองออกจากเศษดินจนเกิดเป็นสารอมัลกัม (Amalgam – ปรอทผสมทอง) จากนั้นก็นำไปเผาเพื่อแยกปรอทออกให้เหลือแต่ทองคำ แต่เนื่องจากมันไม่มีการควบคุมและไม่มีวิธีจัดการปรอทที่ถูกต้อง สารปรอทจึงรั่วไหลลงสู่แม่น้ำและดินโดยตรง นอกจากเรื่องปรอทแล้ว เรายังต้องกังวลเรื่องการปล่อยโลหะหนักอื่นๆ ที่ถูกขุดขึ้นมาสู่สิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงเช่นกัน”

วิกฤติมลพิษที่กลายเป็นโจทย์ภูมิภาค

นักข่าวจากเชียงใหม่และขอนแก่นถามคำถามเชิงนโยบาย ว่า

1.วิกฤตการณ์ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาที่เกิดจากกิจกรรมการทำเหมืองข้ามชาติ ซึ่งตอนนี้ได้ยกระดับกลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับภูมิภาคไปแล้ว เราควรมีกลไกของอาเซียนหรือกลไกระดับภูมิภาคเพื่อจัดการกับปัญหานี้หรือไม่

2.มาตรการในการแก้ไขปัญหานี้ควรทำอย่างไร เช่น การใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ กลไกระดับอาเซียน หรือการใช้เวทีความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation) ในการแก้ปัญหา?

ไบรอันตอบว่า ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับภูมิภาค ปัจจุบันยังถูกมองว่าเป็นแค่ปัญหาข้ามพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมา แต่การเปิดเผยข้อมูลเรื่องการทำเหมืองแร่หายากในลาวของ Stimson Center เปรียบเสมือนการเปิดประตูไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มากขึ้น

“และผมเชื่อว่าแดชบอร์ดที่เราเพิ่งเปิดตัวจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านี่คือปัญหาระดับภูมิภาค และเป็นปัญหาที่ครอบคลุมไปทั้งลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะเหมืองในตอนใต้ของลาวที่อาจส่งผลกระทบต่อกัมพูชา ซึ่งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) คือองค์กรหลักที่จะต้องยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

“แต่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะแม่น้ำสายประธานเท่านั้น ในขณะที่กิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแม่น้ำสาขา ซึ่ง MRC ไม่สามารถสั่งให้ลาวหรือไทยตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาขาของตนเองได้ นี่คือจุดสำคัญที่ต้องตระหนักว่า ความรับผิดชอบในการลงมือจัดการนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ เอง”

ไบรอันกล่าวว่า การใช้แนวทางการทูตเพื่อโน้มน้าวให้ดำเนินการ และการรายงานข่าวที่ดีของสื่อมวลชนก็มีส่วนช่วยได้ อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐบาล Stimson Center ได้นำชุดข้อมูลนี้ไปเสนอต่อรัฐบาลลาว ซึ่งก็ให้ความสนใจที่จะศึกษาจากข้อมูลนี้อย่างมาก เพราะรัฐบาลลาวมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามการทำเหมืองผิดกฎหมาย ซึ่งจะเห็นข่าวเรื่องนี้ได้ในสื่อของลาว โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และลาวได้ระงับการออกใบอนุญาตทำเหมืองใหม่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนหรือตุลาคมปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของลาว

“แต่ลาวยังเป็นประเทศที่มีจุดอ่อนในด้านธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ และไม่รู้เลยว่ากิจกรรมการทำเหมืองเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง เราจึงเชื่อว่าชุดข้อมูลแบบนี้จะช่วยได้ ส่วนอาเซียน (ASEAN) นั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นองค์กรที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาอาเซียนแทบจะไม่ได้ทำอะไรเป็นรูปธรรมเลย” ไบรอันกล่าว

“อาเซียนไม่ใช่กลุ่มที่มีประสิทธิภาพนักในการจัดการกับประเด็นวิกฤตเช่นนี้ และที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของอาเซียนเลยว่า อาเซียนเคยเข้ามามีบทบาทในปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามพรมแดน ขณะที่กลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้” ไบรอันกล่าว

อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองทั้งหมดนี้ ไม่ได้มาจากกิจกรรมการทำเหมืองของจีนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบสะสมจากการทำเหมืองหลากหลายประเภทและจากผู้ประกอบการหลายกลุ่ม จึงสันนิษฐานว่าผู้ทำเหมืองแร่โลหะหายาก (Rare Earth) เป็นชาวจีน แต่สำหรับกลุ่มผู้ทำเหมืองทองแบบใช้สารเคมีฉีดพ่นกองแร่ (Heap Leach Gold Mining) นั้น ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใคร อาจจะมาจากไทย เวียดนาม ลาว หรือเมียนมาก็ได้

อีกทั้งอาจจะมีเพียงบริษัทเดียวที่ทำอยู่ หรืออาจจะมีถึง 20 บริษัท ไม่สามารถรู้ได้เลย แต่หวังว่าข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปนี้จะช่วยกระตุ้นให้สื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและค้นหาว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ Stimson Center ทำงานอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และลงพื้นที่ภูมิภาคนี้เพียงปีละ 3-4 ครั้ง แต่สื่ออยู่ที่นี่ตลอดเวลา และรู้จักผู้คนตามแนวชายแดนในประเทศเหล่านี้ ซึ่งสามารถช่วยสืบหาข้อมูลได้ว่าตัวแสดงหรือกลุ่มผู้ทำเหมืองเหล่านั้นเป็นใคร มาจากประเทศไหน และควรจะพัฒนากลไกการส่งข้อมูลสื่อสารไปยังประเทศต้นทางของผู้ทำเหมืองเหล่านั้นอย่างไร

“ผมคิดว่าการเจรจากับจีนโดยเฉพาะเรื่องแร่โลหะหายาก ไม่ควรเป็นหน้าที่ของไทยเพียงลำพัง ผมมองว่าการรวมกลุ่มกันในระดับภูมิภาคจะช่วยให้เรามีอำนาจต่อรองที่มากขึ้นและส่งเสียงได้ดังกว่า” ไบรอันกล่าวและว่า แม้กิจกรรมทั้งหมดอยู่นอกพรมแดนจีน แต่จีนยังคงเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ เป็นผู้ผลิต และเป็นผู้กลั่นแร่โลหะหายากชนิดหนัก (Heavy Rare Earth) รายหลักที่ได้จากเมียนมาและลาว ดังนั้นจีนจึงมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะจีนสามารถใช้ ‘แรงจูงใจทางการตลาด’ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของซัพพลายเออร์ได้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีสิ่งจูงใจและอาจเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ทำเหมืองเหล่านี้

แต่หากมีความต้องการ (Demand) ดังกล่าวมาจากฝั่งจีน ก็คิดว่าเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหา เพราะที่ผ่านมาการเจรจาระดับทวิภาคีให้ผลลัพธ์น้อยมากในการแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะในบริบทของเมียนมาและไทย

สำหรับการทำเหมืองทองนั้น ยากที่จะระบุได้ว่าจีนมีส่วนเกี่ยวข้องในระดับรัฐมากน้อยเพียงใด แต่คิดว่าผู้คนจากทั่วทั้งภูมิภาคต่างกำลังหลั่งไหลเข้าไปยังพื้นที่ที่ยากแก่การควบคุม หรือพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์และแสวงหาโอกาสจากการทำเหมืองที่ไร้การควบคุม ซึ่งสร้างกำไรให้แก่ตนเองแต่ทำลายแม่น้ำ โดยแทบไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภูมิภาคเลย”

ไทยควรเดินหน้าอย่างไรหลังลงนาม MOU แร่สำคัญไทย–สหรัฐฯ

อีกหนึ่งคำถามจากสื่อ ปัญหาการทำเหมืองแร่หายาก จะรุนแรงขึ้นหรือไม่? และมีข้อเสนอแนะสำหรับนักการเมืองไทยและผู้กำหนดนโยบายของไทยในการจัดการกับปัญหานี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหรือไม่ และคำถามที่สองคือ เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่สำคัญ (critical minerals) กับสหรัฐฯ ประเมินผลกระทบของ MOU ต่อประเด็นนี้ในประเทศไทยอย่างไร?

ไบรอันตอบว่า มลพิษในแม่น้ำกกมาจากเหมืองแร่หายากสองแห่ง และยังมีเหมืองทองคำอีกแห่งอยู่ต้นน้ำ ซึ่งอาจปล่อยสารหนูลงสู่ระบบแม่น้ำกกด้วย ดังนั้นจึงมีพื้นที่ทำเหมืองสามแห่ง จากแดชบอร์ดได้เห็นบางส่วนของแม่น้ำโขงที่มีพื้นที่ทำเหมืองหลายร้อยแห่ง หรือ 50 แห่ง ทั้งเหมืองแร่หายากหรือทองคำ ดังนั้นจึงสมเหตุสมผลที่จะสันนิษฐานว่าพื้นที่ปลายน้ำของเหมืองเหล่านั้น ซึ่งมีเหมืองอยู่มากมาย จะได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่ตามแนวแม่น้ำกก

สิ่งที่ชุมชน นักกิจกรรม และองค์กรต่างๆ ตามแม่น้ำกก และแม่น้ำสาย กำลังทำอยู่นั้น เป็นการช่วยเหลือผู้คนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ซึ่งเกิดขึ้นใกล้กับพวกเขามาก แต่ประเด็นคือ มันจะแย่ลงหรือไม่? อะไรจะหยุดยั้งการทำเหมืองแร่หายากเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นเหนือแม่น้ำกก

เหมืองแร่หายากสามารถสร้างและขยายได้อย่างรวดเร็ว และยังไม่ชัดเจนว่าความพยายามในปัจจุบันที่มากขึ้นจะหยุดยั้งการทำเหมืองแร่หายากเหนือแม่น้ำกกได้หรือไม่

ไบรอันตอบว่า จากภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเดือนตุลาคม 2568 พบเหมืองแร่หายากใหม่ประมาณ 8 แห่ง ตั้งแต่รัฐคะฉิ่น ไม่ใช่แม่น้ำอิระวดี และยังมีอีกหนึ่งหรือสองแห่งในลุ่มแม่น้ำโขง เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความสำคัญของการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้

ไบรอันมองว่าประเด็นนี้เชื่อมโยงไปถึงการที่สหรัฐฯ รับมือด้วยข้อตกลงต่างๆ ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้จะถูกทำให้กลายเป็น ‘ประเด็นด้านความมั่นคง’ (Securitized) มากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไรที่กลายเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ เชื่อว่านั่นจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการมากขึ้นไปอีก รวมถึงการที่ประเทศอื่นๆ เริ่มเข้าสู่ตลาดนี้เพื่อสร้างช่องทางการเข้าถึงของตนเองและกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก

“ผมคิดว่านี่จะเป็น ‘บททดสอบที่แท้จริง’ สำหรับภูมิภาคนี้ ว่าจะมีแนวทางตอบสนองอย่างไรในฐานะที่ยังคงเป็นแหล่งป้อนแร่หายากชนิดหนัก ให้กับโลกต่อไป”

ส่วนข้อเสนอแนะสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจของไทย ไบรอันตอบว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง อย่างแรก คือเรื่องข้อมูลที่ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้นถือว่ายังไร้ประสิทธิภาพอยู่มาก ช่วงที่ Stimson Center ลงพื้นที่ที่บ้านท่าตอนเมื่อเดือนสิงหาคม ได้รับฟังมาว่าคนในพื้นที่ไม่รู้วิธีการตีความผลการตรวจสอบสารปนเปื้อนเลย อะไรที่ปลอดภัย? อะไรที่ไม่ปลอดภัย?

“ผมจึงคิดว่า การให้คำแนะนำที่ชัดเจน เป็นเรื่องสำคัญมาก เช่น พื้นที่ไหนปลอดภัย พื้นที่ไหนอันตราย อาหารประเภทไหนกินได้หรือไม่ได้ หรือน้ำบริเวณไหนที่อุปโภคบริโภคได้และไม่ได้ การสื่อสารข้อความเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนจะช่วยได้มาก”

ไบรอันกล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยต้องส่งทรัพยากรและความช่วยเหลือไปให้ถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นบทบาทและความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสะอาด หรือน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคได้ จะเป็นการขนส่งมาทางรถบรรทุกหรือวิธีการอื่นใดก็ตาม เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำกกหรือแม่น้ำสายเข้าถึงน้ำได้ สิ่งนี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำทันที ส่วนเรื่องการสร้างฝายกั้นน้ำต่างๆ นั้นมองว่ามันต้องใช้เวลานานเกินไป

ไบรอันมองว่า การทูตน่าจะเป็นเครื่องมือที่ต้นทุนไม่สูงและมีประสิทธิภาพมากกว่าในการหยุดยั้งการทำเหมืองที่ต้นน้ำ การทำเหมืองหยุดได้แน่นอน แต่ต้องอาศัยการลงมือทำที่ถูกต้องและสอดประสานกัน “หนึ่งในเหตุผลที่เราเปิดตัวแดชบอร์ด ข้อมูลนี้ ก็เพื่อยกระดับการสื่อสารให้เห็นว่าปัญหานี้ขยายวงกว้างและแพร่กระจายไปมาก เพื่อให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

“และขอให้สื่อเดินหน้าสื่อสารต่อไป เพราะมันได้ผล มันสร้างให้เกิดผลลัพธ์ได้จริง และสุดท้ายคือ อยากให้สื่อสารกับประเทศจีนและรัฐบาลปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง ในประเด็นเรื่องแร่โลหะหายาก นั้น เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ดำเนินกิจการเหมืองเหล่านี้คือกลุ่มทุนเหมืองแร่ชาวจีน ยิ่งมีการสื่อสารประเด็นนี้จากรัฐบาลไทยและหน่วยงานอื่นๆ ออกไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดี”

ในภาพรวมการลงนามใน MOU ไบรอันมองว่า เป็นการดำเนินตามแนวทางที่อาจถูกมองในแง่ลบสำหรับการจัดการแร่หายากในประเทศไทย ในมิติภาพลักษณ์สาธารณะ เพราะในตอนนี้ทุกคนต่างตระหนักดีว่าการทำเหมืองแร่หายากสร้างความเสียหายต่อแม่น้ำกกอย่างมาก และมีความกังวลว่าจะแพร่กระจายวงกว้างออกไปอีก ดังนั้นการลงนามใน MOU นี้อาจถูกมองว่า ‘ไม่แยแสต่อความกังวลของสังคม’ (Tone deaf)

หากพิจารณาในแง่เศรษฐกิจหรือด้านอื่นๆ ในการพัฒนาแร่หายากของไทย ไบรอันบอกว่า ไทย “ไม่ได้ถูกมองเป็นแหล่งผลิตแร่หายากขนาดใหญ่” เหมือนเมียนมา ลาว โดยมีโรงสกัดเพียงแห่งเดียวที่ผลิตผงแร่หายากในไทย วัตถุดิบส่วนใหญ่ก็นำเข้ามาจากจีน แต่ไทยมีโอกาส ใน ‘การสกัดแร่จากขยะอิเล็กทรอนิกส์’ (E-waste recovery) และการรีไซเคิล รวมถึงวิธีการอื่นๆ ในการได้มาซึ่งแร่หายากที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

วิเคราะห์จาก ‘ร่องรอยวิธีการทำเหมือง’ (Mining Footprint)

ต่อมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน เวลา 9.00 น. ตามเวลาไทย Stimson Center ได้จัดแถลงข่าวผ่าน Zoom ต่อสื่อทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง

ไบรอันได้ย้ำอีกครั้งว่าชุดข้อมูลที่ครอบคลุมพื้นที่ทำเหมืองมากกว่า 2,400 แห่งนี้จำแนกประเภทการทำเหมืองออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • การทำเหมืองแบบฉีดละลายแร่ (In-situ leaching): ซึ่งเป็นวิธีการหลักที่ใช้ในการขุดหาแร่ Rare Earth
  • การทำเหมืองแบบกองชะละลาย (Heap leach): วิธีนี้มักจะใช้กับการทำเหมืองทองคำเป็นส่วนใหญ่ (แต่ก็ใช้กับแร่ชนิดอื่นได้เช่นกัน)
  • การทำเหมืองทองแบบลานแร่ (Alluvial gold mining): ถือเป็นรูปแบบที่แพร่หลายที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในเมียนมา ซึ่งมีขนาดที่แตกต่างกันไป โดยปกติแล้ววิธีนี้ จะใช้กับการขุดทอง แต่ก็ใช้กับแร่ชนิดอื่นได้เหมือนกัน

เรแกน ขวัน กล่าวเสริมว่า ในเมียนมามีการทำเหมืองเฉพาะทางบางประเภทมาอย่างยาวนาน แต่ Stimson Center ยังไม่ได้เริ่มติดตามข้อมูลในส่วนนี้ แต่เป้าหมายในอนาคตหลังจากที่ได้รับข้อมูลระลอกแรกนี้มาแล้ว ตั้งใจที่จะอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอและขยายขอบเขตประเภทของเหมืองที่ต้องการติดตามให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน Stimson Centerมุ่งเน้นไปที่เหมืองแร่ที่อาจเข้าข่าย ผิดกฎหมาย, ขาดการควบคุม, ไม่มีการกำกับดูแล หรือเหมืองที่ไม่มีการรายงานข้อมูลตามจริง ซึ่งจะยังคงยึดแนวทางนี้ต่อไปเป็นหลัก

“จากการวิเคราะห์ของเรา ‘เหมืองหยก’ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกลุ่มนี้ แม้ว่าความถูกกฎหมายจะขึ้นอยู่กับเขตอิทธิพลของแต่ละพื้นที่ แต่ในท้ายที่สุดเราต้องการขยายขอบเขตไปสู่การทำเหมืองประเภทอื่น โดยเฉพาะ ‘เหมืองแบบบ่อเปิด’ (Open-pit mining) ซึ่งเป็นวิธีการหลักที่ใช้ขุดหยกในปัจจุบัน

ในส่วนของ ‘เหมืองดีบุก’ นั้น การตรวจสอบทำได้ยากมากหากใช้เพียง ‘ภาพถ่ายดาวเทียมระบบออปติคัล’ (Optical satellite imagery) แบบที่ใช้อยู่ เนื่องจากเหมืองแบบกองชะละลาย (Heap leach) หรือเหมืองแบบลานแร่ (Alluvial mines) บางแห่งอาจกำลังขุดดีบุกอยู่ แต่การแยกแยะจากภาพถ่ายดาวเทียมทั่วไปนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้

ในอนาคต หากสามารถเข้าถึงข้อมูลสาธารณะที่ใช้ ‘ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูงเชิงสเปกตรัม’ (Hyperspectral imagery) ก็จะมีโอกาสระบุประเภทของเหมืองได้แม่นยำขึ้น โดยวิเคราะห์จากลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นผิวที่ดาวเทียมบันทึกได้

“ประเด็นสำคัญคือ เราไม่ได้ทำแผนที่ตามชนิดของแร่ แต่เราทำแผนที่ตาม ‘วิธีการทำเหมือง’ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นได้จากดาวเทียม เนื่องจากแต่ละวิธีจะมี ‘ร่องรอยจำเพาะ’ (Footprint) ที่แตกต่างกัน

คุณภาพน้ำแม่น้ำ ผลกระทบที่ส่งผลถึงคนทั้งโลก

ไบรอันบอกว่า โดยส่วนตัวมีความกังวลมากต่อพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง จากสถานการณ์ในเมียนมา ลาวตอนบน และในไทยและเป็นห่วงผู้คนในลุ่มแม่น้ำโขงและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะประชากรเกือบทั้งหมดต่างบริโภคผลผลิตจากแม่น้ำเหล่านี้ ไม่ว่าจะเพื่อการดำรงชีพหรือเพื่อการส่งออก

ยกตัวอย่างในกัมพูชา โปรตีนจากสัตว์กว่า 80% ที่ชาวกัมพูชาบริโภคคมาจากปลาที่จับได้ในแหล่งน้ำจืด และปัญหาเรื่องเหมืองเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ จากข้อมูลมีเหมืองกว่า 300 แห่งที่ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนปี 2558 และพบการขยายตัวที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมา การพุ่งขึ้นของราคาทองคำ และช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

“มีความเป็นไปได้สูงมากที่เหมืองเหล่านี้จะปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำสายหลัก ทั้งแม่น้ำโขง แม่น้ำอิรวดี และแม่น้ำสาละวิน มานานหลายปี โดยที่ไม่มีการตรวจวัดค่าสารหนู (Arsenic) สารปรอท (Mercury) ไซยาไนด์ (Cyanide) หรือโลหะหนักอื่นๆ และสารปนเปื้อนเลย” ไบรอันกล่าว

นอกจากนี้ยังกังวลเกี่ยวกับ การส่งออกอาหารจากพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) พื้นที่นั้นมีปัญหามลพิษในตัวมันเองอยู่แล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในสหรัฐฯ และยุโรป ต่างเต็มไปด้วยสินค้าจากเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นข้าว ปลา หรือกุ้ง ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากที่ผลผลิตเหล่านั้นจะถูกเลี้ยงด้วยน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษจากต้นทาง”

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเราเพิ่งจะเริ่มมีการตรวจวัดค่าสารปนเปื้อนอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้เอง ทำให้เราขาดข้อมูลย้อนหลังว่าความเสียหายนี้สะสมมานานแค่ไหน แม้ในช่วงต้นปีนี้เราจะเริ่มเห็นผลการทดสอบจากแม่น้ำกกบ้างแล้ว แต่หากมองภาพรวมทั้งลุ่มน้ำ เราแทบไม่มีข้อมูลเลยว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีมลพิษถูกปล่อยออกมาปริมาณมหาศาลเท่าใด และสร้างผลกระทบสะสมไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว” ไบรอันกล่าว

ภาพที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ทุกวันนี้ แทบไม่มีใครบริโภคปลาที่จับได้จากแม่น้ำในพื้นที่อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือนักท่องเที่ยว ร้านอาหารจำนวนมากเลิกนำปลาเหล่านี้มาปรุงอาหาร โดยเฉพาะปลาจากแม่น้ำกก หลังมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีการปนเปื้อนของมลพิษในระดับที่น่ากังวล

“เรื่องนี้แทบไม่น่าเชื่อ เพราะวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือของไทยถูกหล่อหลอมและนิยามด้วย “การประมงพื้นบ้าน” และ “วัฒนธรรมอาหาร” ที่มีปลาเป็นหัวใจสำคัญมาโดยตลอด จึงหมายความว่า ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้คนเท่านั้น หากแต่ลุกลามไปถึงมิติทางวัฒนธรรม กระทบต่อวิถีชีวิต ความผูกพัน และแม้แต่จิตวิญญาณของผู้คนที่มีต่อผืนดินและสายน้ำรอบตัวพวกเขาอีกด้วย”

ไบรอันกล่าวว่า การตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเซกอง ในลาวถือเป็นเรื่องวิกฤตที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะแม่น้ำสายนี้ไหลพาดผ่านพื้นที่ใกล้ชิดกับกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศคืออู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของโลก “ผมอยากย้ำว่านี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนในลุ่มน้ำโขงเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของความมั่นคงทางอาหารที่คนทั้งโลกต้องตระหนัก”

เมื่อใดก็ตามที่มลพิษเหล่านี้ซึมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินแล้ว การจะดึงน้ำมาใช้เพื่อการเกษตรไม่ว่าจะจากแม่น้ำหรือจากน้ำบาดาล ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเลวร้ายไม่ต่างกัน ยิ่งขุดลึกลงไป โอกาสที่จะพบสารหนู ที่มีความเข้มข้นสูงตามธรรมชาติในชั้นหินก็ยิ่งมากขึ้น จริงอยู่ที่โลหะหนักเหล่านี้มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่การทำเหมืองคือตัวการสำคัญที่ไปกระตุ้นให้สารพิษเหล่านี้หลุดรอดออกมาปนเปื้อนในแหล่งน้ำจืดและน้ำบาดาล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งหากมองว่าน้ำบาดาลคือทางออกสำรอง เหมือนกับข้อเสนอเรื่องการสร้างฝายกั้นน้ำบนแม่น้ำกก

รัฐบาลไทยต้องคิดถึงแผนเผชิญเหตุและมาตรการเยียวยาที่ทำได้ทันที เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของชุมชน ก่อนที่จะไปถกเถียงกันถึงโครงการระยะยาวที่ต้องใช้เวลาสร้างนานนับปี

สำหรับคำถามจากสื่อที่เข้าร่วม ในความเป็นจริงแล้ว แร่ rare earth คือตัวการหลักที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดต่อระบบแม่น้ำในภูมิภาคนี้ หรือไม่

ไบรอันตอบว่า ‘การตรวจวัดค่าอย่างละเอียด’ จะเข้ามาช่วยพิสูจน์ได้ว่าสารปนเปื้อนแต่ละชนิดมาจากกิจกรรมประเภทไหน โดย ดร.ว่าน วิริยา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ร่วมสัมมนากับ Stimson Center มีวิธีการที่เรียกว่า ‘Sourcing’ หรือเปรียบเสมือนการ ‘ตรวจ DNA ของเหมือง’ วิธีนี้จะทำให้ทราบได้เลยว่า ‘มลพิษกี่เปอร์เซ็นต์มาจากเหมืองประเภทไหน และเกิดจากกิจกรรมใดกันแน่’ ซึ่งการทดสอบเชิงลึกแบบนี้คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำในตอนนี้

“อย่างกรณีของแม่น้ำกก เรายังบอกได้ยากว่ามลพิษส่วนใหญ่มาจากเหมืองทองคำหรือเปล่า? เพราะในพื้นที่นั้นมีทั้งเหมืองทองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองแร่หายาก ทำให้เรายังสรุปไม่ได้ชัดเจนว่า ตัวการหลักที่ปล่อยสารปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำคือเหมืองทอง หรือเหมืองแร่หายากกันแน่”

เรแกนเสริมว่า หากพิจารณาจากข้อมูลจะเห็นว่ากว่าครึ่งของกิจกรรมเหล่านี้เป็น “เหมืองแบบลานแร่” ซึ่งโดยลักษณะของการทำเหมืองประเภทนี้ ย่อมมีการพัดพาโลหะหนักลงสู่ระบบน้ำอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

แต่สำหรับเหมืองแร่หายากที่ใช้วิธี “ฉีดละลายแร่” (In-situ leaching) กระบวนการที่ใช้ถือว่า พิเศษ วิธีการคือ ผู้ประกอบการจะสูบน้ำจืดจากแม่น้ำใกล้เคียงเข้าไปอัดฉีดในภูเขา ผสมกับสารเคมี ปุ๋ย โลหะหนัก และแร่หายาก สารเหล่านี้มีหน้าที่ละลายแร่หายากออกมา น้ำจึงถูกใช้เป็นตัวกลางในการ “ชะล้าง” เพื่อดึงแร่หายากออกมาให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อกระบวนการสิ้นสุดลง น้ำทั้งหมดนั้นกลับถูกปล่อยคืนสู่ระบบแม่น้ำโดยตรง รวมถึงซึมลงสู่ชั้นดินและน้ำใต้ดินในพื้นที่ใกล้เคียง

ต้องดึงจีนเข้าโต๊ะเจรจา เพราะเป็นทั้งผู้ซื้อ ผู้สกัด ผู้แปรรูป

เรแกนกล่าวว่า หากย้อนดูองค์ความรู้เกี่ยวกับแร่หายาก จะพบว่างานวิจัยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแบบฉีดละลายแร่ ยังถูกจำกัดอยู่ในวงวิชาการและงานวิจัยของจีนเป็นหลัก เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่พัฒนาวิธีนี้ขึ้นมาเพื่อใช้กับแร่หายากโดยเฉพาะ

แต่เมื่อความต้องการแร่หายากในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิด “ตลาดมืด” ภายในอุตสาหกรรมแร่หายากของจีน โดยเฉพาะหลังการกำหนดโควตาการส่งออก จำนวนเหมืองผิดกฎหมายและไร้การควบคุมก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงที่รัฐบาลจีนต้องเผชิญ

ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลจีนเริ่มปราบปรามเหมืองผิดกฎหมายอย่างจริงจัง และรวบอำนาจการบริหารจัดการอุตสาหกรรมแร่หายากทั้งหมดไว้กับรัฐวิสาหกิจเพียง 6 แห่ง พร้อมบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกับเหมืองที่ยังคงดำเนินการอยู่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากถูกบีบให้ออกจากระบบ

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผลกระทบข้ามพรมแดน เมื่อผู้ประกอบการเหล่านี้ขยับออกไปยังพื้นที่ชายขอบ เช่น ชายแดนเมียนมาและลาว ซึ่งยังสามารถใช้วิธีการทำเหมืองแบบเดิมได้ ในพื้นที่ที่โครงสร้างการกำกับดูแลของรัฐยังอ่อนแอ

เมื่อพิจารณางานวิจัยจำนวนมากในประเทศจีนที่มุ่งศึกษาพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นบริเวณที่การทำเหมืองแร่หายากด้วยวิธีฉีดละลายแร่ (In-situ leaching) เคยแพร่หลายมากที่สุด จะเห็นภาพผลกระทบจากการอัดฉีดปุ๋ยและสารเคมีปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบนิเวศอย่างชัดเจน ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น หากแต่ยังลุกลามไปถึงสุขภาพ ความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่เหมืองด้วย

ไบรอันกล่าวว่า ในทางทฤษฎี ประเทศทั้ง 6 แห่งในลุ่มน้ำโขงสามารถจับมือกันเพื่อยกระดับและบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มแข็งกว่านี้ได้ แต่ในทางปฏิบัติ กลไกที่มีอยู่แล้วอย่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC กลับดำเนินการได้อย่างเชื่องช้าอย่างมากในการตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อกลไกระดับภูมิภาคยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามสำคัญก็คือ ใครกันแน่ที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้

“บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่โลกต้องมี “พิธีสารระหว่างประเทศ” สำหรับการทำเหมืองแร่หายาก ซึ่งเป็นกรอบที่ส่งเสริมการทำเหมืองอย่างมีความรับผิดชอบและมีความโปร่งใส” เมื่อพิจารณาถึงความต้องการแร่หายากที่แทบจะไม่สิ้นสุด และข้อเท็จจริงที่ว่าแร่เหล่านี้อยู่ในแทบทุกผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน

เรแกนกล่าวว่า การที่ประเทศในภูมิภาคนี้จะรวมกลุ่มกัน น่าจะเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรับมือกับปัญหานี้ แต่ในความเป็นจริง ยังมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอีกมากที่เป็นอุปสรรต่อการรวมกลุ่ม และหากต้องดึงเมียนมาเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจาด้วย คำถามก็คือจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเหมืองจำนวนมากไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารเมียนมาเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ยังต้องตั้งคำถามว่า เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรต่อจีนและรัฐวิสาหกิจของจีน ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเข้าถึง “แร่หายากชนิดหนัก” ที่ในปัจจุบันมีข้อมูลว่าพบได้แทบจะเฉพาะในพื้นที่แถบนี้เท่านั้น นอกเหนือจากบางส่วนทางตอนใต้ของจีน และอะไรจะเป็นแรงกดดันที่เพียงพอให้จีนรู้สึกจำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

“ผมสนับสนุนอย่างยิ่งให้มีการดึงจีน รวมถึงนักวิจัยชาวจีน เข้ามาร่วมโต๊ะเจรจาเพื่อพูดคุยในประเด็นนี้อย่างละเอียด เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นบริเวณชายแดนของจีนเอง และจีนมีบทบาทสำคัญไม่ใช่เพียงในฐานะ “ผู้ซื้อรายหลัก” เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สกัดและแปรรูปแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย” เรแกนกล่าว

สร้างการ “ตรวจวัดค่าการปนเปื้อน” อย่างเป็นระบบ

เรแกนนกล่าวว่า ในแง่ “ขนาด” ตัวเลขเหมืองกว่า 2,400 แห่งนั้นถือว่าใหญ่มากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และควรถูกพิจารณาควบคู่ไปด้วยจริงๆ คือ “พื้นที่ผิวสัมผัส” (Surface area) เพราะนี่คือการทำเหมือง

นอกเหนือจากเหมืองแบบฉีดละลายแร่ (In-situ leaching) แล้ว เหมืองประเภทอื่นๆ ล้วนต้องใช้พื้นที่ดินในปริมาณมหาศาล โดยน่าจะมีประมาณ 40 แห่งหรือมากกว่านั้น ภายในระบบแม่น้ำเพียงหนึ่งหรือสองสาย และกำลังส่งผลให้เกิดการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั่วทั้งบริเวณนี้

หากย้อนกลับไปดูภาพถ่ายดาวเทียมในแต่ละช่วงเวลา จะเห็นได้ชัดว่าพื้นที่ป่าไม้ค่อยๆ ถูกแทนที่อย่างต่อเนื่องด้วยกองชะละลาย เหมือง และแหล่งแร่ที่อยู่รายรอบ

“ในแง่ของ ‘ขนาด’ แม้เราจะมีตัวเลขจำนวนกองชะละลายอยู่ แต่ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบนั้นมหาศาลมาก นอกเหนือจากความเสี่ยงข้ามพรมแดน”

ทุกอย่างในพื้นที่นี้กำลังสะสมและทับซ้อนกัน จนมีแนวโน้มจะกลายเป็นผลลัพธ์ที่ร้ายแรงต่อแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในลำน้ำสาขาแห่งนี้ หากมองจากเหนือจรดใต้ ระยะทางของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจยาวมาก และนี่คือผลพวงของการทำเหมืองอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ขอบเขตความเสียหายจึงกว้างขวางอย่างมาก

“ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า แม้เราจะพูดถึง “จุดข้อมูล” (Points) แต่สิ่งที่เราต้องจินตนาการให้เห็นภาพจริงๆ คือ “พื้นที่ผิวสัมผัส” (Surface area) ว่าถูกทำลายไปมากเพียงใด”

อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับความจริงว่า เหมืองจำนวนไม่น้อยที่เห็นอยู่นี้ คือแหล่งทำมาหากินของผู้คนในเมียนมา ท่ามกลางบริบทของความขัดแย้งยืดเยื้อ ผู้คนจำนวนมากแทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพึ่งพาการทำเหมืองเหล่านี้ ซึ่งอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการดำรงชีพของพวกเขา

“ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่เพียงการชี้ให้เห็นปัญหา แต่คือการกระตุ้นให้ทั้งสังคมและหน่วยงานรัฐในภูมิภาคเริ่มดำเนินการ “ตรวจวัดค่าการปนเปื้อน” อย่างเป็นระบบ และนำผลลัพธ์ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะมลพิษทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากแร่หายากเพียงอย่างเดียว และก็ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะถูกขับเคลื่อนโดยตัวแสดงจากจีนทั้งหมด แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นก็ตาม”

ท้ายที่สุด ยังมีงานในระดับภูมิภาคอีกมากที่ต้องทำ และหากเป็นไปได้ เราควรสร้างความร่วมมือเพื่อนำประเด็นเหล่านี้ไปสู่การเจรจากับจีน เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการขุดเจาะและการกำกับดูแลกลุ่มเหมืองแร่หายากเหล่านี้