รายงาน Amnesty ทำไมการกวาดล้างสแกมเมอร์ของเขมร จึงไม่ได้ทำลายเครือข่ายอาชญกรรมนี้ ที่มี 86 ศูนย์

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : https://www.amnestyusa.org/

องค์การนิรโทษกรรมสากล หรือ Amnesty International  ได้เปิดเผยรายงานชื่อ Falling Through the Cracks เกี่ยวกับความล้มเหลวของกัมพูชา ในการปราบปราม “เขตหวงห้ามอาชญากรรมออนไลน์” (scammer compound) โดยรายงานกล่าวว่า ในเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐบาลกัมพูชาเริ่มดำเนินการครั้งใหญ่ ในการกวาดล้างพวกอาชญากรออนไลน์หรือสแกมเมอร์ นับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลได้ประกาศว่า ได้ปิด “ศูนย์สแกมเมอร์” ไปกว่า 250 แห่ง ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย 1,089 ราย และเนรเทศคนต่างด้าวที่เกี่ยวข้อง 13,039 คน

แต่รายงาน Amnesty ตั้งข้อสงสัยอย่างมาก ต่อประสิทธิภาพการปราบปราบของทางการกัมพูชา ในรายงานของ Amnesty ที่เผยแพร่ในปี 2025 ได้ระบุว่าเขตหวงห้ามสแกมเมอร์ในกัมพูชามีอยู่ 53 แห่ง แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา มีเพิ่มอีก 33 แห่ง เมื่อสิ้นสุดเดือนเมษายน 2026 มีทั้งหมด 86 แห่ง Amnesty ค้นพบว่า ทางการกัมพูชาเข้าไปจัดการเพียง 24 แห่งจากทั้งหมด 86 แห่ง การปราบปรามก็ขาดประสิทธิภาพ เพราะมีการสมคบกันระหว่างคนดูแลศูนย์สแกมเมอร์กับตำรวจ ส่วนคนทำงานก็ถูกเคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม

ที่มาภาพ : https://www.amnestyusa.org/

อุตสาหกรรมสแกมเมอร์เขมร

รายงาน Amnesty กล่าวว่า ช่วงระหว่างกลางถึงปลายทศวรรษ 2010 ศูนย์สแกมเมอร์เฟื่องฟูมากในกัมพูชา สื่อมวลชนระหว่างประเทศ กลุ่มประชาสังคม องค์กรของสหประชาชาติและในภูมิภาค ระบุว่า กัมพูชาคือจุดเชื่อมต่อปฏิบัติการข้ามชาติในด้านการหลอกลวงออนไลน์ ที่ขยายตัวไปถึงเมียนมา ลาว และที่ไกลโพ้นออกไป ปฏิบัติการสแกมเมอร์เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะต่อคนต่างชาติ ที่หลายคนถูกล่อลวงให้มาทำงาน แล้วถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์

ช่วงก่อนหน้าเดือนมกราคม 2025 เมื่อเกิดแรงกดดันจากนานาชาติ เจ้าหน้าที่กัมพูชาจะปราบปรามจับกุมเป็นระยะๆ โดยมักให้สอดคล้องกับการตรวจสอบของสื่อมวลชน และแรงกดดันทางการทูต แต่การปราบปราบดังกล่าว แทบจะไม่มีผลในการทำลายระบบเครือข่ายของพวกสแกมเมอร์

ที่มาภาพ : https://www.amnestyusa.org/wp-content/uploads/2026/06/Falling-Through-the-Cracks-Cambodias-Crackdown-On-Scamming-Compounds-and-the-Victims-It-Has-Failed.pdf

การปราบปรามที่ขาดความโปร่งใส  

เดือนกรกฎาคม 2025 รัฐบาลกัมพูชาออกคำสั่ง 9 ข้อ ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ เช่น ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น การเข้มงวดการตรวจคนเข้าเมือง การป้องกันคนต่างชาติลักลอบข้ามพรมแดน และการเข้มงวดตรวจสอบใบอนุญาตการพนัน ไม่ให้มีการแอบแฝงการหลอกลวงออนไลน์ หรือการค้ามนุษย์

นับจากกลางปี 2025 ถึงต้นปี 2026 เจ้าหน้าที่กัมพูชาอ้างว่า มีความคืบหน้าอย่างมากในการบรรลุเป้าหมาย ที่จะขจัดการหลอกลวงออนไลน์กลุ่มสุดท้าย ให้ได้ในเดือนเมษายน 2026 ต่อมา รัฐบาลขยายเวลาการปราบปรามออกไปอีก เมื่อสิ้นเดือนเมษายน 2026 รัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า ได้ปิดศูนย์การหลอกลวงออนไลน์ลงไปกว่า 200 แห่ง โดยไม่ได้ให้หลักฐานมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว แต่อาศัยหลักฐานที่มาจากการปฏิบัติการ เช่น จับกลุ่มหัวหน้ากลุ่ม หรือการเข้าปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

รายงาน Amnesty กล่าวว่า ช่วงการปราบปรามสแกมเมอร์ ที่เกิดขึ้นปี 2025-2026 รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้ข่าวอย่างโปร่งใส หรือมีรายละเอียดเรื่องปฏิบัติการของทางการ รวมทั้งขาดข้อมูลว่า เขตหวงห้ามสแกมเมอร์ไหนที่ถูกสอบสวน ดำเนินการแล้วได้ข้อมูลอะไร และจะมีการดำเนินคดีอย่างไร จุดนี้สะท้อนความไม่โปร่งใสอย่างเป็นระบบ ในการดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชา ที่มีต่อเขตพื้นที่พวกสแกมเมอร์ รวมทั้งใครเป็นผู้ดำเนินงาน และใครอำนวยความสะดวก

ตัวอย่างในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 หนังสือพิมพ์ The Khmer Times รายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยว่า คนต่างชาติกว่า 110,000 คนถูกเนรเทศออกไป และกำลังฟ้องคดีสำคัญ 37 คดี ทั้งสื่อมวลชนและรัฐบาลไม่ได้ให้รายละเอียดในคดีเหล่านี้ เช่น มีการตั้งข้อหาอะไรบ้างกับคนที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ศูนย์สแกมเมอร์ เป็นคนดูแลเรื่อง IT หรือเป็นคนทำหน้าที่ชักจูงคนมาทำงาน

รายงาน Amnesty ตั้งคำถามอีกว่า มีการสอบสวนบริษัทและกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจหลอกหลวงออนไลน์หรือไม่ มีการยกเลิกใบอนุญาตการทำธุรกิจพนันหรือไม่  มีการสอบสวนหรือไม่กับบริษัทที่ให้เช่าที่ดิน มีการตรวจสอบหรือไม่ว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์

เขตหวงห้ามที่เคยเป็นศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ติดชายแดนไทยที่ช่องจอม ที่มาภาพ : thestar.com

ปราบปรามสแกมเมอร์เพียง 25%

รายงาน Amnesty กล่าวว่า จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า ในช่วงมีการกวาดล้าง ที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาเข้าไปจัดการกับศูนย์สแกมเมอร์เพียง 24 แห่ง จากทั้งหมด 86 แห่ง ที่จะสามารถระบุแหล่งที่ตั้งได้ หรือแค่ 25%  ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคำแถลงของทางการกัมพูชาที่ว่า ได้กวาดล้างศูนย์อาชญากรรมนี้กว่า 250 แห่ง

ในการเข้าปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ของกัมพูชา Amnesty บอกว่า จะมีรูปแบบความล้มเหลวที่เกิดซ้ำซาก 3 อย่างด้วยกัน

  • การเข้าปราบปรามเกิดขึ้นเพราะแรงกดดันนานาชาติ (reactive) มากกว่าจากการดำเนินงานที่เป็นฝ่ายรุก โดยที่มีการติดตามปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
  • การเข้าปราบปรามที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความล้มเหลวในการสอบสวน และการปิดศูนย์อาชญากรรม ไม่สามารถหยุดยั้งการละเมิดสิทธิ์ หรือการปกป้องคนที่เป็นเหยื่อทำงานให้สแกมเมอร์
  • การเข้าไปจัดการศูนย์สแกมเมอร์ มีลักษณะสมรู้กัน ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคนดูแลศูนย์สแกมเมอร์

ความล้มเหลวในการปราบปรามพวกสแกมเมอร์แบบไม่มีประสิทธิภาพดังกล่าว ทำให้ศูนย์สแกมเมอร์ปรากฎตัวใหม่ขึ้นมาที่จุดอื่น หรือกลับมาเปิดดำเนินการที่จุดเดิมอีก แม้จะมีการปราบปรามแล้วก็ตาม

เขตหวงห้ามที่เคยเป็นศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ติดชายแดนไทยที่ช่องจอม ที่มาภาพ : thestar.com

กรณีศูนย์สแกมเมอร์บนเขาโบกอร์

รายงาน Amnesty หยิบยกกรณีศูนย์สแกมเมอร์บนยอดเขาโบกอร์ จังหวัดกำปอต ที่เคยเป็นเขตพักผ่อนในสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส พื้นที่ดังกล่าวให้สัมปทานแก่ “บริษัทโรงแรมสุขะ” (Sokha Hotel) ปรากฏว่าศูนย์สแกมเมอร์ 3 แห่งตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกับที่โรงแรมสุขะที่ได้สัมปทาน

ตำรวจกัมพูชารู้มานานแล้วว่า พื้นที่บนเขาโบกอร์ถูกใช้เป็นศูนย์สแกมเมอร์ และแหล่งทรมานคนทำงาน ตำรวจเคยปิดศูนย์สแกมเมอร์แห่งหนึ่งในปี 2023 แต่ต้องอาศัยเหตุการณ์ในปี 2025 ที่คนเกาหลีใต้คนหนึ่งเสียชีวิตอย่างโหดร้าย จากการทำงานที่ศูนย์สแกมเมอร์บนเขาโบกอร์  และมีการรายงานข่าวอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ทางการกัมพูชาเข้ามาจัดการมากขึ้นกับศูนย์สแกมเมอร์บนเขาโบกอร์ แต่กัมพูชาไม่ได้มีการสอบสวนเจ้าของบริษัท ที่ปล่อยให้สแกมเมอร์มาตั้งศูนย์บนที่ดินดังกล่าว

รางาน Amnesty สรุปว่า รัฐบาลกัมพูชาต้องดำเนินการชัดเจนเลยว่า การปราบปรามพวกสแกมเมอร์ ทำให้สามารถเปิดโปงอะไรขึ้นมาบ้าง มากกว่าที่จะนำมาสร้างภาพ ทั้งหมดนี้หมายถึงการสอบสวนอย่างแท้จริงต่อศูนย์สแกมเมอร์ 86 แห่ง ตัวบุคคลและบริษัทที่ได้ประโยชน์ จากการนำที่ดินไปใช้ในการก่ออาชญากรรม

เอกสารประกอบ

Falling Through the Cracks, Amnesty International, 2026.