ที่ประชุมหุ้นส่วนระดับโลกรับรอง “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ” ต้าน Online Scams

กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ระหว่างวันที่ 17 – 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าว ผลการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตามที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ดังนี้

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงลดช่องว่างเชิงปฏิบัติของความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากปัญหา online scams เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

การประชุมได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน จาก 60 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อีกทั้งมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหลายประเทศ อาทิ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมา สปป.ลาว เวียดนาม และรวันดา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของปัญหา online scams ที่ครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วโลก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดการประชุมย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในการรับมือกับอาชญากรรม online scams ที่มีลักษณะข้ามพรมแดน

เลขาธิการสหประชาชาติและข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติร่วมกล่าวเปิดการประชุมผ่านบันทึกวิดีทัศน์ ซึ่งสะท้อนความสำคัญที่สหประชาชาติให้กับการแก้ไขปัญหา online scams เนื่องจากปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และเชื่อมโยงกับอาชญากรรมรูปแบบอื่น ๆ อาทิ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการฟอกเงิน ขณะที่ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกชื่นชมบทบาทนำของประเทศไทยและยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนความพยายามของไทยในการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง

การประชุมและกิจกรรมที่สำคัญ

ในช่วงการประชุมระดับสูง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถ้อยแถลงย้ำถึงความสำคัญของการมีระบบธรรมาภิบาลเทคโนโลยีที่ดีควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนและสังคมสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่

ที่ประชุมจัดการอภิปราย (Thematic discussions) ใน 2 หัวข้อหลัก ได้แก่

(1) การอำนวยความยุติธรรม (ensuring justice) ผ่านแนวทางการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดี โดยมีผู้อภิปรายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา (FBI) องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประจำประเทศไทย และ UNODC ร่วมหารือกันเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเคารพสิทธิมนุษยชน และ

(2) การจัดการกับเส้นทางการเงินและการรู้เท่าทันตลอดจนการรับมือกับการกระทำผิดโดยเทคโนโลยี โดยมีผู้อภิปรายจากภาคเอกชน ในสาขาเทคโนโลยี อาทิบริษัท META Platforms บริษัท Chainalysis ผู้แทนจากเครือข่าย Global Anti-Scam Alliance (GASA) และจากสหภาพยุโรป ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับบทบาทของภาคเอกชนและภาคการเงินในการป้องกันการหลอกลวง รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพื่อป้องกันและปราบปราม online scams

ในการหารือระหว่างอาหารค่ำ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวสุนทรพจน์ย้ำถึงความสำคัญของเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์และเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง โดยนายกรัฐมนตรีย้ำความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อปราบปรามปัญหาดังกล่าว

ผลลัพธ์การประชุม

ที่ประชุมรับรองแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ โดยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ค.ศ. 2025 (2025 Bangkok Joint Statement by the Global Partnership against Online Scams) โดยมีเปรู บังกลาเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนปาล และ บริษัท TikTok ร่วมอุปถัมภ์ (sponsor) แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกภาคส่วนในการเร่งดำเนินความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานดิจิทัล การคุ้มครองผู้เสียหาย และการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อป้องกันและลดการแพร่กระจายของการหลอกลวงทางออนไลน์

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทนำของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามกับอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมหลายมิติ รวมถึงความจำเป็นในการอาศัยความร่วมมือจากหลายประเทศและหลายภาคส่วน เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันไม่ให้ประชาชนไทยและประเทศอื่น ๆ ตกเป็นผู้เสียหาย

นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

สำหรับแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพมีรายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ โดยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ค.ศ. 2025 ที่กรุงเทพฯ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2025

เรา สมาชิกหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วย (ประเทศไทย บังกลาเทศ เนปาล เปรู และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งภาคเอกชน ได้แก่ TikTok) ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ร่วมเป็น เจ้าภาพโดยรัฐบาลราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม ค.ศ.2025 ณ กรุงเทพ

รับทราบด้วยความห่วงกังวล เกี่ยวกับการแพร่ขยายอย่างรวดเร็วของปฏิบัติการโดยศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดและก่ออาชญากรรมข้ามชาติในหลายรูปแบบ โดยรวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ การหลอกลวงทางการเงิน การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และการทุจริตคอร์รัปชัน

รับทราบว่า การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อบุคคล ภาคธุรกิจ และรัฐบาลทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นความท้าทายข้ามชาติต่อความมั่นคง สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งบั่นทอนสิทสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงแห่งชาติ ความก้าวหน้าในการพัฒนาที่ยังยืน และความไว้วางใจของสาธาธารณชน

ตระหนักว่า การทจริตคอร์รัปชันเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อปฏิบัติการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมมาตรการเสริมสร้างความซื่อสัตย์น่าเชื่อถือและความรับผิดชอบโดยสอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต่อต้านการทุจริต

ยืนยันหลักการ บทบัญญัติอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรรวมทั้งพิธีสารว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และพิธีสารว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบนำคนเข้าเมืองทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งเป็นพิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร

ยินดี ต่อการลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2025 ณ กรุงฮานอย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่เก้าสิบ นับจากวันที่มีการยื่นสัตยาบันสารเพื่อเข้าเป็นภาคีด้วยสารแสดงการยอมรับ สารแสดงความเห็นชอบ หรือภาคยานุวัติสาร ฉบับที่สี่สิบ

ระลึกถึง ข้อมติที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการรับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติและคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาของสหประชาชาติ ซึ่งตระหนักถึงประโยชน์และนัยของผลกระทบของเทคโนโลยีอิติจิทัลต่อสิทธิมนุษยชน และการที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากผู้เสียหาย โดยการบังคับให้กระทำการฉ้อโกงและหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องตกอยู่ในสภาวะการถูกบังคับให้กระทำอาชญากรรมผิดกฎหมาย การเป็นแรงงานขัดหนี้ และการปฏิบัติที่เป็นการละเมิดในรูปแบบต่าง ๆ

ย้ำ ถึงความเร่งด่วนและความจำเป็นที่รัฐต่าง ๆ รวมถึงประเทศต้นทางและประเทศทางผ่านของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้กระทำอาชญากรรมผิดกฎหมายในศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนประเทศที่ตั้งของศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และประเทศที่มีประชาชนถูกหลอกฉ้อโกง ที่จะต้องให้ความร่วมมือทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดนเพื่อปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้อง

เรา สมาชิกหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต จึงประกาศที่จะดำเนินการ ดังนี้

ก. ความมุ่งมั่นทางการเมืองและธรรมาภิบาล
1. กำหนด ให้การต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้บต้น และจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอต่อการสนับสนุนการปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

2. เสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพตามตราสารระหว่างประเทศที่ที่ที่มีอยู่ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร พิธีสารว่าด้วยการป้องกันปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และพิธีสารว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบนำคนเข้าเมืองทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งเสริมอนุสัญญาฯ และส่งเสริมการลงนามและเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์

3. พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของกฎหมายภายในประเทศ และการตอบสนองขององค์กรและการปฏิบัติการระดับชาติ ให้สอดคล้องรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศของแต่ละประเทศสมาชิก เพื่อป้องกันลดผลกระทบ และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยแนวทางการมีส่วนร่วมของทุกส่วนของภาภาครัฐและทุกส่วนของสังคม

ข. การบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนสอบสวน และการดำเนินคดี
4. มุ่งมั่น ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับเครือข่ายการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ผ่านการใช้กลไกระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี

5. รับทราบว่า จะมีการแบ่งปันข้อมูล ข่าวกรอง และพยานหลักฐานอย่างทันท่วงที เพื่อสนับสนุนการสกัดกัน การป้องกัน และการดำเนินคดีต่อการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ

6. เสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ การต่อต้านการฟอกเงิน และขีดความสามารถด้านนิติวิทยาศาสตร์ทางดิจิทัล ผ่านการฝึกอบรมที่กำหนดเป้าหมายเฉพาะด้าน การจัดทำกระบวนการทำงานที่มีมาตรฐาน และการปรับปรุงเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าพยานหลักฐานทางดิจิทัลในคดีการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตได้รับการเก็บรวบรวม รักษา และวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพ

7. รับรอง การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพตามข้อกำหนดด้านความโปร่งใสของการถือครองผลประโยชน์ที่แท้จริง และกฎระเบียบ และการกำกับดูแลผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน

8. รับรอง การใช้ข่าวกรองทางการเงินและกลไกการยึดทรัพย์สินทั้งในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการรวมถึงผ่านเครือข่ายระดับภูมิภาคและความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีสามารถระบุ ติดตามเส้นทาง และกู้คืนเงินรายได้ข้ามพรมแดนจากอาชญากรรมที่เที่เกี่ยวกับศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตได้

9. ส่งเสริม การประเมินอย่างละเอียดเกี่ยวกับความเสี่ยงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรและการนำโครงสร้างทางธุรกิจพาณิชย์ไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ของปฏิบัติการหลอกลวงต่าง ๆ

10. เสริมสร้าง ขีดความสามารถของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความท้าทาย และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงสร้างขีดความสามารถด้านการสืบสวนสอบสวนให้กับเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในประเทศสมาชิก

11. ดำเนินคดี กับผู้กระทำผิดจากการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้อาชญากรที่ผิดได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

12. จัดทำ ขั้นตอนมาตรฐานการปฏิบัติตามสำหรับการต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ประเทศสมาชิกหุ้นส่วนระดับโลก ในการปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นระบบบบและครอบคลุม

13.พิจารณา จัดตั้งคณะงานเฉพาะกิจในระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค หรือระหว่างภูมิภาค ทำหน้าที่ปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยประกอบด้วยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กภหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ รวมถึงหน่วยปราบปรามอาชญากรรมไขเบอร์ หน่วยข่าวกรองทางการเงิน และสายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อให้มีการประสานงานกันอย่างทันท่วงทีและทำงานร่วมกันในการทำลายและถอนรากของศูนย์หลอกลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอีกทางเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

ค. การคุ้มครองผู้เสียหาย
14. ใช้ประโยชน์ จากการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและพยานหลักฐาน และเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในการคัดกรองแยกแยะระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในบริบทของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต พร้อมทั้งจัดการกับอุปสรรคที่นั่นทอนความพยายามในการระบุตัวผู้เสียหายที่ถูกต้อง

15. ใช้ แนวทางการยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางตลอดทั้งขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนของการคัดกรองและการระบุตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ คุ้มครอง ส่งกลับประเทศต้นทาง และฟื้นฟูเยียวยา ไปจนถึงมาตรการโดยผลักดันสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เสียหาย

16. รณรงค์และเพิ่มความพยายาม ในการดำเนินการตามหลักการไม่ลงโทษสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อที่ผู้เสียหายจะไม่ถูกลงโทษจากการกระทำอันเป็นผลของการถูกบังคับค้ามนุษย์

17. เรียกร้อง ให้ประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทางของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประสานงานอย่างใกล้ชิดและทันท่วงที เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกงสุลดำเนินการคัดกรอง ระบุตัว ส่งต่อ และส่งผู้เสียหายกลับประเทศต้นทาง อีกทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรณี/คดีการค้ามนุษย์ภายหลังการดำเนินการส่งกลับ เพื่อประโยชน์การดำเนินคดีและการป้องกันการสร้างความตระหนักรู้ของสาธารมชนและการป้องกันการหลอกลางทาง

18. ส่งเสริม การรณรงค์การสร้างความตระหนักรู้ในระดับโลกของภาคส่วนที่หลากหลาย ผ่านการมีส่วนร่วมของสื่อสังคมออนไลน์และภาคเอกชน เช่น ผู้ให้บริการดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและสินทรัพย์เสมือน และผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันมีให้บุคคลถูกหลอกลวงฉ้อโกงและตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

19. เสริมสร้าง ระบบการรายงานในระดับชาติและระดับภูมิภาค โดยการพัฒนาระบบการรายงานที่เข้าถึงได้ และปรับปรุงขีดความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อให้สามารถดำเนินการต่อกรณีและรายงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตรวจจับ ส่งต่อ และสืบสวนสอบสวนการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างทันท่วงที ผ่านการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

20. ทำงานร่วมอย่างใกล้ชิด กับภาคเอกชน รวมถึงผู้ให้บริการทางดิจิทัลหรืออนไลน์ เพื่อปราบปรามการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต โดยส่งเสริมการพัฒนาการตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย การกลั่นกรองเนื้อหาการแบ่งปันข้อมูลและหลักฐานทางดิจิทัล

จ. ความร่วมมือกับหุ้นส่วนภายในประเทศและข้ามพรมแดน
21. จัดตั้ง กลุ่มพันธ์มิตรหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตประกอบด้วยรัฐบาล ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนความพยายามร่วมกันในการต่อสู้กับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

22. ส่งเสริม ให้กรอบการประชุมระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในโอกาสต่อไปในอนาคต1 ร่วมกันใช้ประโยชน์ในการสานต่อพลวัต ย้ำข้อความและสาระสำคัญ และรณรงค์หลักการต่าง ๆ ที่มีการระบุโดยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเรียกร้องให้มีการพัฒนายุทธศาสตร์และนโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

23.จัดตั้ง จุดประสานงานระดับชาติเป็นการเฉพาะสำหรับ (1) การป้องกันการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (2) การดำเนินคดีกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (3) การคุ้มครองผู้เสียหายจากการหลอกลวงฉ้อโกงและการค้ามนุษย์ และ (4) นโยบายและความร่วมมือเพื่อให้เกิดการประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศในการตอบสนองต่อการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว

24. สร้างและเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของหน่วยงานหรือกลุ่มงานพิเศษระดับประเทศ เพื่อช่วยในการตรวจจับ ตัดตอน สืบสวนสอบสวนและปราบปราม อีกทั้งดำเนินคดีกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

25. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้ม ประเภท รูปแบบ รวมถึงรูปแบบพฤติกรรมทางการเงิน และผลกระทบของมาตรการต่อต่อต้านปฏิบัติการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ และ ส่งเสริมการแบ่งปันผลการวิเคราะห์ดังกล่าวผ่านหุ้นส่วนระดับโลกฯ

26. ส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้นของความพยายามร่วมกันของหุ้นส่วนระดับโลกฯ ด้วยการพิจารณาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหรือกิจกรรมระหว่างประเทศต่าง ๆ อันจะมีส่วนช่วยในการจัดการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

เรา หุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตรับรองถ้อยแถลงร่วมฉบับนี้ ณ ที่นี้ และขอยืนยันเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะปราบปรามอาชญากรรมอันอันร้ายแรงดังกล่าว

หุ้นส่วนระดับโลกฯ และถ้อยแถลงร่วมฉบับนี้จะเปิดให้รัฐสมาชิกสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทีเถียวข้อง ที่มีเจตนารมณ์ร่วมในการปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต สามารถเข้าร่วมและร่วมรับรองได้ต่อไป

1.การประชุมสุดยอดว่าด้วยการหลอกลางฉ้อโกงโลก ปี ศ.ศ. 2026 ด้วยการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรบริเตนใหญและไอร์แลนด์เหนือ และพันธมิตรต่อต้านการหลอกลางระดับโลก (GASA) เป็นการร่วมจัดระหว่างสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม ค.ศ. 2026 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาครั้งที่ 15 จัดโดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 25-30 เมษายน ค.ส. 2026 ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์