ASEAN Roundup ประจำวันที่ 14-20 ธันวาคม 2568
- ลาวได้รับไฟเขียวส่งออกทุเรียนสดไปจีน เตรียมขึ้นแท่นคู่แข่งใหม่ของมาเลเซียและไทย
- อินโดนีเซียประเดิมส่งออกทุเรียนแช่แข็งล็อตแรกไปจีนโดยตรง
- อินโดนีเซียยืนยัน “ไม่นำเข้าข้าวอุตสาหกรรม” ในปี 2569
- อินโดนีเซียประกาศความสำเร็จ ผลิตข้าว-ข้าวโพดในประเทศได้ 100% ไม่นำเข้าในปี 2568
- อินโดนีเซียเตรียมยกระดับเศรษฐกิจชายฝั่ง ทุ่มสร้าง “หมู่บ้านประมงสีแดงขาว” 1,000 แห่ง
- เวียดนามเปิดตัว 234 เมกะโปรเจกต์ สร้างรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืน
- สิงคโปร์-จีนยกระดับความร่วมมือทางการเงิน ผ่านโครงการริเริ่มใหม่ด้านเงินหยวนและตลาดทุน
ลาวได้รับไฟเขียวส่งออกทุเรียนสดไปจีน คู่แข่งใหม่มาเลเซียและไทย

ลาวได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการให้เริ่มส่งออกทุเรียนสดไปยังประเทศจีน ส่งผลให้กลายเป็นชาติตะวันออกเฉียงใต้ล่าสุดที่กระโดดเข้ามาร่วมชิงส่วนแบ่งในตลาดทุเรียนขนาดมหึมาของจีน
สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีน (General Administration of Customs :GACC) ระบุในเว็บไซต์ว่า ลาวได้รับอนุญาตให้เริ่มส่งออกได้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยมีเงื่อนไขว่าการขนส่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืช
นักวิเคราะห์ระบุว่า ลาวอาจก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงในตลาดทุเรียนจีนที่นับวันจะยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้น เนื่องจากลาวได้เปรียบทั้งในด้านค่าแรงที่ถูก ข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ และความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แน่นแฟ้นกับจีน
บริษัทในลาวน่าจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผลไม้ที่ปกติมีราคาสูงนี้ได้ ด้วยปัจจัยหนุนจากค่าเช่าที่ดินและค่าแรงที่ต่ำ รวมถึงเส้นทางรถไฟที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานซึ่งเชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์ กับนครคุนหมิง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องโลจิสติกส์ ตามมาด้วยเรื่องแรงงาน” ลิม ชิน คี ที่ปรึกษาของ Durian Academy สถาบันในมาเลเซียที่ให้ความรู้แก่ผู้ปลูกทุเรียนกล่าว
ลิม ชิน คี กล่าวเสริมว่า รสชาติของทุเรียนจากลาวจะมีความแตกต่างจากทุเรียนที่ปลูกในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและเวียดนาม (ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำในตลาดจีน) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากมีรูปแบบปริมาณน้ำฝนที่คล้ายคลึงกัน
มากกว่า 90% ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่จีน ซึ่งผลไม้ที่มีหนามและกลิ่นเฉพาะตัวนี้มีมูลค่าสูงมากจนมักถูกนำไปใช้เป็นของขวัญในงานพิธีการ เช่น งานแต่งงาน ทุเรียนเพียงหนึ่งลูกที่มีน้ำหนัก 6 กิโลกรัม อาจมีราคาสูงถึง 200 หยวน (ประมาณ 28 ดอลลาร์สหรัฐ) ในจีน
ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า การนำเข้าทุเรียนของจีนสูงถึง 6.99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยประมาณ 57% มาจากไทย และ 38% มาจากเวียดนาม ส่วนกัมพูชา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีปริมาณการส่งออกที่น้อยกว่า
จีนได้ใช้การค้าเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอาเซียนมานานหลายปี ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนเรียกกลยุทธ์นี้ว่า “การทูตทุเรียน” (Durian Diplomacy) โดยภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อจีนมากขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ตึงเครียดขึ้น
ในระหว่างการเยือนลาวเมื่อเดือนตุลาคม 2024 นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ของจีน กล่าวว่า จีนจะร่วมมือกับลาวต่อไปเพื่อเปลี่ยนลาวจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land-locked) ให้กลายเป็นประเทศที่เชื่อมต่อทางบก (Land-linked) ผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative)
ราชิฟ บิสวาส ซีอีโอของบริษัทวิจัย Asia-Pacific Economics ในสิงคโปร์ ระบุว่า จีนช่วยให้ลาวส่งออกสินค้าเกษตรมากขึ้นผ่านเส้นทางรถไฟสายตรง “การตัดสินใจของจีนที่อนุญาตให้ลาวส่งออกทุเรียนสดจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างลาว-จีน รวมถึงความสัมพันธ์จีน-อาเซียนในวงกว้างในด้านการค้าสินค้าเกษตรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
บิสวาสกล่าวอีกว่า “การอนุมัติจากจีนถือเป็นการเสริมสร้างศักยภาพที่สำคัญของลาวในการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ของจีน”
ผู้ปลูกทุเรียนในลาวสำรวจโอกาสที่จะเข้าตลาดจีนมาระยะหนึ่งแล้ว สื่อของลาวรายงานในปี 2567 แต่ยังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้าในระดับที่ใหญ่ขึ้น ลาวตั้งเป้าหมายที่จะขยายอุตสาหกรรมนี้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันลาว มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 20,000 เฮกตาร์ โดยมีต้นทุเรียน 10,000 ต้นที่เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ส่วนเป้าหมายปี 2572 ตั้งเป้าเก็บเกี่ยวทุเรียนจากต้นทั้งหมดประมาณ 270,000 ต้น ซึ่งคาดว่าจะให้ผลผลิตรวม 24,300 ตัน
อินโดนีเซียประเดิมส่งออกทุเรียนแช่แข็งล็อตแรกไปจีนโดยตรง

สำนักงานกักกันสินค้าเกษตรแห่งอินโดนีเซีย (Indonesian Agricultural Quarantine Agency หรือ Barantin) ได้ทำพิธีปล่อยการส่งออกทุเรียนแช่แข็งล็อตแรกของประเทศ จำนวนรวม 48 ตัน มุ่งหน้าสู่ประเทศจีน โดยเริ่มขนส่งจาก ซีเตอเรป (Citereup) ใน โบโกร์ ชวาตะวันตก เมื่อวันที่15 ธันวาคม 2568
นายซาฮัต เอ็ม ปังกาเบอัน หัวหน้าหน่วยงาน Barantin ระบุว่า การขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์นี้มีมูลค่า 5.1 พันล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 305,971 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการลงนามในพิธีสารว่าด้วยการส่งออกทุเรียนแช่แข็งระหว่างอินโดนีเซียและสำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีน (General Administration of Customs of the People’s Republic of China :GACC) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568
“นี่คือความสำเร็จของการส่งออกทุเรียนแช่แข็งล็อตแรกจากอินโดนีเซียไปจีน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการอันยาวนานที่ต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรจำนวนมาก” นายปังกาเบอันระบุในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
ทุเรียนแช่แข็งเหล่านี้ผ่านกระบวนการแปรรูปในชวาตะวันตก และจะถูกส่งออกจากท่าเรือตันจุงปรียอกในจาการ์ตา ไปยังท่าเรือชิงเต่าของจีน
ก่อนหน้านี้ การส่งออกทุเรียนของอินโดนีเซียไปจีนไม่ได้ทำโดยตรง แต่ต้องส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำไปแปรรูปและบรรจุหีบห่อใหม่ก่อนจะส่งเข้าสู่ตลาดจีนอีกทอดหนึ่ง แต่ความริเริ่มแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับ GACC ในครั้งนี้ได้เปิดทางให้อินโดนีเซียสามารถส่งออกทุเรียนแช่แข็งได้โดยตรง
Barantin เผยสถิติการส่งออกทุเรียนของอินโดนีเซียช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 ว่า มีปริมาณการส่งออกรวม 10,162 ตัน (รวมทั้งแบบเนื้อล้วน, ทุเรียนกวน และผลสด) โดย 5 จุดหมายปลายทางหลัก ได้แก่ ไทย 6,003 ตัน จีน 2,574 ตัน มาเลเซีย 1,532 ตัน ฮ่องกง 15 ตัน และเยอรมนี 6 ตัน
ตลาดอื่นๆ คือ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ซาอุดีอาระเบีย, สาธารณรัฐเช็ก, เนเธอร์แลนด์, แคนาดา, สหรัฐอเมริกา และนอร์เวย์
นายอดิตยา ปราเดโว เลขาธิการสมาคมผู้ปลูกทุเรียนอินโดนีเซีย (Indonesian Durian Plantation Association หรือ Apdurin) ให้ข้อมูลว่า ตลาดทุเรียนในจีนมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 128 ล้านล้านรูเปียะฮ์) ต่อปี
ด้วยทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมของอินโดนีเซีย เช่น Bawor, Super Tembaga และ Namlung อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะชิงส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ 5–10% ซึ่งจะสร้างรายได้เข้าประเทศได้ถึง 6.4 – 12.8 ล้านล้านรูเปียะฮ์ต่อปี
ปัจจุบันราคาทุเรียนในจีนสูงกว่าราคาในท้องถิ่นของอินโดนีเซียถึง 5-7 เท่า ซึ่งถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่มหาศาลสำหรับทั้งเกษตรกรและผู้ส่งออก
การส่งออกตรงไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ แต่ยังมีประโยชน์โดยตรงให้กับผู้ผลิตในประเทศอีกด้วย
อินโดนีเซียยืนยัน “ไม่นำเข้าข้าวอุตสาหกรรม” ในปี 2569

กระทรวงประสานงานด้านความมั่นคงทางอาหารได้ประกาศว่า อินโดนีเซียจะไม่มีการนำเข้าข้าวทั้งเพื่อการบริโภคหรือเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม โดยระบุว่าความต้องการภายในประเทศทั้งหมดสามารถตอบสนองได้ด้วยผลผลิตในท้องถิ่น
“ทุกอย่างสามารถเติมเต็มได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง” นายทาทัง ยูลิโอโน รองฝ่ายประสานงานการค้าและการกระจายสินค้า กระทรวงประสานงานด้านความมั่นคงทางอาหาร กล่าว เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568
นายทาทังกล่าวหลังการประชุมประสานงานระดับรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ นายซุลกิฟลี ฮาซัน รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงทางอาหาร, นายบูดี ซานโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางอามาเลีย อดินิงการ์ วิดยาซันติ หัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติ (BPS) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆ
นายทาทังระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เคยเสนอขออนุมัตินำเข้าข้าวเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมจำนวน 380,952 ตัน สำหรับปีหน้า อย่างไรก็ตามที่ประชุมไม่เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลเชื่อมั่นว่าผลผลิตในประเทศจะเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในปี 2569
นายทาทังยังเน้นย้ำว่า อินโดนีเซียจะไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน โดยนโยบายนี้บังคับใช้ทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่เขตการค้าเสรี (Free Trade Zones) เช่น เมืองซาบัง ในจังหวัดอาเจะห์
“จะไม่มีการอนุญาต โดยพื้นฐานแล้วอินโดนีเซียสามารถพึ่งพาตนเองด้านข้าวได้แล้ว และจะไม่มีการนำเข้าเพื่อการบริโภคโดยเด็ดขาด” นายทาทังกล่าว
นายทาทังกล่าวต่อว่า รัฐบาลจะจัดประชุมพิจารณาภาวะสมดุลสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Balance Meeting) อีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายนำเข้าอาหารสำหรับปี 2569
อินโดนีเซียโชว์ความสำเร็จ ผลิตข้าว-ข้าวโพดในประเทศ 100% ไม่นำเข้าปี 2568

อินโดนีเซียรายงานว่าประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเอง (Self-sufficiency) ในธัญพืชหลักอย่างข้าวและข้าวโพดได้เป็นครั้งแรก โดยผลผลิตในประเทศสามารถตอบสนองความต้องการทั่วประเทศได้ทั้งหมด และมีผลให้สามารถไม่ต้องนำเข้าได้ในปี 2568 ตามข้อมูลของรัฐบาล
ทางการอินโดนีเซียส่งสัญญาณความตั้งใจที่จะรักษาตัวเลข “การนำเข้าข้าวและข้าวโพดเป็นศูนย์” ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 และจะจัดสรรทรัพยากรไปมุ่งเน้นที่สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอยู่ เช่น ถั่วเหลือง, ข้าวสาลี และน้ำตาลทรายขาว ซึ่งยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอในประเทศ
ข้อมูลจากโปรแกรมสุ่มตัวอย่างพื้นที่ของสำนักงานสถิติอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวรวมตลอดปี 2568 จะอยู่ที่ 34.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.54% จากประมาณ 30 ล้านตันปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติการเก็บเกี่ยวที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ปริมาณสำรองในคลังของรัฐ แตะระดับประมาณ 4 ล้านตัน ในช่วงกลางปี ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยได้ถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
คลังข้าวสำรองของรัฐบาล สามารถจัดหาข้าวได้มากกว่าความต้องการของช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่มใน 3 จังหวัดพร้อมกันถึง 3 เท่า ได้แก่ จังหวัดอาเจะห์, สุมาตราตะวันตก และสุมาตราเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่สี่ของเดือนพฤศจิกายน 2568
กระทรวงเกษตรยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวลดลงจาก 650 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เหลือเพียง 340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากการยุติการนำเข้าของอินโดนีเซีย ส่งผลให้หลายประเทศพยายามล็อบบี้เพื่อให้อินโดนีเซียกลับมาซื้อข้าวของพวกเขาอีกครั้ง
ในปี 2567 อินโดนีเซียยังคงมีการนำเข้าข้าวสูงถึง 4.5 ล้านตัน ดังนั้นนโยบายการระงับนำเข้าข้าวในปี 2568 จึงเป็นการยืนยันถึงทิศทางใหม่ของอธิปไตยทางอาหารแห่งชาติ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต และรองประธานาธิบดี ยิบราน รากาบูมิง รากา
ผลผลิตข้าวโพด ปรับตัวสูงขึ้น และตอบสนองความต้องการทั้งในด้านอาหารและอาหารสัตว์ได้ ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมปลายน้ำที่สำคัญอย่างสัตว์ปีกและไข่ โดยคาดว่าผลผลิตจะเข้าแตะระดับ 4 ล้านตัน ภายในสิ้นปี 2568
ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารในวงกว้าง โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญดังนี้
- การดำเนินการเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้เกษตรกร รัฐบาลได้ปรับขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคารับซื้อข้าว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเพาะปลูกและช่วยให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
- การปฏิรูปเกษตรกรรม รัฐบาลของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ และการพัฒนาที่ดินโดยเฉพาะใน เกาะกาลิมันตัน
- การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่: มีการดึงตัวผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตร และนำนวัตกรรมมาใช้ เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) และการใช้ โดรน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการสนับสนุนปัจจัยการผลิตอย่างการกระจายปุ๋ยอย่างทั่วถึง
ในอดีต อินโดนีเซียต้องนำเข้าข้าวเป็นจำนวนหลายล้านตันต่อปี ซึ่งสร้างภาระงบประมาณมหาศาล โดยในปี 2567 (ช่วงมกราคม-กันยายน) อินโดนีเซียต้องนำเข้าข้าวคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การบรรลุเป้าหมายพึ่งพาตนเองในปีนี้จึงช่วยลดแรงกดดันทางการคลังจากการนำเข้าได้อย่างมหาศาล
อินโดนีเซียเตรียมยกระดับเศรษฐกิจชายฝั่ง ทุ่มสร้าง “หมู่บ้านประมงสีแดงขาว” 1,000 แห่ง

อินโดนีเซียประกาศแผนสร้างหมู่บ้านประมง “สีแดงขาว” (Red and White) จำนวน 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนชายฝั่ง โดยเป็นการขยายผลจากโครงการนำร่องที่เริ่มขึ้นในปีนี้ ตามแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐบาลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา( 20 ธันวาคม 2568)
นายดิดิต เฮอร์ดิอาวัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมง เปิดเผยระหว่างการลงพื้นที่หมู่บ้านตูกัก (Tukak) ในจังหวัดบังกาเบลีตุง ว่า ปัจจุบันทางกระทรวงฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างหมู่บ้านเป้าหมายไปแล้ว 65 แห่ง จากเป้าหมาย 100 แห่งภายในปี 2568 และจะเพิ่มอีก 35 แห่งในเร็วๆ นี้
เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการยกระดับชุมชนประมงพื้นบ้านด้วยการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับห่วงโซ่อุปทานการประมงอย่างครบถ้วน ซึ่งรวมถึง ห้องเย็น (Cold Storage) โรงน้ำแข็ง ตลาดปลา และ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ
หมู่บ้านนำร่อง 100 แห่งในปีนี้จะเป็นต้นแบบก่อนที่จะขยายผลครั้งใหญ่ในปี 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจาก สหกรณ์สีแดงขาว (Red and White Cooperatives) ของรัฐบาล เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่น
หมู่บ้านตูกักถูกใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบ โดยมีการจัดตั้ง สถานีบริการน้ำมันสำหรับชาวประมงโดยเฉพาะ เพื่อช่วยลดต้นทุนในการออกเรือและเพิ่มผลิตภาพให้กับภาคการประมงในพื้นที่
เงินทุนสำหรับสถานีบริการน้ำมันเหล่านี้มาจากสหกรณ์สีแดงขาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเติบโตของรายได้และยกระดับสวัสดิการของประชาชนในหมู่บ้านชายฝั่งและชุมชนริมชายหาด
“ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสวัสดิภาพและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหมู่บ้านชายฝั่งและชุมชนริมฝั่งทะเล” นายดิดิตกล่าว
เวียดนามเปิดตัว 234 เมกะโปรเจกต์ สร้างรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวียดนามได้มีการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์และเปิดตัวโครงการสำคัญ 234 โครงการพร้อมกันทั่วประเทศอย่างยิ่งใหญ่
การเปิดตัวโครงการยุทธศาสตร์ครั้งนี้จัดขึ้นใน 34 จังหวัดและเมืองทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมฉลองการประชุม National Emulation Congress (การประชุมระดับชาติที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์)ครั้งที่ 11 และการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติ (National Party Congress) ครั้งที่ 14
ในบรรดาโครงการทั้งหมด แบ่งเป็น โครงการเริ่มก่อสร้าง 148 โครงการ โครงการที่กำลังจะเริ่มและผ่านการพิจารณาทางเทคนิค 86 โครงการ ซึ่งเป็น 38 โครงการจากกระทรวงและทบวงกรม 39 โครงการจากรัฐวิสาหกิจและบรรษัทของรัฐ และ 157 โครงการภายใต้การดูแลของส่วนท้องถิ่น
มูลค่าการลงทุนรวม: สูงกว่า 3.4 พันล้านล้านด่อง (ประมาณ 1.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมาจากงบประมาณรัฐราว 18% (627 ล้านล้านด่อง) และอีก 82% (2.79 พันล้านล้านด่อง) มาจากแหล่งเงินทุนนอกงบประมาณ
พิธีดังกล่าวจัดขึ้นทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์รวม 79 จุดทั่วประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 79 ปี National Resistance Day (วันที่ชาวเวียดนามลุกขึ้นต่อต้านเพื่อเอกราชแห่งชาติ 19 ธันวาคม 1946 – 2025)
โครงการที่น่าสนใจ รวมถึง การวางศิลาฤกษ์โครงการพัฒนาพื้นที่เมืองสำหรับกีฬาโอลิมปิก ( Olympic Sports Urban Area) ในกรุงฮานอย การปล่อยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ภายใต้โครงการ สนามบินนานาชาติลองถั่น (Long Thanh) ระยะที่ 1 การเริ่มก่อสร้างโครงการ รถไฟสายหล่าวกาย–ฮานอย–ไฮฟองช่วงแรก และการวางศิลาฤกษ์โครงการ ถนนเลียบแม่น้ำแดง (Red River Landscape Boulevard) ในกรุงฮานอย
โครงการสำคัญเหล่านี้ครอบคลุมภาคส่วนสำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม, พลังงาน, การพัฒนาเมือง, การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (Digital Transformation), อุตสาหกรรม, เกษตรกรรม, สาธารณสุข และการศึกษา หลายโครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโต ช่วยเชื่อมโยงศูนย์กลางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มผลิตภาพทั่วประเทศ
โครงการสำคัญ 234 โครงการนี้ มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
โครงการเรือธงด้านการคมนาคม ทั้งทางด่วน สนามบิน ท่าเรือ และรถไฟ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค ส่งเสริมการค้าและการลงทุน และสร้างระเบียงการพัฒนาใหม่ๆ ซึ่งจะสนับสนุนทั้งเศรษฐกิจในประเทศและยกระดับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกของเวียดนาม
โครงการเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ได้แก่ การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุตสาหกรรมการผลิตไฮเทค และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามพันธสัญญาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โครงการเหล่านี้ยังก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างมากต่อการพัฒนาสังคม เพราะจะสร้างงานหลายล้านตำแหน่ง ปรับปรุงการเข้าถึงบริการสาธารณะ ลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านโครงการด้านสาธารณสุขและการศึกษาที่ทันสมัย
ความสำเร็จของ 234 โครงการนี้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นแรงส่งสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างรากฐานที่มั่นคงให้เวียดนามบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเป็น ประเทศที่มีรายได้สูง และก้าวไปสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในอนาคต
สิงคโปร์-จีนยกระดับความร่วมมือทางการเงิน ผ่านโครงการริเริ่มใหม่ด้านเงินหยวนและตลาดทุน

สิงคโปร์และจีนได้ประกาศโครงการริเริ่มชุดใหม่ด้านการเงินและตลาดทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน ขยายช่องทางการลงทุน และกระชับความร่วมมือระหว่างทั้งสองตลาดให้ลึกยิ่งขึ้น
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore :MAS) ประกาศโครงการริเริ่มใหม่ด้านตลาดการเงินและตลาดทุนเพื่อกระชับความร่วมมือกับประเทศจีน โดยมีการประกาศในระหว่างการประชุมสภาความร่วมมือทวิภาคี (Joint Council for Bilateral Cooperation – JCBC) ครั้งที่ 21 ณ นครฉงชิ่ง ประเทศจีน ซึ่งมีนายกัน กิม หย่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ และนายติง เซวียเสียง รองนายกรัฐมนตรีจีน เป็นประธานร่วม
โครงการริเริ่มที่สำคัญประกอบด้วย
การแต่งตั้ง DBS Bank เป็นธนาคารชำระดุลเงินหยวน (RMB Clearing Bank) แห่งที่สองของสิงคโปร์ ต่อจากธนาคาร ICBC สาขาสิงคโปร์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นแห่งแรกในปี 2556 การตั้ง DBS จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของตลาดเงินหยวนออฟชอร์ (Offshore RMB) ในสิงคโปร์ และอำนวยความสะดวกในการใช้เงินหยวนเพื่อการค้า การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ตามความต้องการของภูมิภาค
การสนับสนุนการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เป็นตลาดหลักทรัพย์รอง (Secondary Listing) ของบริษัทหุ้น A-share ซึ่ง MAS และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีน ( China Securities Regulatory Commission:CSRC) แสดงการสนับสนุนให้บริษัทจีนมาจดทะเบียนรองในสิงคโปร์ เพื่อเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศและขยายช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดย MAS และ SGX จะขยายกรอบการทำงานรวมถึงลดขั้นตอนข้อกำหนดด้านหนังสือชี้ชวนสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นและเซี่ยงไฮ้
การเริ่มข้อตกลงตลาดพันธบัตรนอกกระดาน (OTC Bond Market) ผ่าน Bank of China และ DBS Bank ข้อตกลงนี้ช่วยให้ธนาคารที่ได้รับมอบหมายในสิงคโปร์สามารถให้บริการนักลงทุนสถาบันในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้บางประเภทในตลาดพันธบัตรระหว่างธนาคารของจีน (China Interbank Bond Market) ซึ่งจะช่วยเสริมจุดแข็งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางตราสารหนี้และการบริหารสินทรัพย์ และย้ำบทบาทในการเป็นประตูสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในเอเชีย
การเปิดตัวโครงการนำร่อง e-CNY สำหรับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ โครงการนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์สามารถเปิดและเติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัล e-CNY ได้จากในสิงคโปร์ เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศจีน เพิ่มความสะดวกในการชำระเงินข้ามพรมแดน
ความคืบหน้าในด้านอื่นๆได้แก่
ความร่วมมือด้านการเงินสีเขียวข้ามพรมแดน ผ่านคณะทำงานด้านการเงินสีเขียวสิงคโปร์-จีน (Singapore-China Green Finance Taskforce) โดย MAS และธนาคารกลางจีน (PBC) จะร่วมกันปรับปรุงมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกัน(Common Ground Taxonomy) เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันของมาตรฐานการเงินสีเขียวระหว่างสองประเทศ
ความร่วมมือด้านดัชนีและกองทุน ETF ต่อเนื่องจากความสำเร็จของดัชนี CSI SGX Emerging Asia Technology ในปี 2567 ล่าสุดได้มีการเปิดตัวดัชนี CSI SGX Asia 100 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยทั้งสองประเทศจะผลักดันการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ETF ใหม่ๆ ภายใต้ความร่วมมือเชื่อมโยง ETF สิงคโปร์-จีน
MAS ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับปรับปรุงว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินภายใต้โครงการริเริ่มเชิงยุทธศาสตร์สิงคโปร์-จีน (ฉงชิ่ง) หรือ CCI เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือการเงินข้ามพรมแดน นวัตกรรม FinTech และการเงินสีเขียว เชื่อมโยงบริการทางการเงินระหว่างภูมิภาคตะวันตกของจีน สิงคโปร์ และอาเซียน
นายเจีย เต๋อ จวิน กรรมการผู้จัดการของ MAS กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความเชื่อมโยงทางการเงินที่ลึกขึ้นระหว่างสิงคโปร์และจีนได้สนับสนุนการเติบโตของการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อแรงขับเคลื่อนนี้ผ่านโครงการริเริ่มใหม่ๆ และความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของสถาบันการเงินของเราทั้งในด้านการธนาคารและตลาดทุน”




