อีสานอำพราง เรื่องที่ไม่ได้เล่า

ธัญสก พันสิทธิวรกุล

เขียนเองก็จะเขิน ๆ หน่อย ฉบับนี้จึงขออนุญาตใช้ชื่อจริงใช่ฮะเพราะกำลังจะเล่าสิ่งที่ไม่ได้เล่าในหนังของผมเอง “อีสานอำพราง (IsanOdyssey)” ซึ่งกำกับภาพโดย ภีศเดช คัมภิรานนท์, พัศรวินทน์ กุลสมบูรณ์และธนกร โชคหิรัญกาญจน์ แต่ผมคงไม่อยากเล่าในมุมอวยหนังตัวเอง

เลยเอาเป็นว่าจะเล่าเบื้องหลังงานอาร์ตที่มันนอกสายตาในหนังเรื่องนี้หรือแม้จะเห็นอยู่ตำตา แต่ก็อาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ขออนุญาตเล่าเฉพาะที่เล่าได้เท่านั้นบางเรื่องก็ปล่อยเอาไว้เป็นปริศนาให้ได้บริหารสมองบ้าง

Isan Odyssey (อีสานอำพราง)

“อีสานอำพราง” เป็นสารคดีที่อิงไอเดียตั้งต้นมาจากอาจาย์ถนอม ชาภักดี นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการศิลปินและนักวิจารณ์ศิลปะผู้เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 27 มิถุนายน 2022 แต่ผมไม่เคยรู้จักอ.ถนอมเป็นการส่วนตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือก่อน อ.ถนอมจะเสียชีวิตน่าจะราวสักเกือบปี เขาได้ไปปรึกษาพี่หมูหรือคุณกฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ผู้ร่วมก่อตั้งด็อคคลับ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ อีสานอำพราง โดยอ.ถนอมเล่าถึงไอเดียว่า“ผีบุญ” เกี่ยวข้องกับ “หมอลำ” อย่างไรแต่คนที่ถูกเสนอตัวให้ไปฟังไอเดียจากปากอ.ถนอม ไม่ใช่ผมแม้ผมจะบังเอิญสแลนไปอยู่โต๊ะข้าง ๆ นั่นด้วย

อ.ถนอม (เสื้อแดง) คุณกฤตวิทย์ (เสื้อดำ) ส่วนผมนั่งยกแก้วอยู่ขอบร้านไกล ๆอ้วน ๆ

เวลาผ่านไปสักพักราว 3-4 เดือนก่อนอ.จะเสียชีวิต เขาแอดเฟซบุ๊กมาหาผมแต่ผมไม่ได้รับแอดกระทั่งไม่นานจากนั้นผมถึงได้ทราบข่าวร้ายพร้อมกับทุกคนเกี่ยวกับการจากไปของเขาหลังจากนั้นไม่นานคุณกฤตวิทย์ก็ทักมาถามผมว่ามีไอเดียจะทำสารคดีเรื่องใหม่มั้ย เราโยนไอเดียกันไปมาพักใหญ่ แล้วผมก็นึกถึงเรื่องที่อ.ถนอมเล่าให้พี่หมูฟังหนังจึงถูกถักทอต่อยอดมาแต่นั้น โดยไอเดียส่วนของอ.ถนอมคือเรื่องของ หมอลำกับ ผู้มีบุญ ที่ภายหลังถูกเรียกอย่างเกลียดชังว่า “กบฏ”(อันเป็นดั่งใบอนุญาตฆ่าในฐานะผู้ทรยศแผ่นดิน) และเหยียดหยามว่า “ผี”(คำยุยงให้กลายเป็นสิ่งน่าหวาดกลัวรังเกียจสมควรถูกขจัดปัดเป่าทิ้ง) หรือ “กบฏผีบุญ”

ส่วนไอเดียครึ่งหลังเป็นของผม ที่ผมตั้งคำถามเกี่ยวกับฮีโร่ที่ทุกคนยกย่องแต่ไม่รู้จัก หนึ่งนั้นคือ จิตร ภูมิศักดิ์ และอีกหนึ่งคือศพปริศนา 2 หรือ 3 ศพ ในแม่น้ำโขงที่ข้อมูลสับสนทำให้เรางงงวยว่าศพไหนเป็นของใครและมีกี่ศพกันแน่ แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือพวกเขาถูกฆาตกรรม และคนร้ายพ้นผิด ลอยนวล ไปจนถึงบางคนได้รับรางวัลยศถา แต่คนตายถูกกระทำให้ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

รายละเอียดในหนังเรื่องนี้มีเยอะแยะจุกจิก และบางอย่างผมไม่อยากเฉลยในบทความนี้ผมจึงขอเอ่ยถึงเพียง 2 สิ่ง

ฮูปแต้ม สิม วัดไชยศรี

ฮูป(รูป)แต้ม(เขียน) บนผนัง สิม(โบสถ์ มาจากคำบาลี-สันสกฤต “สีมา” หรือ“พัทธสีมา” เขตที่กำหนดให้ทำสังฆกรรม หรือ อุโบสถ หลักฐานบางชิ้นอ้างว่า สิมคือหอไตร จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แต่คือโบสถ์) วัดไชยศรี ฮูปแต้มไม่ได้มีแค่วัดนี้แต่ที่เราเลือกวัดนี้เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ใน บ้านสาวะถี ตำบลสาวะถี อำเภอเมืองขอนแก่น อันเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าของผู้มีบุญในหมู่บ้านนี้ ที่ใช้เพลงลำ กลอน คำทำนายเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ ผู้นั้นคือ พ่อใหญ่ โสภาพลตรี ดังนั้นความตั้งใจเดิมคือนอกจากเราจะถ่ายที่วัดไชยศรีแล้ว

เรายังรู้มาอีกว่าวัดใกล้ ๆ กันที่เดินเท้าได้ภายในแปดนาทีที่ชื่อ วัดโพธิ์ชัยยังเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพ่อใหญ่โสภา อีกด้วย ทว่าขณะที่เราถ่ายทำเรากลับพบว่าความจริงไม่เป็นดังดิติทัลฟุตปรินท์บนเว็บไซต์เพราะรูปปั้นของพ่อใหญ่ถูกย้ายออกไปแล้ว คำถามคือ ไปอยู่ไหน(หาคำตอบได้ในหนัง)

ที่เอ่ยเอิ้นเยิ่นเย้อไม่ใช่สาระของบทความนี้ที่ต้องการจะสโคปไปยังลวดลายของฮูปแต้มนี้ ถ้าใครได้ดูหนังจะพบว่าผมจงใจจะไม่ถ่ายภาพรวมของกำแพงวัดแต่เจาะโฟกัสไปเฉพาะจุดที่ต้องการให้เห็น เรื่องเล่าบนฮูปแต้มไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในหนังแต่อย่างใด แต่น่าสนใจมากว่าบางครั้งจู่ ๆมันก็มาสัมพันธ์กันกับเพลงลำในเรื่องโดยไม่ได้นัดหมายชนิดที่ตัวผมเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน จนได้ไปเห็นลวดลายนั้นด้วยตาตนเอง

ผมจึงนำสิ่งที่เห็นนั้นมาตัดต่อรวมกับสิ่งที่วางแผนการถ่ายทำเอาไว้ล่วงหน้าโดยภาพบางภาพนั้นก็อย่างเช่น

แต่สิ่งที่ผมไม่ได้เล่าในหนังเรื่องนี้คือ ลวดลายเหล่านี้เป็นเรื่องของ สินไซ หรือสังข์ศิลป์ชัย วรรณกรรมลาวสำคัญเรื่องหนึ่งอันถือเป็นมหากาพย์ยิ่งใหญ่ประจำชาติลาว คล้าย ๆกับไทยมีรามเกียรติหรือขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องแพร่หลายในลาวตลอดจนภาคอีสานของไทย มีการเล่าผ่านกลอนลำต่อ ๆกันมาผ่านหมอลำ นักวิชาการเชื่อว่าแต่งขึ้นราวพุทธศตรวรรษที่ 22-23 (ค.ศ.1558-1657 ราวสมัยราชวงศ์ปราสาททองและบ้านพลูหลวง)

สังข์ศิลป์ชัยเป็นโอรสของท้าวเจืองกับนางพิมพ์ แต่ถูกปองร้ายตั้งแต่ยังไม่เกิดพระนางถูกใส่ร้ายจนถูกเนรเทศ ระหว่างคลอดก็ได้ลูกชายมีรูปร่างคล้ายหอยสังข์จึงตั้งชื่อว่า “สังข์ศิลป์ชัย” เด็กน้อยถูกทอดทิ้งแต่ได้รับการเลี้ยงดูจากฤๅษีและสัตว์ป่า ต่อมาได้ออกเดินทางผจญอุปสรรคมากมาย ใช้ไหวพริบ ความซื่อสัตย์ และคุณธรรมเอาชนะ

สังข์ศิลป์ชัยแสดงฝีมือและสติปัญญาเหนือใคร ๆได้แสดงความกล้าหาญจนกษัตริย์หลายเมืองยอมรับท้ายที่สุดได้กลับไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพระมารดา และทวงสิทธิ์ในราชบัลลังก์เรื่องจบลงด้วยความสุข มารดาพ้นมลทิน บิดามารับคืนและสังข์ศิลป์ชัยได้ครองเมือง เป็นการย้ำคุณธรรมว่า ความดี ความซื่อสัตย์และสติปัญญา ย่อมชนะเล่ห์กลและความอิจฉา

มหากาพย์เรื่องนี้มีความยาวเป็นพัน ๆ คำกลอน บางฉบับสามพันบางฉบับยาวเกินห้าพันคำกลอน นักวิชาการ เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม เคยระบุว่าสังข์ศิลป์ชัย เป็นวรรณคดีลาวที่ยาวที่สุดเรื่องหนึ่งฉบับตีพิมพ์โดยรัฐบาลลาวรวบรวม (และองค์การยูเนสโกยกย่อง) มีประมาณ4,000–6,000 บทกวี ถือเป็นมหากาพย์แห่งชาติลาวอย่างเป็นทางการ

แต่สังข์ศิลป์ชัย กับสินไซมีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อยเนื่องจากมันถูกเติมแต่งระหว่างทางอันเป็นปกติของเรื่องเล่าแบบมุขปาถะ(ปากต่อปาก) อาทิ สินไซเป็นโอรสของท้าวแถนกับนางพิมพ์ใส่ (บางฉบับว่าเป็นหลานกษัตริย์)เกิดมาพร้อมพี่น้องฝาแฝด แต่ตนเองมีพลังพิเศษ เน้นการออกเดินทางไปช่วย “นางสีดา” ที่ถูกยักษ์กุมภัณฑ์จับไป คล้ายมหากาพย์กอบกู้บ้านเมืองสินไซกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีปณิธานช่วยผู้อื่นมากกว่าตัวเองเน้นความกล้าหาญและความเสียสละเพื่อผู้อื่น นำไปสู่ชัยชนะ

อีกประการ หากสังเกตกลอนลำทำนายที่ส่งต่อกันมานั้นจะเล่าถึงในภาษาอังกฤษผมใช้คำว่า future Buddha แต่เนื้อเพลงกลอนลำใช้คำว่า พระยาธรรมิกราชอันเป็นคำที่ปรากฎในตำนานลาว-อีสาน ว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกอนาคตจะมาพร้อมกับพระศรีอาริย์ในยุคเข้าสู่กัลป์ใหม่ (และยุคนี้คือมิคสัญญีช่วงสงครามฝุ่นตลบ) ธรรมิกราชา คือ พระราชาผู้ปกครองด้วยธรรมสร้างความสงบสุขเตรียมแผ่นดินให้พร้อมเมื่อพระศรีอาริย์ลงมาตรัสรู้ ในคติลาวคือกษัตริย์คู่บารมีพระศรีอาริย์(หรือพระพุทธเจ้าแห่งอนาคต) และนักวิชาการส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า สินไซคือภาพแทนพระโพธิสัตว์ที่ในอนาคตจะเป็นพระศรีอาริย์ หรือก็หมายความว่าซินไซคือ ปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า ก่อนจะกลายเป็นพระศรีอาริย์นั่นเองมีหน้าที่กอบกู้โลก และเป็นต้นแบบแห่งธรรมิกราช

วัดไชยศรี เดิมถูกสร้างราวปีพ.ศ.2443 เว็บไซต์ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น “ระบุว่าช่างพื้นบ้านชาวมหาสารคาม ชื่อ นายทองทิพย์ชา เป็นผู้เขียนฮูปแต้มทั้งภายในและภายนอก” หากสิมถูกสร้างปี 2443 สันนิษฐานว่าฮูปแต้มน่าจะถูกเขียนหลังจากนั้นไม่นานและเป็นไปได้ว่าอาจมีอายุราว 125 ปีในปัจจุบัน

โกย่า

ในคอลัมนี้ผมเคยเขียนถึงโกย่าไปแล้วครั้งหนึ่งคือ ฟรานซิสโก โกย่า (1746-1828) จิตรกรและช่างพิมพ์ชาวสเปน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่” เพราะงานของเขาเชื่อมโยงระหว่างศิลปะแบบเก่า (Old Masters)กับแนวทางใหม่ (Modern art) เขาอยู่ระหว่างโลกยุคเก่าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่และภาพสองภาพที่ปรากฎบนลายเสื้อนี้ คือThe Disasters of War / Los desastres de la guerra (1810-1820) ชุดภาพพิมพ์โลหะด้วยเทคนิคกัดกรดแบบ Intaglio จำนวน 82 ภาพ เป็นภาพที่โกย่า ผลิตในช่วงที่หูเกือบหนวกเมื่ออายุ 62 ปี และไม่เคยถูกตีพิมพ์เลยจนโกย่าสิ้นชีพไปแล้ว 35 ปี คือเพิ่งจะมาพิมพ์ในปี 1863ซึ่งคาดกันว่าโกย่าไม่สามารถตีพิมพ์ภาพที่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์นี้ได้เพราะมีนัยยะแขวะผู้มีอำนาจในเวลานั้น

จริง ๆ แล้วภาพชุดนี้ไม่ได้ชื่อชุดแบบนี้เพราะมันไม่เคยถูกตั้งชื่อ ชื่อชุดนั้นตามมาภายหลังจากเผยแพร่ไปแล้วแต่บนกล่องรวบรวมผลงาน โกย่าเขียนเอาไว้ว่าผลที่ตามมาอันร้ายแรงจากสงครามนองเลือดของสเปนกับโบนาปาร์ตและภาพเสียดสีอื่น ๆ ( Fatales consequencias de la sangrienta guerra enEspaña con Buonaparte, Y otros caprichos enfáticos)

นักประวัติศาสตร์ศิลป์กล่าวว่าโกย่าได้แตกหักจากขนบการวาดภาพหลายอย่าง เขาปฏิเสธความยิ่งใหญ่แบบโอ้อวดของงานศิลปะสงครามสเปนส่วนใหญ่ก่อนหน้า เพื่อแสดงผลกระทบของความขัดแย้งต่อปัจเจกบุคคล นอกจากนี้เขายังละทิ้งการใช้สีเพื่อหาความจริงที่ตรงไปตรงมามากขึ้นซึ่งเขาพบในแสงและเงา

ภาพชุดนี้แบ่งเป็นสามช่วง โดยสองภาพที่ปรากฎในอีสานอำพราง อยู่ในช่วง 47ภาพแรก อันมีเนื้อหามุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์ต่าง ๆ จากสงครามและแสดงให้เห็นผลกระทบของความขัดแย้งต่อทหารและพลเรือนในระดับปัจเจกบุคคล

ภาพสองภาพนี้มีชื่อว่า Caridad (No. 27, “Charity”) และ Grande hazaña! Conmuertos! (No. 39, “A heroic feat! With dead men!”) โกย่านำเสนอสิ่งคู่ตรงข้ามด้วยชื่อภาพและสิ่งที่อยู่ในภาพที่ไม่สอดคล้องหรือขัดแย้งกัน อันเป็นนัยยะเสียดสีความการุณ/ความทารุณ พระเอก-วีรกรรม/ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แม้ผลงานเหล่านี้ของโกย่าจะเป็นผลงานต่อต้านสงครามแต่ไม่เคยมีผลกระทบต่อจิตสำนึกของชาวยุโรปในช่วงเวลาที่มันถูกผลิตเพราะกว่าที่มันจะปรากฎสู่สายตาชาวโลกและถูกตีความก็ผ่านเวลาไปนานกว่าสองชั่วอายุคน

ผมน่าจะบอกอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้เนื่องจากภาพสองภาพนี้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลาว ก่อนที่ภาพนี้จะปรากฎบนจอและอีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในน้ำโขง หลังจากที่ภาพนี้ปรากฏไปแล้วอยากทราบว่าคืออะไรสามารถติดตามได้ในหนัง

สุดท้ายผมขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยบางส่วนจากสิ่งที่ถูกโพสต์ บนเพจ Isaander ที่ทำเอาผมน้ำตารื้นเมื่อคืนนี้ ความว่า

‘อีสานอำพราง (Isan Odyssey) – จดหมายน้อยฉบับนี้ถึงถนอม ชาภัคดีในวันที่อีสานถูกกล่าวเล่า ‘พ่อตู้หนอมตายมาแล้ว 3 ปี นอกจากเลี่ยม ๆกับแว่นกลม ๆ แล้ว กะเสียดายคนที่วิจารณ์งานศิลปะแบบตรงไปตรงมาที่บ่มีผุไดคือเล่า’

ภาพยนต์สารคดีเรื่องนี้ “จากแนวคิดตั้งต้นของ ถนอม ชาภักดี” คือเครดิตหนึ่งที่ขึ้นในเรื่องนี้ อีสานอำพราง (IsanOdyssey) เป็นต้นทางของภาพยนต์สารคดีรสชาติไม่คุ้นชินตามขนบทั่วไปของไทยเราเรื่องนี้ …ที่ได้แนวคิดแรกมาจาก ถนอม ชาภัคดีที่มักพูดถึง Collective art ซึ่งผู้กำกับก็บอกว่าไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วความหมายของถนอม จะหมายความว่าอย่างไรเช่นกัน

อีสานอำพราง กับชื่อภาษาอังกฤษ IsanOdyssey ไม่แน่ชัดว่ามันจะเป็นความหมายไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่ แต่ทั้งสองชื่อเป็นการบ่งบอกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างดี

‘อีสานอำพราง’เล่าถึงสิ่งที่ใครอำพรางอีสานไว้ให้ขึ้นมาพูดถึงในรูปแบบของภาพยนตร์สารคดีหมอลำ,แคน,ผีบุญ,ความตายของจิตร ภูมิศักดิ์ ,คอมมิวนิสต์,การพัฒนาอีสาน,คนเสื้อแดง,การข้ามโขงไปยุคอาณานิคม,การฆ่ายัดแท่งปูนที่แม่น้ำโขง สิ่งเหล่านี้ถูกเล่าข้อมูลอีกด้านของรัฐไทย ที่ไม่มีในตำราเรียนและบางอย่างถูกทำให้หาย หรือหลบซ่อนไว้ไม่ให้เจอ ผ่านการเล่าเรื่องแบบOdyssey การเดินทางอย่างยาวนานของภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยลีลาการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงม่วนซื่นแบบคนอีสานที่แม้ผู้กำกับไม่ใช่คนภาคอีสาน แต่ขอชื่นชนกับความสนุกนี้

...สิ่งที่น่าชื่นชมกับความกล้าอีกอย่างของผู้กำกับ รวมไปถึงโปรดิวเซอร์ ผู้ให้ทุนทีมงาน คือการขยายเขตของเรื่องเล่าออกไปในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะสารคดี วิธีการเล่ากับสัญญะที่ซ่อนอยู่ เส้นแบ่งความจริง ความลวงหรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าที่เราเชื่อว่า เราสามารถตั้งคำถามได้เสมอหรือไม่ หรือแม้กระทั่งอะไรคือเรื่องเล่า ได้ต่อสู้กับเรื่องเล่าจากรัฐไทยผ่านหน้ากระดาษหนังสือเรียน เพลงชาติ ภาพยนตร์ และสารคดี ในช่องทีวีที่พยายามสร้างภาพจำและการบอกให้เชื่อว่านี้คือเรื่องจริง

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง อีสานอำพราง (Isan Odyssey) ก็ได้ทำหน้าที่ของสารคดีเล่าเรื่องว่า ‘อิหยังคือสารคดี’ เหมือน ถนอม ชาภัคดีชอบพูดว่า ‘อิหยังคือศิลปะ?’

ขอบคุณครับ T T

หนังกำลังเข้าฉายเพียง 2 โรง คือที่ เฮาส์สามย่าน และเซ็นจูรี่ สุขุมวิท

เซ็นจูรี่ สุขุมวิท (ติด BTS อ่อนนุช)

เฮาส์สามย่าน (ติด MRT สามย่าน)