‘ปริศนาสภาพภูมิอากาศ’ กับความย้อนแย้ง จีนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด แต่เป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน

สุนิสา กาญจนกุล

โครงการพลังงานขนาดใหญ่ในเมืองจิ่วฉวน (Jiuquan) ประเทศจีน มีความโดดเด่นเนื่องจากมีหอคอยที่สูงที่สุดในโลกสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากเกลือหลอมเหลวและมีสนามกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์ (heliostat field) ที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่มาภาพ: https://e360.yale.edu/features/china-renewable-energy

จีนกำลังเป็นภาพสะท้อนความย้อนแย้งที่น่าสนใจในด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ประเทศนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสูงสุดของโลก แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศนี้ก็เป็นผู้นำของโลกในด้านการพัฒนาและใช้พลังงานหมุนเวียน จนสามารถทำเงินจากการส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวได้มากกว่าที่สหรัฐฯ หาเงินได้จากการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิล

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนอยู่ที่ราวๆ 15.1–15.2 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂-eq) คิดเป็น30 % โดยประมาณของการปล่อยก๊าซทั้งโลกในปี 2024 แต่ในปี 2024 จีนก็ติดตั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล รวมกันแล้วมากกว่า 300กิกะวัตต์

ภาพที่ทับซ้อนกันนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานครั้งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หลายประเทศกำลังเผชิญและเรียกขานกันว่า “ปริศนาสภาพภูมิอากาศ (Climate Conundrum)”

ปริศนาที่ท้าทาย

ปริศนาสภาพภูมิอากาศคือความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อประเทศหรือภูมิภาคหนึ่งขยายการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว แต่ในเวลาเดียวกัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ลดลงอย่างที่คาดหวัง

อาจสรุปง่ายๆ ได้ว่า ความสำเร็จด้านพลังงานสะอาดไม่แปรผันเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร โดยกำเนิดของปริศนาสภาพภูมิอากาศมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน

แต่สาเหตุหลักคือความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจ จำนวนประชากร หรือภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลก็คือแม้จะมีการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก แต่ก็ยังต้องใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมไม่ลดลงหรืออาจเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

ที่สำคัญ การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนยังต้องอาศัยการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า การจัดเก็บ และระบบตลาดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นแหล่งพลังงานที่มีความผันผวนสูง หากโครงข่ายไม่มีความพร้อมมากพอ พลังงานบางส่วนอาจถูกตัดทิ้ง (curtailed) หรือไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ จนส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้งานลดน้อยลง

แก้ไขได้ยาก

หลายๆ ประเทศกำลังเผชิญปริศนาสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยากในการหาทางออก เนื่องจากต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งทำให้การดำเนินการที่จำเป็นในการรักษาสภาพภูมิอากาศโลกทำได้ยากเย็น

ทั้งนี้ ปริศนาทางสภาพภูมิอากาศมักประกอบด้วยความขัดแย้งหลัก 3 ด้าน นั่นคือ

1. ความขัดแย้งด้านเศรษฐกิจ (The Economic Trade-off) การตัดสินใจเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องง่าย หลายประเทศยังต้องพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลราคาถูก (เช่น ถ่านหินและน้ำมัน) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเส้นทางที่เร็วที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร

ขณะที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงมาก ซึ่งอาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น การตัดสินใจเลือกระหว่างการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชากรในปัจจุบันกับการปกป้องโลกในระยะยาวจึงเป็นเรื่องยุ่งยากน่าปวดหัว

2. ความขัดแย้งด้านความยุติธรรมและความรับผิดชอบ (The Equity/Justice Conundrum) ระหว่างผู้สร้างปัญหากับผู้ได้รับผลกระทบ

ประเทศร่ำรวยในโลกตะวันตก (เช่น สหรัฐฯ และประเทศในยุโรป) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ซึ่งปล่อยก๊าซน้อยมาก กลับต้องรับผลกระทบจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศอย่างรุนแรงที่สุด ทำให้เกิดความขัดแย้งในการเจรจาระหว่างประเทศเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการชดเชยความเสียหาย

3. ความขัดแย้งด้านกรอบเวลา (The Timeframe Mismatch) ของกรอบเวลาทางวิทยาศาสตร์กับกรอบเวลาทางการเมือง

นักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้มีการดำเนินการที่รวดเร็วและเด็ดขาดเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้าย แต่นักการเมืองส่วนใหญ่มักทำงานภายใต้กรอบเวลาของการเลือกตั้ง (4-5 ปี) การตัดสินใจที่ได้รับความนิยมมักเป็นมาตรการระยะสั้น เช่น การลงทุนในโครงการเศรษฐกิจ แต่การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากมักจะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล เช่น การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรวม

จีนคือตัวอย่างสำคัญ

จีนคือตัวอย่างชั้นดีของประเทศที่ตกอยู่ในวังวนสภาพภูมิอากาศ  จีนถูกประณามว่าเป็น “ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลก” มานาน แต่ในเวลาเดียวกัน จีนก็เป็นผู้เล่นหลักในสมรภูมิพลังงานหมุนเวียน ทำให้เกิดภาพที่สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ข้อมูลจาก Climate Action Tracker ซึ่งเป็นโครงการอิสระทางวิทยาศาสตร์ที่ติดตามการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลทั่วโลกโดยวัดผลเทียบกับเป้าหมายของความตกลงปารีส แสดงให้เห็นว่า ในปี 2024 จีนปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวๆ 15.1–15.2 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂-eq) หรือคิดเป็นสัดส่วน 30 % โดยประมาณของการปล่อยก๊าซทั้งโลกในปี 2024

แต่ขณะเดียวกัน จีนก็ติดตั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แหล่งข่าวหลายแห่งรายงานว่าปี 2024 เป็นปีที่จีนติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และลมรวมกันเป็นจำนวนมากถึง357 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้จีนข้าม “เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศปี 2030” ในหลายมิติ

สภาวะย้อนแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเหตุผลเชิงโครงสร้างของจีนที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และการใช้พลังงานสูง จีนมีประชากรมหาศาลและเศรษฐกิจกำลังขยายตัว การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหนักต้องการพลังงานปริมาณมากซึ่งยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหิน ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังสูงอยู่มาก

แต่จีนก็มีนโยบายรัฐด้านสภาพภูมิอากาศและกำหนดเป้าหมายระดับชาติไว้อย่างยิ่งใหญ่ เช่น มีเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ก่อนปี 2060 ซึ่งกลายเป็นกรอบสำคัญที่ผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

พร้อมๆ กับมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง มีการอุดหนุนด้านการลงทุนและกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการผลิตโซลาร์เซลล์ แผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนกังหันลม ส่งผลให้จีนมีห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรและต้นทุนการผลิตต่ำลงอย่างรวดเร็ว

การติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่จึงเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขการติดตั้งในปี 2023–2024 แสดงให้เห็นการขยายตัวที่มากกว่าประเทศอื่นๆ จนกลายเป็นผู้นำโลกในการติดตั้งพลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง รวมถึงการติดตั้งแผงโซลาร์ทั้งในระดับฟาร์มพลังงานหรือบนหลังคาที่พักอาศัย

เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนจะยังอยู่ในระดับสูง แต่การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนกำลังเริ่มเปลี่ยนสมดุลของการผลิตไฟฟ้า และอาจส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงในอนาคตอันใกล้

หลายประเทศร่วมชะตากรรม

จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังเผชิญกับปริศนาสภาพภูมิอากาศ อีกหลายประเทศก็ตกอยู่ในสถานการณ์ใกล้เคียงและกำลังดิ้นรนหาทางออกอยู่เช่นกัน

อินเดียประสบปัญหาปริศนาสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงในฐานะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ด้วยความปรารถนาที่จะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้ประชากรหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน จึงต้องพึ่งพาถ่านหินซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ถูกและมั่นคงที่สุดในประเทศ ทำให้ถ่านหินยังคงครองสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 70-75 %

แม้การใช้พลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นและมีเป้าหมายระยะยาวอย่างชัดเจนที่จะเพิ่มพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ขณะเดียวกัน อินเดียก็ต้องอนุมัติให้มีการขยายเหมืองถ่านหินใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีก็ใช่ว่าจะรอดพ้นจากปริศนาสภาพภูมิอากาศ ในอดีต เยอรมนีเคยเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนมาก่อนและตั้งเป้าที่จะเลิกใช้ถ่านหินอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน

หลังเกิดสงครามในยุโรปตะวันออก เยอรมนีต้องลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียอย่างกะทันหัน ซึ่งสวนทางกับแผนการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาเปิดหรือยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินบางแห่งเพื่อป้องกันวิกฤติพลังงานในช่วงฤดูหนาว

การตัดสินใจเช่นนี้ทำให้เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะสั้นของเยอรมนีเกิดปัญหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง

บราซิลเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของประเทศที่เผชิญกับความยุ่งยากของปริศนาสภาพภูมิอากาศในมิติของการใช้ที่ดินและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้

โดยบราซิลต้องการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้จากการส่งออก แต่สิ่งนี้นำไปสู่การบุกรุกและทำลายป่าแอมะซอน ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รัฐบาลจึงต้องพยายามหาหนทางที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น

ขณะที่ออสเตรเลียมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามบ้านพักอาศัยและสร้างฟาร์มพลังงานลมเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติก็ยังเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกมีความซับซ้อน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของประเทศที่ตกอยู่ปริศนาสภาพภูมิอากาศเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเทศที่หนีปัญหานี้ไม่พ้นและเผชิญความยุ่งยากที่แตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้างตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ

แนวทางแก้ปริศนา

หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าการแก้ปริศนาสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยหลากหลายแนวทางที่สอดประสานกัน เพราะมันไม่ใช่ความล้มเหลวของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นความซับซ้อนเชิงระบบทั้งด้านพลังงาน นโยบาย เศรษฐกิจ และสังคม ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน

สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงทุนด้านโครงข่ายและระบบจัดเก็บพลังงานหมุนเวียนให้ทันกับการผลิตพลังงานหมุนเวียน และควรมีการวางนโยบายข้ามภาค โดยไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมไฟฟ้าเท่านั้นที่จะต้องไร้คาร์บอน แต่อุตสาหกรรมหนักและภาคขนส่งก็ต้องลดคาร์บอนด้วยเช่นกัน

โดยภาครัฐจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ออกกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

ขณะที่ด้านภาคเอกชนควรเร่งการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด พัฒนานวัตกรรม และเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

ประชาชนควรเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค สนับสนุนนโยบายสภาพภูมิอากาศ และกดดันให้ผู้นำรัฐบาลลงมือดำเนินการอย่างจริงจัง

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.nytimes.com/2025/11/09/world/climate-change-un-philippines-typhoon-bbc.html

https://apnews.com/article/b337503abfacfd9b7829fd7bbcd507e9](https://apnews.com/article/b337503abfacfd9b7829fd7bbcd507e9

https://electrek.co/2025/01/21/china-solar-wind-2024/

https://about.bnef.com/insights/clean-energy/five-energy-transition-lessons-for-2025/

https://www.unep.org/interactive/sectoral-solution-climate-change/

https://www.weforum.org/stories/2025/04/renewable-energy-transition-wind-solar-power-2024/