‘ชาญชัย’ จี้ ป.ป.ช.ส่งศาล รธน.วินิจฉัย ครม.-กมธ.-สส.-สว. โยกงบใช้หนี้แบงก์รัฐแจก ‘เงินหมื่น’ผิด ม.144

‘ชาญชัย’ จี้ ป.ป.ช.ส่งศาล รธน.วินิจฉัย ครม.-กมธ.-สส.-สว. โยกงบใช้หนี้แบงก์รัฐปี’68 แจก ‘เงินหมื่น’ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 หรือไม่ พร้อมหาผู้ร่วมกระทำความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 – กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 มาลงโทษให้ครบถ้วน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ อันประกอบด้วย พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีต สว. , นายสมชาย แสวงการ อดีตสว., นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ปี 2560 และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขอให้ทบทวนมติเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 25698 ที่สั่งให้ยุติการสอบสวน กรณีการตัดงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่ตั้งไว้สำหรับชดใช้หนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง วงเงิน 35,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท โดยให้เหตุผลว่าไม่มีมูลความความผิด ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง (3) ณ สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.สนามบินน้ำ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้ตนและคณะได้มายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทบทวนมติที่รับไต่สวน กรณีคณะรัฐมนตรีที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปปรับลด หรือตัดทอนงบประมาณรายยรายจ่ายปี 2568 ที่เตรียมไว้ใช้หนี้ให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง เพื่อนำไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท อาจมีมูลความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 172 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช.ได้รับคำร้องของตนและคณะ เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับทราบถึงประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งบางเรื่องมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน ทาง ป.ป.ช.ก็ขอรับเรื่องไว้พิจารณา และขอให้ ป.ป.ช.ทำตามบบทบัญญัติของกฎหมายให้ครบถ้วน

“ผมได้ยกตัวอย่างกรณีการปล้นแบงก์ให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. โดยสมมติว่า ครม.เป็นคนที่เข้าไปปล้น แต่คนที่ดูต้นทางและส่งปืนให้ คือ กรรมาธิการ ส่วน สส. และสว.ช่วยกันพาหนี ถามทั้งหมดมีส่วนร่วมกันกระทำความผิดตามกฎหมายด้วยหรือไม่ แต่ถ้า ป.ป.ช.จะเอาผิดเฉพาะมาตรา 157 ก็ควรต้องไปตรวจสอบผู้ที่ร่วมกันกระทำความผิดทั้งหมดมาลงโทษด้วย ไม่ใช่เฉพาะ ครม.เศรษฐา กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญ ป.ป.ช.ก็ต้องไปตามเงินที่โยกออกไป 35,000 ล้านบาท มาคืนให้แผ่นดินด้วย” นายชาญชัย กล่าว

นายชาญชัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่ 2 คือ งบประมาณที่ถูกแปรญัตติไปให้กองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลให้แก่อดีต สส. และสว. ซึ่งมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมและเป็นข้อห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ปรากฏว่า ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าไม่มีการแปรญัตติประเด็นนี้ แต่ตนและคณะ ยืนยันว่ามีการแปรญัตตินำงบกว่า กว่า 300 ล้านบาท ไปใส่ไว้ในงบกลางฯ ซึ่งตนได้ส่งหลักฐานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วก่อนหน้านี้ เป็นหนังสือทวงถามถึงงบดังกล่าว ระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำถึงสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ซึ่งกรณีนี้เป็นการอนุมัติงบประมาณข้ามหมวด ตามกฎหมายควรต้องนำเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ   ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ครม.นายอนุทิน ได้อนุมัติงบฯดังกล่าวไปแล้ว ส่วนจะผิดหรือถูกค่อยก็ว่าไปว่ากันอีกที

นายชาญชัย กล่าวว่า “ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญมากในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ถ้าทำแล้วเกิดข้อผิดพลาดแบบนี้ จนกลายเป็นช่องว่างของกฎหมาย ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิ์ที่จะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.ก็ไม่มีสิทธิ์ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเด็นข้อกฎหมาย หรือ เกิดจากการกระทำของบุคคล ตนคิดว่ากฎหมายไม่ได้ผิด แต่การกระทำของคนนั้นคือปัญหา ถ้าไม่แก้ ก็จะทำให้ยุ่ง และแก้ปัญหาไม่ได้ การเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้หลายหมื่นล้านบาท สะสมจนกระทั่งบ้านเมืองมีหนี้สินเต็มไปหมด  ดังนั้น ป.ป.ช.ก็ควรทำหน้าที่ตามกฎหมาย และผมเชื่อว่า ป.ป.ช.ต้องทบทวนเรื่องนี้ใหม่”

ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ปี 2560

ดร. เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ปี 2560 กล่าวว่า ก่อนอื่นผมขอทำความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144 และด้วยความเคารพต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า หากพ้นจากความเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแล้ว ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์ หรือ เงื่อนไขที่จะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้  ด้วยความเคารพเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ตนขอชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายจะสัมฤทธิ์ผลได้ ก็ต่อเมื่อมีการโยกงบได้แล้ว และร่างกฎหมายงบประมาณถูกประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติ เงินถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยเหตุนี้จึงมีการกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่าให้ไปตามเงินคืนแผ่นดินภายใน 20 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการจัดสรรงบประมาณออกไป และบรรดาคนที่ไปกระทำผิดในการแปรญัตติ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปอีก 10 ปีด้วย  ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ควรต้องไปทบทวนในสิ่งที่ท่านเคยวินิจฉัยเอาไว้คลาดเคลื่อน

“ในส่วนของ ป.ป.ช.ที่ไปหยิบยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นข้อวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนมาขยายความต่อ ยิ่งทำให้ตัวบทกฎหมายผิดเพี้ยนไปกันใหญ่ การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนมาตรา 144 ขึ้นมา ก็เป็นการไปเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับประชาชน โดยปรับให้ดีขึ้นกว่าเดิม และเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง”ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า

ดร.เจษฎ์ กล่าวต่อว่า ประการที่ 2 คณะกรรมการ ป.ป.ช.สรุปว่าคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน ได้ขอให้สภาผู้แทนราษฎรแปรญัตติ ซึ่ง ป.ป.ช.ก็เห็นแล้วว่ามีมูล ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144 กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ ป.ป.ช.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้มีหน้าที่ชี้ผิดชี้ถูก โดยผู้ที่จะมีหน้าที่ชี้ผิดชี้ถูกได้ คือ ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น และต้องทำภายใน 15 วัน นับจากวันที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อ ป.ป.ช.เห็นแล้วว่าคดีมีมูล หน้าที่ของ ป.ป.ช.คือ ต้องส่งต่อ ไม่ใช่ไปดำเนินการในลักษณะอื่น โดยที่ไม่ทำหน้าที่หลักของ ป.ป.ช.

ประการที่ 3 กรณีที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยการกระทำของรัฐบาลนายเศรษฐา อาจจะเข้าขายความผิดมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 172 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ สามารถทำได้ และควรทำด้วย แต่ต้องทำให้ครบด้วย ตามที่นายชาญชัยกล่าวข้างต้น ทั้งตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนทั้งหมด

นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กล่าวว่า กรณีการตัดงบใช้หนี้แบงก์รัฐ 5 แห่ง ไปใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้ว่าคดีมีมูล อาจเข้าข่ายความผิด 157 ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว ป.ป.ช.ก็มีหน้าที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144 ส่วนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป ส่วนที่ ป.ป.ช.ทำเพิ่มมานี้ โดยระบุว่าอาจะเข้าข่ายความผิดมาตรา 157 ก็ควรพิจารณาความผิดของกรรมาธิการ สส. และสว.ที่มีส่วนสนับสนุนด้วย เพราะถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนปัญหาดังกล่าวงก็คงไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การที่นายชาญชัย และคณะมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขอให้ทบทวนมติดังกล่าว รวมทั้งขอให้ ป.ป.ช.ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้ครบถ้วน