อยู่สั้น สร้างประโยชน์ยาว vs อยู่สั้น ตักตวงนาน และ5เหตุผล…ทำไมข้าราชการไม่ควรเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขัน

บรรยง พงษ์พานิช

เมื่อกว่าสามสิบปีก่อน ระหว่างการทำงานเพื่อนำบริษัท ปตท.สผ. (PTTEP) เข้าตลาดหลักทรัพย์ …ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเดียวที่เข้าตลาดโดยวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพื่อระดมทุนไปลงทุนขยายตัวจากการเป็นรัฐวิสาหกิจเล็กๆที่ตั้งขึ้นเพื่อคอยร่วมลงทุนในแปลงพลังงานที่ต่างชาติได้สัมปทานและสำรวจเจอพลังงาน แต่ผู้บริหารต้องการจะพัฒนาประสบการณ์เพื่อเป็น operator เอง ดร.ทองฉัตร หงส์ลดารมย์ ปูชนียบุคคลผู้เคยก่อตั้งการทางพิเศษฯ ก่อตั้งการปิโตรเลียมฯ(ปัจจุบันคือปตท.) และเป็นประธานกรรมการผู้ก่อตั้ง ปตท.สผ.จึงดำเนินการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์

ผมได้มีโอกาสทำงานกับดร.ทองฉัตร ในฐานะที่ปรึกษาด้านการเงิน และผู้จัดการจำหน่ายหุ้น IPOของ ปตท.สผ. ท่านเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยม การที่ผมได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับท่าน ทำให้ได้รับความรู้มากมาย โดยเฉพาะด้าน conceptual skill เช่น การที่ท่านต้องการพัฒนาบริษัท ปตท.สผ.ท่านเลยเป็นผู้ริเริ่มเสนอต่อกรรมการและผู้ถือหุ้น(ปตท.)ที่จะนำ ปตทสผ. แปรรูปเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนไปถือหุ้นในแหล่งผลิตปิโตรเลียม ให้มากขึ้น และเขยิบสถานะจากผู้ร่วมลงทุน เป็นผู้ดำเนินการหลักเอง

ปตท.สผ. เป็นรัฐวิสาหกิจเดียว ที่ริเริ่มแปรรูปเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร แห่งอื่นๆมักจะเพราะความจำเป็น หรือถูกบังคับด้วยนโยบายรัฐทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น ธ.กรุงไทย การบินไทย ปตท. ทอท. อสมท. (ขอขิงหน่อยว่า ผมเป็นที่ปรึกษาทุกแห่ง) และหลังจากนั้น ปตทสผ.ก็ใช้เงินจาก IPO และระดมทุนเพิ่มจากตลาดทุนอีกกว่าแปดหมื่นล้านบาท ทำให้สามารถขยายตัว จนเป็นผู้ดำเนินการ E&P (สำรวจและผลิต)ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และยังขยายไปต่างประเทศหลายแห่ง สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

ผมเคยถามดร.ทองฉัตร เมื่อยี่สิบปีก่อนว่า ทำไมปตท.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจึงมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า รัฐวิสาหกิจอื่นๆค่อนข้างมากในเวลานั้น

ดร.ทองฉัตรตอบว่า ท่านคิดว่ามีสี่เหตุผล ที่ทำให้ปตท.ในเวลานั้นมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพกว่ารัฐวิสาหกิจอื่นๆ

เหตุผลข้อแรก… ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีอายุไม่มาก(ในเวลานั้น) อายุแค่ไม่ถึงยี่สิบปี ทำให้วัฒนธรรมราชการ วัฒนธรรมรัฐวิสาหกิจทั่วไปยังไม่เข้ามาครอบงำมากนัก

เหตุผลข้อที่สอง…ปตท.มีกิจการส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับเอกชนอยู่แล้ว (ถึงจะมีบางส่วนเช่น ธุรกิจก๊าซที่ได้สิทธิ์พิเศษอยู่บ้าง) แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ เช่น ค้าปลีกน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี นั้นไม่มีสิทธิ์ผูกขาดแต่อย่างใด ซึ่งจะแข่งให้ได้ ต้องถูกกดดัน ให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น ถึงจะแข่งได้

เหตุผลข้อที่สาม…จากข้อสองข้างต้น ท่านจึงต้อง recruit ผู้บริหารที่เคยมีประสบการณ์จากธุรกิจน้ำมันระดับโลกมาร่วมงาน ซึ่งแต่ละท่านก็มีประสบการณ์ที่ดี และก็มาถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น ทำให้รักษาประสิทธิภาพได้นาน

เหตุผลข้อที่สี่…เป็นเรื่องที่มีคนทราบน้อย แต่ดร.ทองฉัตร เชื่อว่ามีความสำคัญยิ่ง คือตอนที่พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) จะวางมือจากอำนาจ ป๋าเปรมเรียกพี่น้อยไปพบ และบอกว่าจะพยายามช่วยให้ปตท.ปลอดจากการแทรกแซงของนักการเมืองอีกระยะหนึ่ง โดยป๋าเปรมได้ไปรบกวนเรียนเชิญ ขอให้ องคมนตรี ดร.เชาน์ ณ ศีลวันต์ มาเป็นประธานต่อไปอีกห้าปี ช่วยให้นักการเมืองเกรงใจ ไม่กล้ามาแทรกแซงมากนัก

นี่แหละครับเหตุผลที่พี่น้อย เล่าให้ผมฟัง แต่ท่านก็ยังเป็นห่วงว่า หากเวลาผ่านไป ก็อาจทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน ทางหนึ่งที่พอจะช่วยได้คือ การเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อทำให้ห้มีกลไกตลาด บรรษัทภิบาลตลาด (Market governance) มาคานอำนาจการเมือง (ไม่น่าเชื่อว่าเหล่าคนดีย์NGOs ไม่น้อยกลับต่อต้าน ต้องการให้ทวงคืนรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯให้กลับไปอยู่ใต้อุ้งตีนนักการเมืองอย่างเต็มที่อีก)

ผมเอาเรื่องนี้มาเล่า ก็เพราะ…ในยามนี้ ภายในไม่กี่วัน เราจะได้เห็นกันว่า ในรัฐบาลปัจจุบันซึ่งท่านก็จะอยู่อีกไม่นาน ในกรณีของการแต่งตั้ง ‘กรรมการของการบินไทย’ ท่านนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ท่านจะทำตัวอย่างไร …

ท่านจะทำเยี่ยงอย่างรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ที่จะปกป้องให้สายการบินแห่งชาตินี้รุ่งเรืองต่อไปนานๆ สมกับที่ท่านตั้งนโยบายทำสั้น ได้ผลยาว หรือท่านจะใช้นโยบาย อยู่สั้น แต่ยึดแม่งไว้ใต้อุ้งตีน(ของใครก็ไม่รู้)นานๆ …ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง อีกไม่นาน เราอาจจะต้องกลับมากู้การบินไทยเป็นวาระที่สามก็เป็นได้ (ก็ต้องหวังให้ดร.ป๊อก ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ยังแข็งแรง อายุยืนรอได้ด้วยนะครับ (ยังไงก็ขยันเล่นสกีหน่อยนะครับ)

เรื่องนี้ ขอให้ช่วยกันจับตา ให้ดีนะครับ

…….

ห้าเหตุผล…ทำไมข้าราชการไม่ควรเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขัน

จากประสบการณ์การทำงานให้กับรัฐวิสาหกิจมากว่าสามสิบปี ทั้งในด้านการเป็นที่ปรึกษา การแปรรูปฯ การจัดจำหน่ายหุ้น การเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ และโดยเฉพาะเคยพยายามปฏิรูปการบริหารจัดการ ผมได้เรียนรู้และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการที่เรามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆมากมาย

ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่า บทความนี้เป็นข้อสังเกตุโดยรวม ผมไม่ได้หมายถึงท่านหนึ่งท่านใด และไม่ได้มีความตั้งใจจะดูถูกในเรื่องความเก่ง ความดีของข้าราชการแต่อย่างใด เรามีข้าราชการที่ดีและมีความสามารถจำนวนมาก แต่ผมก็ยังคิดว่า ท่านไม่เหมาะที่จะเป็นกรรมการหน่วยงานธุรกิจ

ผมมีห้าเหตุผลที่ทำให้คิดเช่นนั้นครับ…

1. ท่านไม่มีเวลา… ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ล้วนแต่มีภารกิจมากมาย อย่างเช่น ปลัดกระทรวงการคลัง ท่านเป็นกรรมการอยู่ทั้งหมดมากกว่า 30 คณะ และเป็นประธานมากกว่าสิบคณะ แถมยังต้องดูแลกรมใหญ่อีก 7 กรม ข้าราชการรวมสามหมื่นคน ท่านจะเอาเวลาที่ไหนมาบริหารกิจการธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ยากและมีการแข่งขันสูงที่สุดในโลกอย่างเช่นธุรกิจสายการบิน หรือธุรกิจพลังงาน ลองคิดดูว่า อย่างการบินไทย กว่าจะฟื้นฟูมาได้ ผู้บริหารแผนต้องประชุมกัน 203 ครั้งใน 4 ปี ถ้าบอร์ดขนาด 15คน ที่มีข้าราชการครึ่งหนึ่ง ไม่มีทางที่นะประชุมอย่างนั้นได้แน่นอน

2. ท่านไม่มีทักษะ… งานบริหารราชการนั้น เป็นเรื่องของการบริหารทรัพยากรรัฐ บริหารกฎระเบียบ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องผูกขาด อำนาจรัฐนั้นเป็น monopoly โดยธรรมชาติ ไม่เคยต้องแข่งกับใคร แต่งานธุรกิจต้องแข่งขันกันทุกๆวัน ทักษะมันคนละอย่างกัน อย่างข้าราชการมักจะชมกันว่า “ท่าน…เก่งนะ เพราะแม่นกฎ” ซึ่งในเชิงธุรกิจนั้น คนแม่นกฎไม่นับว่าเก่ง อย่างมากก็เป็น compliance คอยระวังหลัง

3. ท่านไม่มีความยืดหยุ่นคล่องตัว… ระบบราชการนั้น เป็นที่รู้กันว่าไร้ประสิทธิภาพ ไม่ยืดหยุ่นคล่องตัว มีความระแวงสูง ควบคุมหยุมหยิมไปหมด (ทุกคนถึงบอกว่าต้องปฏิรูปไงครับ) จะทำอะไรทีก็ต้องให้แน่ใจว่าไม่มีเสี่ยง ซึ่งเรื่องอย่างนั้นใช้ไม่ได้ในธุรกิจ เค้าถึงอวยพรข้าราชการ ให้“รักษาเนื้อรักษาตัว” ซึ่งก็แปลง่ายๆว่าอย่าเสี่ยง หรืออย่าทำอะไรเลยได้ก็ยิ่งดี …ผมยังจำได้ตอนที่ต้องร่วมเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจกับข้าราชการ ผมแอบนินทาเรียกพวกท่านๆว่า “แผนกเอ๊ะ” เพราะฝ่ายจัดการจะเสนอทำอะไรท่านก็คอยทัก ว่า “เอ๊ะ เช็คกฎนั่นกฎนี่แล้วยัง” พอบอกว่าเช็คแล้วท่านก็บอกว่า “ไม่ช่าย มีอีกกฎหนึ่ง…” (ก็ท่านแม่นกฎนี่ครับ)…ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เมื่อ 15 ปีก่อน ฝ่ายบริหารการบินไทยเคยเสนอให้ขายเครื่องบิน A340 ที่จอดทิ้งไว้ แต่กรรมการที่เป็นข้าราชการหลายท่านคัดค้านไว้เพราะกลัวว่าขายขาดทุนอาจจะผิดกฎ เลยไม่ได้ขาย ต้องมาขายอีกสิบปีให้หลังขาดทุนมากกว่าเดิม แถมเสียค่าจอดค่าบำรุงอีกพะเรอ

4. ท่านมีพะวงกับชะนัก 157……ต่อให้การบินไทยไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่ถ้าข้าราชการการมาเป็นกรรมการในฐานะตัวแทนของหน่วยงาน ก็เท่ากับท่านแบกเอาภาระตาม มาตรา 157 มาด้วย ผมคงไม่ต้องอธิบายนะครับว่าความเสี่ยงตามมาตรานี้คืออะไร มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงไม่ได้เลย และพอกรรมการครึ่งหนึ่งเสี่ยงไม่ได้ ก็น่ากังวลว่าองค์กรจะเป็นอัมพาต

5. ท่านไม่มีทางที่จะปลอดการเมือง…… ยังไงเสียข้าราชการก็จะต้องถูกบังคับบัญชาโดยนักการเมือง วันนี้เราอาจมีนายก มีรัฐมนตรีที่ดี แต่ใครจะรู้ได้ว่าวันหน้าจะเป็นอย่างไร ผมไม่ได้ว่านักการเมืองทุกคนไม่ดีนะครับ แต่ก็มีที่ไม่ดีอยู่ไม่น้อย ที่พร้อมจะหาประโยชน์หรือช่วยพรรคพวกให้ได้ประโยชน์ และที่น่ากลัวก็คือ cronyism เรื่องการแต่งตั้ง องค์กรใดก็ตามที่ใช้ระบบพรรคพวกแทน merit system ในการเลือกผู้บริหาร องค์กรนั้นพังแน่นอน

ขอเล่าแถมเรื่องหนึ่ง ตอนที่ผมเข้าไปร่วมเป็นกรรมการการบินไทยในปี2552-2553 ตามคำขอของนายกอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ)และคุณกรณ์ (จาติกวณิช)เพื่อไปช่วยดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ฟื้นฟูในรอบแรก พอพลิกมากำไรได้กว่าสองหมื่นล้านในสองปี ผมเคยเรียนนายกมาร์คว่า ขอให้คลังขายหุ้นจนต่ำกว่า 50% เพื่อจะได้มีความคล่องตัวไม่ติดกฎระเบียบรุงรัง ท่านตอบว่า“ผมจะรู้ได้อย่างไรว่ากรรมการจะดีอย่างชุดนี้ตลอดไป ถ้าไม่ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่มีกฎระเบียบควบคุม แต่นักการเมืองบังคับได้ ตั้งบอร์ดได้หมด แล้วเวลาเจอคนเลวเข้ามา จะอันตรายมากขึ้นอีกหลายเท่า

ขอสรุปอีกทีนะครับ ผมไม่ได้กล่าวหาว่าข้าราชการท่านไม่ดี ไม่เก่งนะครับ แต่จากประสบการณ์ของ ผมเชื่อว่าท่านไม่ควรจะมาบริหารธุรกิจที่ต้องแข่งขันสูงอย่างนี้เลยครับ ไปทำประโยชน์ ให้ชาติในด้านอื่นดีกว่า

การตั้งกรรมการการบินไทยครั้งนี้จะเป็นสัญญาณที่สำคัญมากนะครับ เพียงแค่มีข่าว หุ้นก็ตกลงไปเป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาทแล้ว ถ้าตั้งได้ดี ผมเอาหัวเป็นประกันเลยว่า กลับมายิ่งกว่าเดิม ถ้าไม่งั้นละก้อ……………………

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก ในเฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568