ASEAN Roundup ประจำวันที่ 9-15 พฤศจิกายน 2568
- จีนจับมือ 5 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์
- เวียดนามเดินหน้าแก้กฎหมายลงทุน เตรียมยกเลิกใบอนุญาต 25 ประเภทกิจการ
- เวียดนามกวาด FDI เซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 11.6 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 10 เดือน
- สมัชชาแห่งชาติเวียดนามตั้งเป้า GDP โต 10% ปี 2569
- กัมพูชา–สิงคโปร์ เปิดตัวระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code เฟสแรก
จีนจับมือ 5 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากจีน กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม เห็นพ้องร่วมกันยกระดับความร่วมมือในการต่อสู้กับอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และฉ้อโกงออนไลน์ข้ามพรมแดน ในการประชุมที่จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์(14 พฤศจิกายน 2568) ณ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตามแถลงการณ์ของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน
สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า การประชุมดังกล่าวมีการหารือเชิงลึกเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงข้ามพรมแดน และได้บรรลุ “ฉันทามติ” หลายด้าน รวมถึงได้มีการลงนามเอกสารร่วมกัน และย้ำความมุ่งมั่นของทั้ง 6 ประเทศในการสกัดกั้นเครือข่ายฉ้อโกงที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค แถลงการณ์ระบุ
ตามแถลงการณ์ ทั้ง 6 ประเทศ จะเร่งเปิดปฏิบัติการแบบพหุภาคีอย่างเป็นระบบ จัดตั้งกลไกประสานงานประจำ เพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และเดินหน้าการส่งตัวผู้กระทำผิดข้ามแดน (repatriation & handover) อย่างต่อเนื่อง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้ขยายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนามอย่างใกล้ชิด พัฒนากลไกที่ทำงานได้จริงและมีประสิทธิผล ส่งผลให้เกิดปฏิบัติการกวาดล้างร่วมกันครั้งใหญ่ที่สร้างแรงกระแทกต่อเครือข่ายอาชญากรรมพนันออนไลน์และฉ้อโกงข้ามชาติ
ตั้งแต่ต้นปี จีน เมียนมาไทย จัดตั้งกลไกประสานงานไตรภาคี พร้อมปฏิบัติการร่วมกันกวาดล้างอาชญากรรมพนันและฉ้อโกงในพื้นที่เมียวดีของเมียนมา มีผู้ต้องสงสัยกว่า 5,500 คน ถูกเมียนมาส่งกลับให้จีน
ตำรวจจีนและลาวร่วมปฏิบัติการในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ(Golden Triangle Special Economic Zone ) ในลาว สามารถจับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 600 คนในครั้งเดียว
ในการปฏิบัติการพิเศษร่วมกับเวียดนาม ตำรวจสามารถจับผู้ต้องสงสัยคอลเซ็นเตอร์ และพนันออนไลน์ได้ 149 คน
ในกัมพูชา ตำรวจจีนร่วมกับตำรวจท้องถิ่นจับกุมผู้ต้องสงสัยได้มากถึง 2,141 คน ก่อนถูกส่งกลับจีนทั้งหมด
กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า จีนจะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับนานาชาติต่อไป เพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการร่วม ทลายศูนย์ก่ออาชญากรรม และติดตามผู้ต้องสงสัยด้วยความมุ่งมั่นมากขึ้น
เวียดนามเดินหน้าแก้กฎหมายลงทุน เตรียมยกเลิกใบอนุญาต 25 ประเภทกิจการ

รัฐบาลเวียดนามเสนอแก้ไขกฎหมายการลงทุนครั้งใหญ่ มุ่งปลดล็อกเงื่อนไขใบอนุญาตสำหรับ 25 ประเภทกิจการ เพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจอย่างเสรีและลดภาระขั้นตอนสำหรับภาคเอกชน ตามที่นายเหงียน วัน ถาง (Nguyen Van Thang) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รายงานต่อสมัชชาแห่งชาติ (National Assembly) โดย เมื่อวันอังคาร( 11 พฤศจิกายน 2568)ที่ผ่านมา
รัฐมนตรีระบุว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคด้านการลงทุนและการทำธุรกิจ ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในทุกระดับ
ภายใต้กฎหมายการลงทุนปี 2563 มีจำนวน “กิจการที่ต้องมีใบอนุญาต” ถึง 234 ประเภท แต่รัฐบาลเห็นว่ามีหลายประเภทที่สามารถกำกับดูแลได้ผ่านมาตรฐานหรือข้อกำหนดทางเทคนิคที่มีอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงื่อนไขใบอนุญาตเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเข้าสู่ตลาดและขยายการประกอบธุรกิจอย่างเสรี
หนึ่งในการปรับแก้สำคัญคือการยกเลิกขั้นตอน “ขออนุมัตินโยบายการลงทุน” สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศ (outbound investment) ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 20,000 ล้านด่อง หรือประมาณ 760,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นอำนาจของรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรี
โดย นักลงทุนเพียง “จดทะเบียนทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ” กับธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Viet Nam) เพื่อโอนเงินออกไปลงทุน
ส่วนโครงการที่มีมูลค่า 20,000 ล้านด่องขึ้นไป หรือเกี่ยวข้องกับ “กิจการที่ต้องได้รับอนุญาต” ในการลงทุนขาออก นักลงทุนยังจำเป็นต้องขอใบรับรองจดทะเบียนการลงทุนเช่นเดิม
เวียดนามกวาด FDI เซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 11.6 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 10 เดือน

เวียดนามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้เกือบ 11.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 จากกว่า 170 โครงการ จากข้อมูลของนายบุ่ย ฮวง ฟือง (Bui Hoang Phuong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนาม
โครงการลงทุนส่วนใหญ่กระจายอยู่ในสองเซกเมนต์สำคัญของห่วงโซ่มูลค่าเซมิคอนดักเตอร์โลก ได้แก่ การออกแบบชิป (chip design) และ กระบวนการบรรจุภัณฑ์ และทดสอบชิป(packaging & testing) โดยมีบริษัทออกแบบชิปประมาณ 60 ราย โครงการบรรจุภัณฑ์ และทดสอบชิป 8 โครงการ และผู้ประกอบการด้านวัสดุ อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์กว่า 20 ราย
บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Intel, Amkor, Hana Micron, Coherent และ VDL ต่างเข้ามาลงทุนในเวียดนาม
ภายในงาน SemiExpo Viet Nam 2025 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายบุ่ย ฮวง ฟืองระบุว่า เวียดนามมีศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งด้วยทำเลยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งใกล้กับฐานการผลิตชิปชั้นนำของโลก ทำให้เหมาะต่อการคว้าโอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่เปิดกว้างและเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTAs) จำนวนมาก ยังช่วยเสริมความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
เวียดนามไม่เพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าโลกเท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าสร้าง ระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจร แข่งขันได้ และทันสมัย ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แม้ยังมีความท้าทาย เช่น แรงงานที่มีทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังไม่มาก ระบบนิเวศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่สูง แต่เวียดนามมีแต้มต่อจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกในระดับลึก การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์เติบโตสองหลัก ประชากรวัยแรงงานจำนวนมากและคุ้นเคยเทคโนโลยี กรอบนโยบายและกฎหมายที่ยืดหยุ่น และที่สำคัญได้รับการสนับสนุนจากผู้นำระดับสูง
รัฐมนตรีช่วยฯ ย้ำว่า เจตจำนงทางการเมือง คือพลังสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้เวียดนามเดินหน้าสู่เป้าหมายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
รัฐบาลได้อนุมัติยุทธศาสตร์ระดับชาติสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จนถึงปี 2573 และมีวิสัยทัศน์ไปถึงปี 2593
เวียดนามยังได้เปรียบจากฐานการผลิตฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง โดยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 132 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 อีกทั้งยังมีแรงงานสายเทคโนโลยีถึง 1.9 ล้านคน และวิศวกรออกแบบชิปกว่า 7,000 คน ซึ่งถือเป็นฐานบุคลากรสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต
สมัชชาแห่งชาติเวียดนามตั้งเป้า GDP โต 10% ปี 2569

สมัชชาแห่งชาติเวียดนาม (National Assembly) มีมติเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี(13 พฤศจิกายน 2568) ตั้งเป้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 สูงถึง 10% พร้อมดันรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มเป็น 5,400–5,500 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากปีนี้ตั้งเป้าโต 8% และรายได้เฉลี่ยต่อหัว 5,000 ดอลลาร์ (เพิ่มจาก 4,540 ดอลลาร์เมื่อปีก่อน)
มติดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสมาชิกรัฐสภาถึง 90.5% และย้ำให้รัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่าง การเติบโต และ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค พร้อมกำหนดเพดานเงินเฟ้อปี 2569 ไม่เกิน 4.5%
รวมทั้งยังได้เน้นว่ารัฐบาลต้องบริหารนโยบายการเงินและการคลังอย่างยืดหยุ่น ขยายตัวได้ในกรอบที่เหมาะสม และจัดลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน โดยกำชับว่า “สินเชื่อต้องไหลไปยังภาคการผลิตและธุรกิจเป็นหลัก และต้องควบคุมสินเชื่อในภาคเสี่ยง”
รัฐบาลยังได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการตลาดสำคัญ ได้แก่ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ให้มีเสถียรภาพ พร้อมทั้งป้องกันการรั่วไหลของภาษี โดยเฉพาะในภาคอีคอมเมิร์ซ ร้านอาหารเครื่องดื่ม (F&B) และค้าปลีกที่กำลังเติบโตเร็ว
สมัชชาแห่งชาติย้ำว่าต้องคุมหนี้สาธารณะและขาดดุลงบประมาณให้อยู่ระดับเหมาะสม เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการระดมทุนเพิ่ม เช่น การออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้เร่งรัดการแก้ปัญหาคอขวดที่ขัดขวางความคืบหน้า เร่งการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยเฉพาะโครงการระดับชาติและโครงการมุ่งเป้าต่าง ๆ
โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน ได้แก่ โครงการศูนย์กลางการเงินนานาชาติ โฮจิมินห์ ซิตี้ และดานัง รวมถึงเขตเสรีการค้ายุคใหม่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ โครงการรถไฟลาวกาย–ฮานอย–ไฮฟอง โครงการรถไฟฟ้าในฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ งานก่อสร้างท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ เกิ่นเหย่อ (Can Gio) และท่าเรือน้ำลึกห่อนคอย( Hon Khoai) ในนครโฮจิมินห์ และเร่งศึกษาและดำเนินการ โครงการสนามบินนานาชาติล็องถั่ญเฟส 2 โครงการขณะที่สนามบินจาบินห์ใกล้ฮานอยต้องเสร็จตามกำหนด
เวียดนามต้องจัดให้มีกลไกพิเศษเพื่อปลดล็อกโครงการพลังงานขนาดใหญ่และเร่งความคืบหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิญถ่วน ( Ninh Thuan) 1 และ 2 รวมถึงขยายโครงสร้างเศรษฐกิจในสาขาใหม่ อาทิ อวกาศ เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude) และโครงสร้างพื้นฐานใต้ดิน
กัมพูชา–สิงคโปร์ เปิดตัวระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code เฟสแรก

กัมพูชาและสิงคโปร์เปิดตัว “เฟสแรก” ของระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่านคิวอาร์โค้ด (Cross-Border QR Payment) อย่างเป็นทางการ ตามแถลงข่าวของธนาคารแห่งกัมพูชา (National Bank of Cambodia: NBC) เมื่อวันพฤหัสบดี(13 พฤศจิกายน 2568) ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของภูมิภาคในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบเรียลไทม์และรองรับการใช้เงินสกุลท้องถิ่น
พิธีเปิดจัดขึ้นนอกรอบงาน Singapore Fintech Festival 2025 โดยมีนางเจีย สเร็ย (Chea Serey) ผู้ว่าการธนาคารแห่งกัมพูชา เป็นประธาน
แถลงการณ์ระบุว่า ภายใต้การเปิดตัวในเฟสแรก นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาที่เดินทางไปสิงคโปร์และถือบัญชีเงินเรียลกัมพูชา (Khmer Riel) สามารถชำระเงินได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยการใช้แอปพลิเคชั่น Bakong หรือแอปโมบายแบงก์กิ้งอื่น ๆ สแกนคิวอาร์โค้ด RoamQR ที่ร้านค้าซึ่งรองรับระบบ SGQR ทั่วประเทศสิงคโปร์
โครงการนี้ช่วยส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น ลดความจำเป็นในการแลกเงินสดหรือใช้บัตรชำระเงิน และสนับสนุนการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกันยังถือเป็นก้าวสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนร่วมกัน
โครงการชำระเงินข้ามพรมแดนนี้ริเริ่มโดยพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ ธนาคาร Acleda Bank Ple, ธนาคาร Phillip Bank Plc และ Liquid Group นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในความร่วมมือของภาคเอกชนในการพัฒนาการเชื่อมต่อการชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน
NBC ระบุเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของอาเซียนสู่ระบบการชำระเงินที่เชื่อมโยงและเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง (Inclusive & Interoperable ASEAN Payment Ecosystem) และสอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารแห่งชาติกัมพูชาในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินและการบูรณาการระดับภูมิภาคผ่านนวัตกรรม
จนถึงปัจจุบัน กัมพูชาได้เชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่านคิวอาร์ร่วมกับหลายประเทศแล้ว ได้แก่ ไทย เวียดนาม ลาว เกาหลีใต้ มาเลเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมถึง UnionPay International



