โซ่ตรวนหลังพ้นโทษของ ‘ผู้ต้องขัง’ เมื่อ ‘กระบวนการยุติธรรม-กฎหมาย’ ปิดตายโอกาสทำมาหากิน

(ซ้ายไปขวา) ธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม TIJ, ศ.ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายจเร คงทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองกฎหมาย กรมสรรพากร และวสุนธรา ทรัพย์สมาน ผู้จัดการโครงการ TIJ

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ จัดงานเสวนาหัวข้อ “ข้อท้าทายในการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขัง และการสนับสนุนการจ้างงานผู้พ้นโทษ” ในวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ศ.ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายจเร คงทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองกฎหมาย กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ดำเนินรายการโดย ธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม TIJ และวสุนธรา ทรัพย์สมาน ผู้จัดการโครงการ TIJ

คอขวดในชั้นศาล ผู้พิพากษา 5 พันคน คุม 1.8 ล้านคดี – ตุลาการคะแนนต่ำ

ศ.ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “ทะเบียนประวัติอาชญากรรม: อุปสรรคการกลับคืนสู่สังคม” ว่า จำนวนผู้ต้องขังของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร. สุรศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ที่รัฐมีนโยบายเปลี่ยนสถานะยาเสพติดให้ยาบ้ากลายเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ทำให้หลายคนถูกจับเข้าเรือนจำมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปี 2551 ที่มีผู้ต้องขังกว่า 180,000 ราย แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี หรือปี 2561 มีผู้ต้องขังกว่า 360,000 ราย หรือเพิ่มเป็นเท่าตัว

เมื่อเทียบสัดส่วนประชากรต่อผู้ต้องขัง 100,000 คน โดยคำนวณจากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมดหารด้วยจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ แล้วคูณ 100,000 หรือที่เรียกว่าอัตราการจำคุก พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจำนวนผู้ต้องขังสูงเป็นลำดับ 1 ของอาเซียน 

  1. สหรัฐอเมริกา 629 คน
  2. ไทย 445 คน
  3. บราซิล 355 คน
  4. รัสเซีย 329 คน
  5. จีน 118 คน
  6. อินเดีย 34 คน

สังคมมองว่าเรือนจำเป็นการแก้ปัญหาคนทำผิด จับยัดเข้าไป แต่ผมมองว่าส่วนหนึ่งคือ การสร้างปัญหา ปริมาณคดีอาญาในศาลชั้นต้นสูงมาก ในหนึ่งปีฟ้องร้องกัน เฉพาะศาลอาญา 600,000 คดีต่อปี

“ขณะที่ฝรั่งเศสหรือฟินแลนด์อยู่ที่หลักหมื่น ต้นทางยัดคนเข้าเรือนจำตลอดเวลา แม้จะเพิ่มการอภัยโทษ แต่คนก็เพิ่มเข้ามาตลอด คำถามคือเราจำเป็นต้องฟ้องทุกเรื่องไหม…อัยการส่วนใหญ่ก็ฟ้องเพื่อความอยู่รอด ถ้าสั่งไม่ฟ้องก็ถูกเล็งแล้ว ที่สำคัญกลไกกระบวนการยุติธรรมบ้านเราเป็นไซโล (silo) ศาลอยู่ส่วนศาล อัยการส่วนอัยการ ตำรวจก็แยก” ศ.ดร. สุรศักดิ์ กล่าว

ศ.ดร. สุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีผู้พิพากษาประมาณ 5,000 คน หากนับเฉพาะคดีอาญามีจำนวน 600,000 – 700,000 คดีต่อปี เมื่อรวมกับคดีแพ่งจะทำให้มีคดีในศาลชั้นต้น 1,800,000 คดีต่อปี และกว่า 60% ของคดีทั้งหมดเป็นคดีที่เอกชนฟ้องกันเอง ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้พิพากษาไม่มีทางตัดสินคดีได้ทั้งหมด

ต้นน้ำ ‘คดีเยอะ’ มาก เราต้องสกรีนคดี อย่างปี 2566 มีคดีปลูกกัญชาต้นเดียว ไล่ฟ้องศาลทั่วประเทศ ต้นทุนการดำเนินงานประมาณ 120,000 บาท คำถามคือเราได้ประโยชน์อะไรจากการดำเนินคดี 

เกณฑ์ WJP Rule of Law Index Thailand 2024 ยังชี้ให้เห็นถึงภาพรวมกระบวนการยุติธรรมไทยที่สอบตก โดยมีภาพรวมอันดับที่ 78 จาก 142 ส่วนระดับภูมิภาคได้อันดับที่ 10 จาก 15 แต่ที่ได้อันดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญคือประเด็น กระบวนการยุติธรรมทางอาญาอันดับ 80 จาก 142 

เกณฑ์การวัดระดับโลกระดับภูมิภาค
การจำกัดอำนาจของรัฐบาล (Constraints on Government Powers)101/14212/15
การปราศจากการคอร์รัปชั่น (Absence of Corruption)70/1429/15
รัฐบาลที่โปร่งใส (Open Government)75/1429/15
สิทธิขั้นพื้นฐาน (Fundamental Rights)94/14210/15
ระเบียบและความมั่นคง (Order and Security)65/14211/15
การบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory Enforcement)99/14213/15
กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง (Civil Justice)79/14210/15
กระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice)80/14211/15

ร่องรอย ‘ผู้พ้นโทษ’ จากทะเบียนประวัติอาชญากร และ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ

“แต่ละปีมีผู้พ้นโทษ 2 แสนคน แต่ในทะเบียนประวัติอาชญากรมี 13 ล้านรายชื่อ ซึ่งเราไม่เคยลบ ความผิดเล็กๆ น้อยๆ จับเข้าคุกหมด ขี่มอเตอร์ไซค์เร็วติดคุกจริง 2 เดือน คนก็มีประวัติ” ศ.ดร. สุรศักดิ์ กล่าว

ศ.ดร. สุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ผู้พ้นโทษที่ออกจากเรือนจำแล้วจะถูกจดทะเบียนประวัติอาชญากรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำรายงานการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลประวัติอาชญากร พบว่า ผู้มีประวัติอาชญากรรมติดตัวจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการจ้างงาน (Prospective Employment) เนื่องจากการประกอบอาชีพบางประเภทมีการกำหนดคุณสมบัติหรือคุณลักษณะห้ามผู้กระทำความผิดประกอบอาชีพ เช่น การห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน อาชีพที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ความมั่นคงของประเทศ หรือการห้ามมิให้บุคคลซึ่งมีความผิดเกี่ยวกับเด็ก หรือเพศประกอบวิชาชีพครู หรือการห้ามประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร หากบุคคลดังกล่าวเคยได้รับโทษคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ โดยกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามไว้ว่าต้องไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ทำให้ผู้เคยกระทำความผิดไม่สามารถประกอบอาชีพเหล่านี้ได้ตลอดชีวิต แต่การกำหนดคุณลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว เพื่อป้องปรามภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น

แม้ประเทศไทยจะมีการล้างมลทิน แต่จากคำพิพากษาฎีกาที่ 3981/2550 ศาลได้วินิจฉัยว่า

“แม้จำเลยจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีฯ ซึ่งให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ก็มีผลเพียงให้ถือว่าผู้ต้องโทษไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้มีผลถึงกับให้ถือว่าความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถูกลงโทษจำคุกถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำเสนอข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้”

ทั้งนี้ กฎหมายการล้างมลทินในประเทศไทย ดังนี้

  • พ.ร.บ. ล้างมลทินผู้กระทำผิดทางการเมือง ร.ศ.130 พุทธศักราช 2475
  • พ.ร.บ. ลบล้างมลทินให้แก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษในกรณีเกณฑ์แรงงานหรือทรัพย์สินในระหว่างมหาสงครามอาเซียบูรพา พ.ศ. 2489
  • พ.ร.บ. ล้างมลทินในโอกาสครบรอบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2499
  • พ.ร.บ. ล้างมลทินในโอกาสครบรอบ 25 พุทธศตวรรษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2502
  • พ.ร.บ. ล้างมลทินในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2526
  • พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530
  • พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พ.ศ. 2539
  • พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550

นี่คือประเด็นที่ ศ.ดร. สุรศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า ปลายน้ำของกระบวนการยุติธรรมไทยสร้างปัญหาและอุปสรรคในการคืนสู่สังคม ขณะเดียวกันกรมราชทัณฑ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรือนจำมีสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด แผนฟื้นฟูผู้กระทำผิดไม่เหมาะสมและการกระทำความผิดซ้ำ ขาดแคลนสถานที่แยกสำหรับผู้ต้องขังอันตรายและผู้ต้องขังที่มีความผิดไม่ร้ายแรง มีการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ดี ทำให้เกิดการหลบหนีง่าย สุดท้ายผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับไปกระทำผิดซ้ำ

“เราไม่เคยมีการลบล้าง มีแต่ทะเบียนประวัติอาชญากร ติดแต่ไม่รู้ว่าติดคุกเพราะอะไร ถ้ายังไม่ล้างประวัติ คนก็ติดประวัติอาชญากร” ศ.ดร. สุรศักดิ์ กล่าว

ความผิดบางอย่างถ้าไม่เกี่ยวกับการทำงานที่อ่อนไหว เช่น งานเกี่ยวกับผู้หญิงเด็ก อาจไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลเขาก็ได้ เช่นปลูกกัญชาต้นเดียวกลายเป็นเก็บประวัติ แม้จบลงโดยไม่มีการฟ้องคดีก็ยังเก็บประวัติไว้ บางเรื่องไม่ได้กระทบกับอาชีพการงาน

 ศ.ดร. สุรศักดิ์ ทิ้งท้ายประเด็นกฎหมายล้างมลทินว่า การล้างมลทินครั้งล่าสุดคือปี 2550 หรือ 18 ปีที่แล้ว ซึ่งกฎหมายการล้างมลทินควรจะอยู่ในกฎหมายปกติวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ใช่กฎหมายที่เป็นวาระที่รัฐบาลอยากทำ

เมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายฝรั่งเศส ซึ่งมีเรื่องการจัดเก็บทะเบียนประวัติฯในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แบ่งการจัดเก็บเป็น 3 ประเภท

  • B1 ประกอบด้วยบทลงโทษทางอาญาและทางปกครองทั้งหมดที่บังคับใช้กับบุคคล เฉพาะผู้พิพากษา อัยการและกรมราชทัณฑ์เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้
  • B2 ประกอบด้วยคำตัดสินเหล่านี้เพียงบางส่วน สามารถออกให้แก่หน่วยงานบริหาร และศาลพาณิชย์ได้ ผู้จัดการของบริษัท (ทั้งภาครัฐและเอกชน) ที่จ้างพนักงานเพื่อดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรม การศึกษา หรือสังคมผู้เยาว์ ก็สามารถขอได้เช่นกัน
  • B3 ประกอบด้วยคำพิพากษาลงโทษที่ร้ายแรง จะระบุถึงการตัดสินลงโทษที่น้อยที่สุด โดยครอบคลุมเฉพาะการตัดสินลงโทษที่ร้ายแรงที่สุด มากกว่าสองปี โดยไม่ได้รับการรอลงอาญา

“สิ่งที่ผมเสนอคือ การมีประวัติหลายประเภท ประเภทหนึ่งคือสำหรับระบบราชการ หรือประวัติความผิดทางเพศเกี่ยวกับผู้หญิง ถ้าประวัติบางอย่างทำให้เขาเข้าสู่ระบบงานได้ เรายังจำเป็นต้องปกปิดเขาหรือไม่ ถามว่าคนชั่วจะชั่วตลอดไหม ขนาดองคุลีมาลยังตรัสรู้กลับมาเป็นพระพุทธเจ้าได้ ทำไมเราไปปิดเขาจนหมดทาง” ศ.ดร. สุรศักดิ์ กล่าว

กฎหมาย 25 ฉบับ ตัดโอกาส-อาชีพคนมีประวัติ

ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “แรงงานบางส่วนของไทยที่ถูกลืม: ความสูญเสียจากการไม่จ้างผู้พ้นโทษ” โดยชี้เห็นถึงช่องโหว่ของแรงงานไทย และความเป็นไปได้ที่จะนำผู้พ้นโทษเข้ามาอุดช่องโหว่ในระบบเศรษฐกิจ

ดร.กิริยา ให้ข้อมูลว่า กำลังแรงงานไทยมีประมาณ 40 ล้านคน คิดเป็นคนมีงานทำกว่า 39 ล้านคน และคนตกงาน 1 แสนคน ซึ่งไทยมีอัตราการว่างงาน 1% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์แรงงานไทยยังถือว่าขาดแคลน เพราะ (1) มีการจ้างแรงงานข้ามชาติประมาณ 4 ล้านคน คิดเป็น 10% (2) แรงงานกัมพูชาหายไป 4 แสนคน (3) คนว่างงานกว่า 4 แสนคนส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เนื่องจากผลิตคนไม่ตรงกับที่ความต้องการตลาด โดยเฉพาะแรงงานสายสังคมศาสตร์ที่มีจำนวนมาก

ดังนั้น หากนำผู้พ้นโทษกว่า 200,000 คนต่อปีมาเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญของประเทศ จะถือเป็นการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างมีคุณค่ากับตลาดแรงงานไทย แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องการจ้างงานผู้พ้นโทษ

ข้อจำกัดแรกคือ ทัศนคติของนายจ้างและสังคม ซึ่งกลัวคนที่เคยติดคุก โดยขาดความเข้าใจว่าไม่ได้ทผิดกฎหมายร้ายแรง

ข้อจำกัดที่สองคือ ระบบกฎหมาย โดย ดร.กิริยา ระบุว่ามีกฎหมายอย่างน้อย 25 ฉบับที่กีดกันการประกอบอาชีพของผู้พ้นโทษ ดังนี้

  1. พ.ร.ก. การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ.2559ผู้จัด
    • การบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ผู้ขออนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ มาตรา 10(5)(ฉ)
    • ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างภายในประเทศ มาตรา 19
  2. พ.ร.ก. กำหนดการประมง พ.ศ.2558
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรา 15
    • ประมงพื้นฐานและประมงพาณิชย์ มาตรา 39(1)
  3. พ.ร.บ. การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558
    • กรรมการสมาคมกีฬา มาตรา 71(4)
  4. พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ.2522
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรา 10(2)
    • ผู้ประจำรถในประเภทขนส่งไม่ประจำทางโดยรถขนาดเล็ก มาตรา 96(9)
    • ผู้ประจำรถในการขนส่งส่วนบุคคล มาตรา 99
  5. พ.ร.บ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545
    • หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง มาตรา 38/2(3)
  6. พ.ร.บ. ควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ.2474
    • อาชีพขายทอดตลาดหรือค้าของเก่า มาตรา 6(3)
  7. พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551
    •  ผู้ประกอบการผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ผู้ขอจดทะเบียนสถานประกอบการ มาตรา 16(5)
    • ผู้ประกอบการขายเครื่องมือแพทย์ มาตรา 26
  8. พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 
    • ผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณาสิ่งพิมพ์ มาตรา 7(4)
    • บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ มาตรา 14(5)
    • เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ที่เป็นบุคคล ผู้พิมพ์หรือผู้โฆษณา มาตรา 15(5)
  9. พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528
    • ผู้จัดหางานในประเทศ มาตรา 9(10)
    • ผู้จัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ มาตรา 31(6)
  10. พ.ร.บ. ช่างรังวัดเอกชน พ.ศ.2535
    • ช่างรังวัดเอกชน มาตรา 19(9)
    • ผู้จัดตั้งสำนักงานช่างรังวัดเอกชน มาตรา 25(7)
  11. พ.ร.บ. ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรา 7(3)
    • พนักงานรักษาความปลอดภัย มาตรา 34(3)
  12. พ.ร.บ. ประกันชีวิต พ.ศ.2534 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2557
    • กรรมการ ผู้จัดการ บุคคลซึ่งมีอำนาจแทนบริษัท มาตรา 35(2)
    • ตัวแทนประกันชีวิต มาตรา 69(4)นายหน้าประกันชีวิต มาตรา 72นักคณิตศาสตร์ประกันภัย มาตรา 83/4(1)
    • ผู้จัดการ มาตรา 87/2(1)
  13. พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535
    • ตัวแทนประกันวินาศภัย มาตรา 64(4)
    • นักคณิตศาสตร์ประกันภัย มาตรา 78/4(1)
  14. พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551
    • ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์และผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ มาตรา 39(4)
  15. พ.ร.บ. ยา พ.ศ.2510
    • ผู้ผลิต ขายหรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบัน มาตรา 34(4)
    • ผู้ผลิต ขายหรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนโบราณ มาตรา 48(4)
  16. พ.ร.บ. แรงงานทางทะเล พ.ศ.2558
    • ผู้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานเป็นคนประจำเรือ มาตรา 21(7)
  17. พ.ร.บ. โรงรับจำนำ พ.ศ.2505
    • ผู้ตั้งโรงรับจำนำ มาตรา 9(5)
  18. พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550
    • ผู้ตั้งโรงเรียนในระบบ มาตรา 21(10)
  19. พ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ.2547
    • ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม มาตรา 16(5)(6)
    • ผู้จัดการโรงแรม มาตรา 33(5)(6)
  20. พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ.2509
    • ผู้ตั้งสถานบริการ มาตรา 6(5)
  21. พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559
    • ผู้ประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ มาตรา 13(3)
    • ผู้ดำเนินการบริหารจัดการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ มาตรา 21 ข.(2)
    • ผู้ให้บริการเพื่อสุขภาพ มาตรา 23 ข.(2)
  22. พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ.2541
    • ผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาล มาตรา 17(3)
  23. พ.ร.บ. สถานพยาบาลสัตว์ พ.ศ.2533
    • ผู้จัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์ มาตรา 8(2)
  24. พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558
    • ผู้บังคับหลักประกัน มาตรา 55(2)
  25. พ.ร.บ. หอพัก พ.ศ.2558
    • ผู้ประกอบกิจการหอพักเอกชน มาตรา 35(2) (ค)
    • ผู้จัดการหอพักสถานศึกษา มาตรา 44 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 51
    • ผู้จัดการหอพักของหอพักเอกชน มาตรา 50 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 51

ดร.กิริยาเสริมว่า กฎหมายจำเป็นต้องปรับแก้ ตัวอย่างเช่น อาชีพประมงกำหนดให้ต้องพ้นโทษก่อน5 ปีจึงจะสามารถทำประมงได้ ทั้งที่เป็นอาชีพที่ไม่เสี่ยงต่อสังคม ตลอดจนอาชีพอื่นๆ เช่น คนติดรถประจำทาง พนักงานรักษาความปลอดภัย ร้านนวด ฯลฯ ซึ่งจำกัดอาชีพและช่วงเวลาพ้นโทษเป็นการตัดโอกาสทางอาชีพและการทำมาหากินของคนกลุ่มนี้

“กฎหมายมักจะกีดกันแบบเหมารวม ไม่จำแนกฐานความผิด โดยเฉพาะความผิดลหุโทษ และกีดกันช่วง 1 ถึง 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะผู้ต้องขัง 40% มากสุดอายุ 25 ถึง 35 ปี เป็นกำลังแรงงานคนหนุ่มสาว…การกีดกันผู้พ้นโทษออกจากอาชีพบางประเภทอาจช่วยปกป้องสังคม แต่อาจทำให้ผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่วงจรอาชญากรรมได้หากไม่มีงานทำ” ดร.กิริยา กล่าว

ดร.กิริยาเสริมอีกว่า นายจ้างมักจะจ้างแรงงานต่างด้าวทั้งที่ไม่รู้ประวัติอะไรเลย ทั้งที่แรงงานต่างด้าวอาจเคยทำผิดกฎหมายมาก่อน แต่นายจ้างไทยกลับกีดกันคนไทย และปิดโอกาสไม่ให้เข้าทำงาน นอกจากนี้ เมื่อผู้พ้นโทษเข้าไปสมัครงานก็อาจถูกนายจ้างตีตรา แม้ว่าภาครัฐจะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ก็ตาม

เสนอแก้ กม. – ปั้นทักษะให้ผู้พ้นโทษ

ดร.กิริยากล่าวถึงข้อเสนอในการจ้างงานผู้พ้นโทษและลดการกีดกัน ดังนี้

  1. แก้กฎหมายกีดกันผู้พ้นโทษในการประกอบอาชีพ การกีดกันควรทำเฉพาะอาชีพที่มีความเสี่ยงซ้ำซ้อนกับคดีที่เคยกระทำ เพื่อไม่ให้ปิดกั้นโอกาสทั้งหมด
  2. ปรับเปลี่ยนราชทัณฑ์เป็นโรงเรียนปั้นคนเก่งที่เต็มไปด้วยโอกาส และเป็นไปตามความต้องการเฉพาะบุคคล โดยจัดแบ่งเป็นผู้ต้องขังเป็นกลุ่มตามความสนใจ จัดเวทีประกวดแข่งขัน
  3. สร้างนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ พร้อมสิทธิประโยชน์การลงทุน
  4. งานอิสระเป็นทางเลือกหนึ่งที่สมเหตุสมผล ทุนประกอบอาชีพอิสระและทักษะดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็น
  5. แนะแนวอาชีพดาวรุ่ง เช่น ดูแลผู้สูงอายุ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีสมัยใหม่

ปัญหาการเชื่อมตุลาการไทย ไร้เจ้าภาพ นโยบายขาดช่วง

ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวในหัวข้อ “โอกาสของผู้พ้นโทษในการจ้างงาน” ว่า กระบวนการยุติธรรมประเทศไทยแยกกันทำงานอย่างสิ้นเชิง ทุกคดีที่ไกล่เกลี่ยเป็นคดีที่ฟ้องร้องแล้ว และโอกาสยากมากที่จะใกล้เกลี่ยสำเร็จ

มันต้องลดตั้งแต่ต้นทาง เช่น การฟ้องร้อง การใช้สิทธิทางศาล มันต้องไม่มีทางไปแล้วจริงๆ แต่บ้านเราคนใช้กระบวนการนี้เกินขอบเขต ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ทั้งกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ สังคม

“ประมาณ 10 ปีก่อน มีจดหมายจากแดน 7 มาหาผม ผมคิดว่าลูกศิษย์เราเป็นอะไรหรือเปล่า แต่ไม่ใช่ เขาเป็นผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ในคดียาเสพติด เขียนว่าเขาอยากทำอะไรที่มีประโยชน์ เพราะได้เรียน-อ่านกฎหมายในนั้น ให้แม่ไปซื้อหนังสือที่ผมเขียน เขาอ่านแล้วมีกำลังใจ อยากทำอะไรเป็นประโยชน์ สามารถเอาความรู้ทางกฎหมายมาช่วยคนอื่นรวมถึงตัวเขาเอง และถ้าเขารู้กฎหมายมากกว่านี้ วันนั้นเขาจะไม่เป็นแพะในคดีที่เกิดขึ้น” ดร.นิสิต กล่าว

ดร.นิสิตยังชี้ให้เห็นปัญหาเรื่อง ‘เจ้าภาพ’ และ ‘ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย’ ในการจ้างงานผู้พ้นโทษ เพราะเมื่อไปเสนอไอเดียกับหน่วยงานภาครัฐใดก็ตาม มักจะโดนตั้งคำถามเรื่องเจ้าภาพที่ผลักดัน อีกทั้งเมื่อผู้บริหารเดิมหมดวาระ นโยบายหลายเรื่องก็เดินต่อไม่ได้ 

กรณีศึกษาโครงการให้โอกาสผู้ต้องขัง-ผู้พ้นโทษ

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนได้พยายามจ้างงานผู้พ้นโทษ เพื่อให้โอกาสและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ดร.นิสิต ยกตัวอย่าง 2 โครงการเป็นกรณีศึกษาคือ

  • โครงการคืนคนดีสู่สังคม ด้วยการสร้างทักษะอาชีพผ่านการพัฒนาฝีมือแรงงาน เริ่มปี 2561 โดยบริษัท รีเทล บิซิเนส โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งจัดทำ MOU กับเรือนจำสมุทรปราการ โดยนำตัวผู้ต้องขังที่กำลังจะพ้นโทษมาฝึกอาชีพ และตั้งเป็นทีมพิเศษ เมื่อกลุ่มผู้พ้นโทษผ่านการประเมินงานแล้ว บริษัทจึงรับตัวผู้ต้องขังชายไปปฏิบัติงานในพื้นที่โรงงาน ร่วมกับพนักงานทั่วไป และในปี 2566 มีผู้ต้องขังชายเข้ารับการฝึกอาชีพมากกว่า 100 คน
  • โครงการคืนคนดีสู่สังคม ด้วยการสร้างทักษะการขายในระบบ Telesales เริ่มปี 2562 โดยบริษัท ไนซ์คอล จำกัด (มหาชน) สร้างพื้นที่ฝึกอบรมอาชีพด้วยระบบ call center และให้เรือนจำสมุทรปราการเป็นต้นแบบและมีแผนขยายไปยังเรือนจำอื่น รวมถึงมีระบบการรับทำงานเมื่อพ้นโทษ ทำให้ผู้ต้องขังมีรายได้ขั้นต่ำ 12,000 บาทต่อเดือน มีเงินออมไม่น้อยกว่า 72,000 บาทต่อปี ที่สำคัญจำนวนผู้กระทำความผิดซ้ำเมื่อพ้นโทษลดลง และปัจจุบันมีผู้พ้นโ?ษเข้าทำงานต่อกับบริษัทแล้วมากกว่า 20 คน

มาตรการดึงผู้พ้นโทษเข้าทำงาน

นายจเร คงทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองกฎหมาย กรมสรรพากร กล่าวในหัวข้อ “ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนทางภาษีการจ้างงานผู้พ้นโทษ” ว่า ผู้พ้นโทษหมายถึงนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ และได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากครบกำหนดโทษตามหมายศาล ลดวันต้องโทษจำคุก และพักการลงโทษ

โดยกรมสรรพากรมีมาตรการเพื่อให้ภาคเอกชนสนับสนุนการจ้างงานผู้พ้นโทษคือการลงบัญชีค่าจ้างแรงงาน โดยสามารถลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 1.5 เท่าของค่าจ้างแรงงาน (ไม่กำหนดจำนวนค่าจ้าง)

ทั้งนี้ เมื่อเทียบสิทธิประโยชน์กับกลุ่มอื่นๆ รายละเอียด ดังนี้

  • ค่าจ้างแรงงานคนพิการ = ลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2-3 เท่าของค่าจ้างแรงงาน (ไม่กำหนดจำนวนค่าจ้าง)
  • ค่าจ้างแรงงานผู้สูงอายุ = ลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่าของค่าจ้างแรงงาน (ค่าจ้างเดือนละไม่เกิน 15,000 บาท)

นายจเรกล่าวต่อว่า การจะรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ต้องได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับารปล่อยตัว เข้าทำงานหรือทำงานต่อเนื่องตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 704) พ.ศ.2563