Youth Basic Income ฐานรายได้เพื่อเริ่มต้นชีวิต

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์


แนวคิดเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าเป็นเครื่องยืนยันว่า ปากท้องและอุดมการณ์เป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนคำตอบของคำถามที่ว่า ระหว่างทางก่อนจะถึงผลลัพธ์ดังกล่าว เราทำอะไรได้บ้างในตอนนี้ Youth Basic Income (YBI) หรือ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าสำหรับคนรุ่นใหม่” คือหนึ่งในความเป็นไปได้นั้น

แนวคิดเรื่องฐานรายได้เพื่อเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ ไม่ใช่เพียงเงินให้เปล่า แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่อยืนระยะการเปลี่ยนผ่านสู่ชีวิตผู้ใหญ่ ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน งานไม่มั่นคง ค่าใช้จ่ายในการศึกษา ที่อยู่อาศัยราคาพุ่งสูง สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และแรงกดดันทางสุขภาพจิตที่หนักขึ้น

Youth Basic Income คืออะไร

YBI คือรายได้ประจำ จ่ายเป็นเงินโดยตรง โอนให้รายบุคคล ให้กับประชากรช่วงวัยหนึ่งอย่างถ้วนหน้าโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องรายได้หรือการทำงาน แตกต่างจากเงินสงเคราะห์แบบเฉพาะผู้ยากจนหรือเงินอุดหนุนแบบมีข้อตกลง YBI ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา “ช่องว่างเปลี่ยนผ่าน” ของคนอายุราว 18–24 ปี ช่วงที่ต้องตัดสินใจเรียนต่อ ทำงาน ย้ายเมือง หาที่อยู่ ฝึกทักษะ หรือทดลองเริ่มต้นกิจการ โดยมักไม่มีตาข่ายรองรับที่มั่นคง รายได้ถ้วนหน้าจะนำไปสู่การให้เสรีภาพจริงในการเลือกเส้นทางชีวิต มากกว่านโยบายสงเคราะห์แบบตีตราและยุ่งยากของรัฐสวัสดิการยุคเก่า

ทำไมคนรุ่นใหม่จึงควรเป็นสมรภูมิแรก

ประชากรวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่เผชิญความไม่แน่นอนสูงสุดของตลาดแรงงาน เข้าถึงงานยาก รายได้ผันผวน และแบกหนี้การศึกษามากกว่ารุ่นอื่น แม้ไทยมีอัตราว่างงานเยาวชนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่การอยู่ในสภาวะไม่มีงาน ไม่เรียน ไม่ฝึกทักษะ (NEET) ยังคงน่ากังวล และนโยบายฝั่งดีมานด์อย่าง YBI จะช่วยเสริมความมั่นคงระยะสั้นเพื่อให้เยาวชน “ยืนได้ก่อน” แล้วค่อยวิ่งทางไกล

รายงานล่าสุดของกระทรวงแรงงานชี้ว่า ไทยตั้งเป้าลดอัตรา NEET ลงจากราว 15% ให้เหลือ 5% ภายในห้าปีผ่านโมเดล Youth Guarantee ซึ่งตอกย้ำว่าช่องว่างช่วงวัยนี้เป็นวาระนโยบายเร่งด่วน ในอีกด้าน อัตราว่างงานเยาวชน 15–24 ปีของไทยปี 2024 อยู่ราว 4.31% ลดลงจากช่วงโควิด แต่ไม่ได้สะท้อนความเปราะบางด้านคุณภาพงาน ชั่วโมงทำงาน และรายได้ที่ผันผวน ซึ่งเป็นโจทย์ที่รายได้ประจำถ้วนหน้าสามารถช่วยกันกระแทกได้

อย่างไรก็ตาม การเริ่มจากเยาวชนไม่ได้หมายความว่ากลุ่มอื่นไม่สำคัญ ประชาชนทั่วไปเองก็เผชิญความไม่มั่นคงเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานจากเอไอและแพลตฟอร์มดิจิทัล ราคาสินค้าจำเป็นที่ผันผวน หรือความเสี่ยงจากโรคระบาด วิกฤติเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม หลายประเทศที่ทดลองรายได้พื้นฐาน เช่น ฟินแลนด์ พบว่าผลลัพธ์ไม่ได้หยุดแค่การช่วยคนจน แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นของครัวเรือนชนชั้นกลาง ทำให้คนมีพลังเลือกงานที่เหมาะสม ลดชั่วโมงทำงานที่ไม่ก่อคุณค่า และลงทุนในทักษะใหม่ๆ ได้

ดังนั้น หากมองในภาพรวม YBI สำหรับคนรุ่นใหม่อาจเป็น “สมรภูมิแรก” เพราะเป็นช่วงชีวิตที่เปราะบางและคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่สุดท้ายแล้ว การสร้าง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” ที่ครอบคลุมประชากรทุกช่วงวัยและประชาชนทุกกลุ่ม คือวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ทำให้ระบบสวัสดิการไทยเดินไปข้างหน้าได้จริง

ผลต่อการทำงาน รายได้ และสุขภาวะ

บทเรียนจากโครงการเงินสดแบบไม่มีเงื่อนไขในหลายประเทศให้ภาพค่อนข้างสอดคล้องกัน คือ ไม่ลดแรงจูงใจการทำงาน และช่วยลดความเครียด เพิ่มความมั่นคง ซึ่งเป็นพื้นฐานให้วัยรุ่นวางแผนชีวิตได้ยาวขึ้น ทั้งยังพบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจชีวิตมากขึ้นและความไว้เนื้อเชื่อใจสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งยังนำไปสู่แนวโน้มที่จะช่วยทำให้คนรุ่นใหม่ก้าวพ้นกับดักรายได้ผันผวน เพิ่มการลงทุนในทักษะ การย้ายที่อยู่เพื่อหาโอกาส และลดต้นทุนความเครียดที่บั่นทอนการตัดสินใจระยะยาว

จากสงเคราะห์สู่สิทธิขั้นพื้นฐาน

กยศ. เป็น “หนี้เพื่อการศึกษา” ไม่ใช่สวัสดิการรายได้ หน้าที่หลักคือเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา แต่ผลข้างเคียงคือความเสี่ยงหนี้เสียและแรงกดดันหลังเรียนจบ นอกจากความเสี่ยงที่ว่าแล้ว จำนวนผู้กู้และยอดกู้รวมกันยังสูงมากด้วย สิ่งนี้สะท้อนความต้องการเงินสดเพื่อการศึกษาและยังชีพ แต่เครื่องมือนี้ก่อให้เกิด “หนี้” ไม่ใช่ “รายได้” เป็นการผลักภาระไปยังอนาคต ในขณะที่ YBI จะให้ฐานรายได้ระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อเลือกงาน ฝึกทักษะ ย้ายถิ่นโดยไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ในชีวิต

อีกด้านหนึ่ง เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายสำคัญด้านความเท่าเทียม แต่เป็นแบบมุ่งเป้าเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยและจำกัดที่ช่วงปฐมวัย แต่เมื่อเข้าสู่วัย 18+ กลับเกิด “หน้าผาสวัสดิการ” YBI จึงมิได้มาแทนที่เงินอุดหนุนเด็ก แต่เป็นชิ้นส่วนที่ขาดหายในห่วงโซ่สวัสดิการช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ผู้ใหญ่

กยศ. เอง เพิ่มการเข้าถึงการศึกษา แต่ทำงานผ่านกลไกหนี้ ส่วนเงินอุดหนุนเด็กไม่ครอบคลุมวัยเริ่มทำงาน แนวคิด YBI จะอุดช่องว่างนี้ด้วยรายได้ถ้วนหน้าให้คนอายุ 18–24 ปีใช้รับมือค่าใช้จ่ายจริงของชีวิตผู้ใหญ่ตอนต้น ก่อนจะก่อหนี้ระยะยาวหรือยอมทำงานที่คุณภาพต่ำ

แล้วประเทศจะไม่แบกรับภาระเกินไปหรือ?

คำถามที่ตามมาทันทีเมื่อพูดถึง Youth Basic Income คือ ทำไมประเทศไทยต้องเป็นหนี้แทนคนเหล่านี้ด้วย? สิ่งนี้เป็นข้อกังวลคลาสสิก แต่หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า YBI ไม่ได้เป็นภาระ หากออกแบบอย่างยั่งยืน จะกลับเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้าง ที่ลดต้นทุนแฝงของประเทศในระยะยาว

ประการแรก ค่าใช้จ่ายของ YBI ควรเปรียบเทียบกับสิ่งที่ประเทศต้องสูญเสียหากไม่มีนโยบายนี้ ตัวอย่างเช่น หนี้ กยศ. ที่ค้างชำระแตะหลักแสนล้านบาทในปัจจุบัน และยังต้องเสียต้นทุนในการติดตามทวงหนี้และฟ้องร้อง ขณะที่เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบมุ่งเป้าแม้ช่วยได้บางส่วน แต่ไม่ครอบคลุมช่วงวัยที่ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงที่สุด คือ การเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย หรือการย้ายออกจากบ้านไปหางานในเมือง ค่าเสียโอกาสจากการที่เยาวชนจำนวนหนึ่งหลุดออกจากการศึกษา หรือยอมทำงานคุณภาพต่ำเพราะไม่มีเงินรองรับ คือภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าสูงกว่าเม็ดเงิน YBI

ประการที่สอง YBI สามารถออกแบบให้มีฐานรายได้ถาวร ที่ไม่พึ่งพาแต่การกู้หนี้สาธารณะ เช่น การจัดเก็บภาษีคาร์บอน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน หรือแม้แต่ VAT จากโรงเรียนกวดวิชาและธุรกิจการศึกษานอกระบบ ซึ่งกำลังเป็นตลาดใหญ่แต่แทบไม่ได้นำรายได้กลับคืนสู่สังคม หากออกแบบแหล่งรายได้เหล่านี้ให้โปร่งใสและเฉพาะเจาะจงสำหรับกองทุน YBI จะทำให้เงินที่หมุนเข้าออกเป็นระบบปิด ไม่แย่งงบประมาณหลักของรัฐ แต่เป็นกลไก “คืนทรัพยากรให้คนรุ่นใหม่”

ประการที่สาม หลักฐานจากต่างประเทศ เช่น ฟินแลนด์ แสดงว่า รายได้พื้นฐานไม่ได้ทำให้คนเลิกทำงาน แต่กลับเพิ่มโอกาสได้งานเต็มเวลา ลดความเครียด และเพิ่มศักยภาพแรงงาน ซึ่งเป็นผลคูณเชิงบวก (multiplier effect) ต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเยาวชนมีเงินจับจ่ายในท้องถิ่นมากขึ้น กล้าลงทุนในทักษะใหม่ และเลือกงานที่เหมาะสมกับศักยภาพตัวเอง เมื่อมองในมุมมหภาค สิ่งนี้คือการลงทุนที่สร้างรายได้ภาษีและผลิตภาพแรงงานกลับคืนสู่ประเทศในอนาคต

ดังนั้น YBI ไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่คือการ “สลับภาระ” จากการผลักให้เยาวชนสร้างหนี้ในอนาคต มาเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ควรได้รับในปัจจุบัน เป็นการลงทุนที่เกิดผลทันที และหากมองทั้งระบบ YBI จะช่วยลดหนี้เสีย ลดความเหลื่อมล้ำ ลดการหลุดออกจากการศึกษา และสร้างแรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งล้วนทำให้ฐานเศรษฐกิจและสังคมแข็งแรงกว่าเดิม

จะหาเงินจากไหน?

การจัดหาเงินสำหรับ YBI มีหลายทางเลือกผสมผสาน ตั้งแต่การ “จัดลำดับใหม่” รายจ่ายรัฐที่ซ้ำซ้อน-ได้ผลน้อย ไปจนถึงรายได้ประจำใหม่ ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การเก็บค่าธรรมเนียมทรัพยากรธรรมชาติและคาร์บอนแล้วคืนแบบเงินปันผลประชาชน การปรับภาษีกิจกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดนที่ใช้ทรัพยากรข้อมูลของไทย หรือการทบทวนสิทธิประโยชน์ภาษีที่ไม่มีตัวชี้วัดผลตอบแทนชัดเจน ทั้งหมดนี้ต้องลงรายละเอียดการออกแบบ แต่ประเด็นสำคัญคือ ความยั่งยืนทางการคลัง ไม่จำเป็นต้องมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียว

จะไม่ยิ่งทำให้คนขี้เกียจหรือ?

ประเด็นสำคัญคือเงินถ้วนหน้ากำลังจะเปลี่ยน “แรงกดดันให้รับงานอะไรก็ได้” ไปสู่ “อิสระในการเลือกงานเหมาะสม” เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานมากกว่า

นโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตคนรุ่นใหม่

การลงทุนรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าให้คนอายุ 18–24 ปีไม่ใช่การโปรยเงิน แต่เป็นสาธารณูปโภคทางสังคมรูปแบบหนึ่ง เป็นไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตของโอกาสที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีแรงและเวลาพอจะเรียนรู้ ค้นหาตัวเอง รับความเสี่ยงอย่างมีสติ และสะสมทุนมนุษย์ ทุนสังคมที่ระบบเศรษฐกิจไทยต้องการ งานวิจัยจากหลายประเทศย้ำผลด้านสุขภาวะ การมีงานทำ และความมั่นคงรายได้ที่ดีขึ้น โดยไม่ทำลายแรงจูงใจการทำงาน YBI คือหนึ่งในนโยบายที่พูดกับอนาคตได้แบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่เรื่องความฝัน โลกสวย แต่เป็นเรื่องปากท้องที่จับต้องได้ในทันที

ช่วยสร้างตาข่ายชีวิตให้คนรุ่นใหม่

การเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไม่ควรเป็นการเสี่ยงโชคที่ผลักให้เยาวชนจำนวนมากต้องล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรก ปัจจุบันเด็กไทยหลายล้านคนต้องพึ่งพาหนี้การศึกษา ค่าเช่าหอพัก และรายได้เสริมจากงานที่ไม่มั่นคงเพื่อยังชีพ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานเต็มเวลา การมี Youth Basic Income คือการสร้าง safety net ที่มั่นคงให้กับชีวิตวัยเริ่มต้น ให้พวกเขามีพื้นที่ในการหายใจ มีเวลาในการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก และเลือกเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับศักยภาพตนเองโดยไม่ต้องกลัวว่าความจนเฉียบพลันจะทำลายโอกาสในอนาคต ความปลอดภัยเชิงเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่เพียงลดความเปราะบาง แต่ยังสร้างฐานให้เยาวชนกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งท้ายที่สุดคือการลงทุนให้สังคมทั้งหมด

จากหนี้และการพิสูจน์ความจน สู่สิทธิถ้วนหน้า

โครงสร้างสวัสดิการปัจจุบัน เช่น กยศ. หรือกองทุนอุดหนุนเด็ก มักบังคับให้เยาวชนต้องพิสูจน์ความจน หรือกู้หนี้เพื่อให้ได้โอกาส ซึ่งเต็มไปด้วยขั้นตอนเอกสาร เสี่ยงต่อการคัดกรองผิดพลาด และผลักภาระให้เด็กต้องเริ่มชีวิตด้วยหนี้สิน ทั้งที่การเข้าถึงการศึกษาหรือรายได้ควรเป็นสิทธิพื้นฐาน การออกแบบ YBI แบบถ้วนหน้าช่วยลบความยุ่งยากเหล่านี้ไปทั้งหมด ไม่ต้องตรวจสอบรายได้ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่คัดกรอง ไม่ต้องผลักเด็กเข้าสู่กับดักหนี้ เพียงโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรง เดือนละจำนวนที่พอเลี้ยงตัวได้ ระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดต้นทุนการบริหารจัดการของรัฐไปพร้อมกัน

จากโครงการชั่วคราว สู่โครงสร้างถาวร

ความท้าทายของสวัสดิการหลายโครงการคือการพึ่งพางบกระตุ้นแบบครั้งเดียว เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต ที่แม้สร้างการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ไม่ทิ้งร่องรอยถาวรในระบบสังคม YBI ต้องการพิสูจน์ตรงกันข้ามว่า เราสามารถสร้างรายได้พื้นฐานที่มีโครงสร้างการคลังรองรับอย่างยั่งยืนได้ หากออกแบบฐานภาษีใหม่ การทำให้ YBI ยั่งยืนจึงหมายถึงการสร้างระบบสวัสดิการที่ไม่ขึ้นกับวาระการเมืองระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ฝังรากอยู่ในโครงสร้างงบประมาณของประเทศ

ทำไมต้องสร้างหนี้ด้วย

การบังคับให้เยาวชนเริ่มชีวิตด้วยการกู้หนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้การศึกษาหรือการพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้น คือการผลักภาระความเสี่ยงไปข้างหน้าอย่างไม่เป็นธรรม ในเมื่อสังคมรู้ว่าการลงทุนในวัยหนุ่มสาวคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เหตุใดเราจึงเลือกทางที่แพงกว่าและทำร้ายอนาคตมากกว่า?

การจัดตั้ง YBI คือการกลับฐานคิดจาก “กู้เพื่อได้โอกาส” ไปสู่ “สิทธิที่จะมีโอกาส” เป็นการเคลื่อนจากวัฒนธรรมสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม ไปสู่สิทธิถ้วนหน้าที่ทำให้ทุกคนก้าวออกจากจุดเริ่มต้นได้อย่างมั่นคงและเท่าเทียม

ก้าวต่อไปของสังคมไทย

ประวัติศาสตร์สวัสดิการไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือการขยาย “เงินช่วยเหลือ” แบบมุ่งเป้า เช่น เด็กแรกเกิดหรือครเรือนยากจน แต่ปัญหาคือความช่วยเหลือเหล่านี้มักคับแคบ ไม่ครอบคลุมช่วงชีวิตต่างๆ และทำงานในฐานะ “สงเคราะห์” มากกว่า “สิทธิ” หากเราต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่เยาวชนไม่ถูกทิ้ง เราจำเป็นต้องเคลื่อนจากแนวคิดสงเคราะห์ไปสู่สิทธิรายได้ถ้วนหน้าที่แท้จริง YBI คือการประกาศว่า เยาวชนทุกคนมีสิทธิที่จะเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ด้วยความปลอดภัย โปร่งใส และเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เริ่มต้นบนภาระหนี้และการพิสูจน์ความยากจน