ไทยยูเนี่ยน ปักธง SeaChange® 2030 พลิกโฉมฟาร์มกุ้งไทย ผนึกพันธมิตร ดันกุ้งคาร์บอนต่ำ สู่การผลิตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดตัวความก้าวหน้าโครงการ “กุ้งคาร์บอนต่ำ” ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 โดยจับมือภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และพันธมิตรทางการเงิน เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยในเวทีการค้าโลก สู่เส้นทางใหม่ที่ “ยั่งยืน” และ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง (Shrimp Decarbonization Project) และเสริมความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในเวทีโลก ด้วย Blue Finance ซึ่งเป็นกลไกทางการเงินเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของท้องทะเล ในงาน Global Compact Network Thailand หรือ GCNT Expo 2025

“SeaChange®2030” เส้นทางสู่ความยั่งยืน

นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ธุรกิจ Pet, Feed และ Marine Ingredient บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป

นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ธุรกิจ Pet, Feed และ Marine Ingredient บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เปิดเผยว่า SeaChange® 2030 คือกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยตั้งเป้าให้วัตถุดิบกุ้งและปลาทูน่าทั้งหมดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ภายในปี 2025

กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางฟาร์มและเรือประมง การดูแลแรงงานประมงให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้น้ำในกระบวนการผลิต พร้อมยกระดับมาตรฐานฟาร์มและแหล่งประมงให้เป็นไปตามเกณฑ์สากล เช่น Marine Stewardship Council (MSC) ตลอดจนถึงโภชนาการและอาหาร

หัวใจของกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ประกอบด้วยพันธกิจ 11 ข้อ ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอาหารทะลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น การสร้างระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ การดูแลแรงงานในเรือประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ เรามีเป้าหมายว่าภายในสิ้นปี 2025 สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของทูน่าจากแหล่งที่ได้มาตรฐานสากล ได้ 100% ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าถึง 97% แล้ว”  นายปราชญ์กล่าว

ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และมองว่าความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารทะเลจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้งห่วงโซ่อุปทานร่วมมือกัน จึงได้ริเริ่มโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำเมื่อสองปีก่อน ด้วยการทำงานร่วมกับองค์กร NGO และเกษตรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อผลักดันเกษตรกรไทยปรับตัวสู่การผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ไทยยูเนี่ยน-ภาครัฐ-พันธมิตร เดินหน้า กุ้ง”คาร์บอนต่ำ” ลดก๊าซเรือนกระจก หนุนเกษตรกรสู่ความยั่งยืน

ภายในงานยังได้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นในหัวข้อ ‘Blue Financing and Aquaculture: Empowering the Sustainability Transition เจาะลึกโอกาสและกลไกความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู่ความยั่งยืน’ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการ และตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและองค์ความรู้ ตลอดจนการนำนวัตกรรมมาช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลในระยะยาว

  • ผลักดันเกษตรกรไทยปรับตัวสู่การผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

นายภาณุ  บุญทรง ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนส่วนงานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน ด้านเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน 2593 ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุทานของบริษัท และเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

อุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยส่งออกติดอันดับต้น ๆ ของโลก ปีละประมาณ 6 แสนตันต่อปี แต่ช่วงหลังปริมาณการส่งออกลดลงครึ่งหนึ่ง มาอยู่ที่อันดับ 6-7

“เราต้องการจูงใจให้เกษตรกรลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงกุ้งหลัก ๆ มาจากสองส่วน ส่วนแรกคืออาหารกุ้ง ส่วนที่สองมาจากกิจกรรมในฟาร์ม เช่นการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อผลิตออกซิเจน” นายภาณุกล่าว

โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงกุ้งให้ได้ 25-35% ทั้งจากอาหารและระบบบริหารจัดการฟาร์ม โดยกำหนดให้ผู้ร่วมโครงการติดตั้งพลังงานโซลาร์ให้มีขนาดใหญ่พอที่จะให้ไฟฟ้าเกิน 80% ของการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวัน สำหรับสูตรอาหารกุ้งยังคงใช้สูตรเดิม แต่เปลี่ยนแหล่งที่มาเป็นถั่วเหลืองที่ไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า

นายภาณุ  บุญทรง ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนส่วนงานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป

นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนได้ทำความร่วมมือกับบริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนการติดตั้งพลังงานโซลาร์ให้กับเกษตรกร ด้วยระยะเวลาสัญญา10 ปี ช่วยให้เกษตรกรลดค่าไฟได้ 10%

“เรามุ่งมั่นที่จะให้กุ้งทุกตัวที่ไทยยูเนี่ยนรับซื้อได้รับการรับรอง ASC หรือ MSC ในปี 2573 หรือหากไม่ได้รับการรับรอง ก็ต้องเป็นกุ้งที่อยู่ในโครงการ AIPs (Aquaculture Improvement Project) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มุ่งยกระดับมาตรฐานฟาร์มให้มีความยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่เพียงเป้าหมายจากไทยยูเนี่ยนเท่านั้น แต่มาจากลูกค้าปลายทางอีกด้วย เกษตรกรไทยก็ต้องปรับตัว หันมาสนใจกับมาตรฐานเหล่านี้” นายภาณุกล่าว

โครงการนำร่องฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำของไทยยูเนี่ยนเริ่มให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยกุ้งจากโครงการมีวางจำหน่ายแล้วผ่านผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้แบรนด์ Chicken of the Sea ภายใต้ความร่วมมือกับ The Nature Conservancy (TNC), Ahold Delhaize USA และ Whole Foods Market

  • ภาครัฐ ย้ำบทบาทนโยบาย “Green Economy”

ด้านภาครัฐ โดยกระทรวงเกษตรและกรมประมง ย้ำนโยบายของรัฐมุ่งผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้สอดคล้องกับกระแสโลก ทั้งการพัฒนา Green Economy การสร้างนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงที่ลดคาร์บอน การสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันส่งเสริมให้เกษตรกรปรับตัวเพื่อรับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตสูง โรคระบาดสัตว์น้ำ และผลกระทบจาก Climate Change

นางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง

นางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง กล่าวว่า “ประเทศไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการเงิน โดยโครงการที่สอดรับกับนโยบายระดับชาติ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในฟาร์มเกษตร ล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ”

นอกจากมีนโยบายผลักดันสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด แข่งขันได้ สู่มาตรฐานระดับแบรนด์โลกแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุน มีรายได้ที่ยั่งยืน ด้วยการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ เพื่อรับมือกับความท้าทายที่อุตสาหกรรมกุ้งเผชิญ คือ หนึ่ง ต้นทุนสูง การเลี้ยงกุ้งใช้พลังงานสูงต้นทุนพลังงานประมาณ 23 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้แข่งขันได้ยาก สอง ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change มีผลกับโรคของกุ้ง สาม เกษตรกรประสบภาวะขาดสภาพคล่อง  

“ภาครัฐมองในทุกมิติ ทุกด้าน เรามองในเรื่อง Green Economy การพัฒนาที่สมดุล สังคม สิ่งแวดล้อม สิ่งที่กรมประมงทำตลอด 5 ปีมี 12 ด้านและมีหลายด้านที่สอดคล้องกับโครงการของไทยยูเนี่ยน ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ทำโครงการ Low Carbon Shrimp  ซึ่งการมุ่งการผลิตสัตว์น้ำในแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไทยถือว่าเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในการนำ Nature-based Solution มาใช้” นางสาวมนทกานติกล่าว

การเลี้ยงกุ้งมีการปล่อยคาร์บอนสูงจากอาหารและพลังงานที่ใช้ โดยปล่อยคาร์บอนจากอาหารกว่า 40% จากพลังงาน 55% ค่าไฟจากการผลิตกุ้ง 3 แสนตันคิดเป็นประมาณ 8 พันล้านบาทต่อปี

สำหรับนวัตกรรมที่เริ่มทดลองใช้คือ DO CONTROLLER (ระบบควบคุมออกซิเจนอัจฉริยะ) เพื่อให้เกษตรกรสามารถควบคุมการใช้พลังงานของอุปกรณ์เติมอากาศได้แม่นยำมากขึ้น มีการนำพลังงานโซลาร์มาใช้ ซึ่งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วย

นอกจากนี้ยังส่งเสริมการใช้อาหารโปรตีนที่เหมาะสม  เพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหารลดของเสียในบ่อ แทนการใช้สารเคมี  และควบคุมปริมาณอาหารให้แม่นยำ ลดของเสียที่เป็นต้นเหตุของเชื้อโรค

“เรายังทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาระบบรับรองกุ้งคาร์บอนต่ำ รวมทั้งเสริมสร้างการรับรู้ในทุกภาคส่วน  เราต้องสร้างระบบนิเวศ ทั้งแพลตฟอร์ม หรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งห่วงโซ่  การสนับสนุนจากแหล่งทุนมาทำงานร่วมกัน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน จะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งของไทยกลับมาแข่งขันได้เป็นที่ต้องการของตลาด” นางสาวมนทกานติกล่าว

นายพลชาติ เหลืองนฤมิตชัย เจ้าของฟาร์มกุ้ง อนันต์ฟาร์ม
  • ก้าวสู่ New Longevity Product

ภาคเอกชนยังมองเห็นโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์กุ้งพรีเมียม เพื่อเจาะตลาด Hospitality และ Wellness เพื่อตอบโจทย์ตลาดใหม่ที่เน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน พร้อมยืนยันว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่คือกำไรระยะยาว” เพราะไม่เพียงลดต้นทุน แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศ

นายพลชาติ เหลืองนฤมิตชัย เจ้าของฟาร์มกุ้ง อนันต์ฟาร์ม ในฐานะตัวแทนเกษตรกร ระบุว่า“ก่อนเข้าร่วมโครงการ การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี หรือแหล่งเงินทุนที่จำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความซับซ้อนและท้าทายเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการเมื่อปีที่ผ่านมา ผมได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย รวมทั้งมีความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ได้ดีขึ้น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานลงอย่างมาก ขณะที่การใช้อาหารกุ้งที่มีคุณภาพและผลิตแบบยั่งยืน ทำให้เราใช้อาหารในปริมาณที่น้อยลง และสามารถรักษาคุณภาพน้ำในบ่อได้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยเปิดโอกาสให้กุ้งของเราขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นความสำคัญเรื่องความยั่งยืน ผมจึงมีความหวังว่าเราจะสามารถทำฟาร์มกุ้งที่ดีต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและครอบครัวของเราได้”

นายพลชาติกล่าวว่า โลกที่เปลี่ยนแปลงทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไม่สามารถกลับไปทำแบบเดิม โจทย์ของการเลี้ยงกุ้งยุคใหม่นี้ คือ ต้องมีคาร์บอนต่ำ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อบริหารทรัพยากรที่ทั้งเศรษฐกิจและสังคมได้ประโยชน์ไปด้วยกัน

อนันต์ฟาร์มได้เริ่มปรับเปลี่ยนฟาร์มไปสู่ทิศทางที่ยั่งยืนในสองปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลที่ดี ต้นทุนพลังงานลดลง เดิมที่เคยจ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละ 4 แสนบาท แต่การใช้พลังงานโซลาร์ทำให้ค่าไฟฟ้าลดเหลือ 40,000 บาทต่อเดือน และยังได้กำไรจากการขายพลังงานโซลาร์ในส่วนที่เหลือใช้

นายพลชาติกล่าวว่า โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ ไม่ได้แก้แค่ปัญหาผลตอบแทนของฟาร์มกุ้ง  แต่ได้ประโยชน์ด้านอื่นมาด้วย โดยการพัฒนากุ้งคาร์บอนต่ำ มีโอกาสที่จะเป็น New Longevity Product ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศของไทย ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมตลาด Wellness ตอบโจทย์ความเป็นอยู่และสุขภาวะที่ดี รวมทั้งอุตสาหกรรม Hospitality อุตสาหกรรมบริการซึ่งครอบคลุม ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจภัตตาคารและธุรกิจท่องเที่ยว  ได้เต็มที่ ผลิตภัณฑ์อาจจะมีจุดเด่นในลักษณะเดียวกับที่ญี่ปุ่นส่งเสริมเนื้อวัววากิว  

นายพลชาติกล่าวปิดท้ายว่า“ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่คือกำไรของทุกคน” เราต้องยกระดับเกษตรกรให้เป็นพันธมิตรธุรกิจ เพราะสิ่งที่กำลังทำคือ การพัฒนาธุรกิจของคลัสเตอร์นี้

นางสาวฝนทิพย์ ยุทธเสรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (ที่ปรึกษา) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี)
  • เงินทุนและกลไกการเงินแบบ Blue Finance

ไทยยูเนี่ยนยังร่วมกับสถาบันการเงินออก สินเชื่อ Blue Finance และ Sustainability-linked Loan/Bond เพื่อช่วยเกษตรกรรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรมสีเขียว และผ่านมาตรฐานสากล เช่น ASC และ MSC ที่ตลาดโลกให้การยอมรับ

นางสาวฝนทิพย์ ยุทธเสรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (ที่ปรึกษา) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า ADB มีโครงการความช่วยเหลือด้านเทคนิค ในการจัดทํากรอบการระดมทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเครื่องมือของ ADB ที่มีคือ Green Finance และ Blue Finance ซึ่งกรอบการระดมทุนนี้ บริษัทสามารถใช้ได้ทั้งการออกหุ้นกู้และสินเชื่อ เครื่องมือไทยยูเนี่ยนนำมาใช้คือ Blue Finance สินเชื่อทางทะเลม

ADB ได้ทำงานร่วมกับไทยยูเนี่ยนเพื่อให้สินเชื่อเป็นไปตามมาตรฐานสากลทั้งของ International Capital Market Association ที่มีหลักการเกี่ยวกับ Green Bond Principles โดยในการจัดทำกรอบการระดมทุนได้นำกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) มาพิจารณาตามหลักเกณฑ์ Taxonomy ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีการกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตร  กรอบการระดมทุนนี้จึงสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน ธนาคาร บุคคล ทั่วไปที่มีความสนใจความยั่งยืน หรือลูกค้า

“Blue Finance มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมแนวปฏิบัติสำหรับอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงทรัพยากรทางทะเล การจัดสรรเงินทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินงานในแบบที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกร ธุรกิจสังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพได้ดียิ่งขึ้น” นางสาวฝนทิพย์กล่าว

นายยงยุทธ เสฎฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป

นายยงยุทธ เสฎฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า “ไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก มีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนี้ผ่านหลากหลายพันธกิจ หนึ่งในนั้นคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย  โดยไทยยูเนี่ยนมีเป้าหมายจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้ได้ 75%ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวภายในปี 2568 และเราเชื่อว่า Blue Finance อันหมายถึงกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนโครงการที่สร้างความยั่งยืนให้กับท้องทะเล จะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้สร้างความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจสีน้ำเงินหรือ Blue Economy ในระยะยาว”

“ความยั่งยืนไม่ใช่ Nice to have แต่เป็น  License to Operate ไทยยูเนี่ยนลงมือทำเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ช่วงแรกเราเน้นเรื่องแรงงานประมง ในโรงงาน การดูแลคน และปัจจุบันเราเดินหน้ากลยุทธ์ SeaChange® 2030 ที่มุ่งก้าวไปอีกขั้น” นายยงยุทธกล่าว

นายยงยุทธ์กล่าวว่า การผลักดันความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนได้วางแนวทางไว้ว่าจะนำความยั่งยืนมาเป็นส่วนหนึ่งของเงินทุน จึงตั้งเป้าว่าเงินกู้ระยะยาวของบริษัทภายในปี 2568 จะเปลี่ยนจากกู้วิธีเดิมมาเป็นการเงิน เพื่อความยั่งยืน 75% และภายใน 2573 จะเป็นการเงินเพื่อความยั่งยืน 100%

ไทยยูเนี่ยนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท Sustainability-Linked ทั้งตราสารหนี้และเงินกู้ และประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ด้วยเครื่องมือ Blue Finance ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2563-2565 ถึง 50% ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวของบริษัท ขณะที่โครงการ Blue Financeระยะที่ 2 ระหว่างปี 2566-2568 ที่ประกอบด้วย Sustainability-Linked Loan มูลค่า 11,485 ล้านบาท ครอบคลุมขอบเขตที่ 3

“เราไม่ได้พูดถึงแค่การเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนนี้เกิดขึ้นได้จริง นี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะก้าวไปเป็นผู้นำ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล หรือแม้แต่นักวิจัย เพื่อให้เราสามารถต่อยอดความสำเร็จของโครงการนี้ และขยายผลไปสู่ฟาร์มกุ้งอีกนับร้อยนับพันแห่ง และเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถนำไปปรับใช้ได้” นายยงยุทธ กล่าวทิ้งท้าย