สเปนกลายเป็น ‘ชาติรายได้สูง’ อย่างไม่คาดฝัน ให้บทเรียนอะไรแก่ประเทศ ‘รายได้ปานกลาง’

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : Xinhua.jpg

ในบทความชื่อ Spain overtakes Japan in GDP per capita ของ euronews.com กล่าวว่า เศรษฐกิจสเปนกำลังรุ่งเรือง โดยได้แรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก ปี 2025 รายได้ต่อคนของสเปนอยู่ที่ 36,190 ดอลลาร์ สูงกว่ารายได้ต่อคนของญี่ปุ่นที่ 33,960 ดอลลาร์ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซาต่อเนื่องมานานหลายปี แต่ก็มีนักวิเคราะห์มองว่า รายได้ต่อคนของญี่ปุ่นเมื่อคิดเป็นเงินเยนจะเท่าเดิม แต่ถ้าคิดเป็นดอลลาร์จะลดลง เพราะนับจากปี 2021 เป็นต้นมา ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงถึง 40%

แต่ในระยะที่ผ่านมา เศรษฐกิจสเปนก็เติบโตสูง ปี 2024 ขยายตัว 3.2% มากกว่าเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของกลุ่ม Eurozone เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลี ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสเปนได้แก่ อุปสงค์ภายในประเทศที่เข้มแข็ง และภาคบริการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ปี 2024 สเปนมีนักท่องเที่ยวถึง 94 ล้านคน กำลังไล่ตามฝรั่งเศสที่มี 100 ล้านคน

ภาคบริการมีสัดส่วน 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสเปน ดังนั้น ภาคบริการที่มีการเติบโตต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยที่สร้างความสำเร็จของเศรษฐกิจสเปน Carlos Cuerpo รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและธุรกิจของสเปน กล่าวว่า “โมเดลสเปนประสบความสำเร็จ เพราะเป็นโมเดลที่มีความสมดุล สิ่งนี้เป็นหลักประกันการเติบโตที่ยั่งยืนต่อเนื่อง”

สิบปีที่แล้วยังเป็น “คนป่วย” ของยุโรป

นิตยสาร the Economist เคยเขียนถึงสเปนไว้ว่า เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คำว่า “สเปน” เป็นคำพูดหมายถึงความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ทั้งรัฐบาลและธนาคารล้วนประสบปัญหาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดอาจตกอยู่ในสู่สภาพที่ล้มเหลว ธนาคารต้องอาศัยการกอบกู้ของรัฐ คนหนุ่มสาวอพยพออกนอกประเทศ หรือไม่ก็ประท้วงสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ที่ไม่มีโอกาสให้แก่พวกเขา

แต่สภาพเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ปี 2024 สเปนกลายเป็นประเทศ ที่มีการดำเนินการทางเศรษฐกิจดีที่สุด ในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว โดยวัดจากการเติบโตของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน นโยบายการคลัง และตลาดหุ้น สเปนจึงเป็นคำตอบดีที่สุดสำหรับคนที่มีทัศนะว่า ชะตากรรมเศรษกิจของยุโรปคือการพังทลาย

The Economist บอกว่า ความสำเร็จของสเปนให้บทเรียนหลายอย่าง ประการแรก การให้ความสำคัญแก่ภาคบริการ ไม่ใช่การทุ่มเทมากไปกับการประกอบการผลิต อุตสาหกรรมของสเปนอาจไม่ได้ตกต่ำมากเหมือนกับในเยอรมัน แต่ก็ไม่เติบโต อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวจากการตกต่ำในช่วงโควิด สเปนยังยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของภาคบริการ เพิ่มการส่งออกบริการที่ปรึกษา (consulting service) และความรู้ด้านเทคโนโลยี

บทเรียนที่ 2 คือ การเปิดกว้างรับแรงงานอพยพ นับจากปี 2019 แรงงานที่เกิดในต่างประเทศของสเปนเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านคน คนจำนวนมากมาจากลาตินอเมริกา ส่วนใหญ่มาทำงานที่ค่าแรงต่ำและทักษะต่ำ เมื่อคิดถึงจำนวนประชากรที่มากขึ้น สเปนมีรายได้ต่อคนเพิ่มขึ้น ขณะที่อังกฤษและแคนาดา ที่มีแรงงานอพยพเข้ามาเช่นเดียวกัน แต่รายได้ต่อคนลดลง

สเปนยังเปิดประตูให้การต้อนรับกับการลงทุนของจีน บริษัทยักษ์ใหญ่รถยนต์ Stellantis และ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ EV ประกาศสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในสเปน Cherry International บริษัทรถยนต์จีนเลือกบาร์เซโลนา เป็นที่ตั้งโรงงานแห่งแรกในยุโรป

ที่มาภาพ : pinterest.com

สู่ชาติรายได้สูง “แบบค่อยเป็นค่อยไป”

สเปนก้าวเป็น “ชาติรายได้สูง” แบบค่อยเป็นค่อยไป มีการวางรากฐานการพุ่งทะยานทางเศรษฐกิจในช่วงปี 1959-1980 ช่วงปี 1959-1974 เรียกกันว่าช่วง “ความมหัศจรรย์ของสเปน” เมื่อสเปนประกาศ “แผนรักษาเสถียรภาพปี 1959” ที่ IMF ให้การสนับสนุน โดยสเปนยกเลิกนโยบายเศรษฐกิจพึ่งตัวเองมานาน 20 ปี หันมาใช้เศรษฐกิจกลไกตลาด เปิดรับการลงทุนต่างประเทศ และการท่องเที่ยว

การปฏิรูปดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจสเปนเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรายได้ต่อคนเทียบกับ GDP จากตัวเลขธนาคารโลก ในปี 1960 รายได้ต่อคนอยู่ที่ 408 ดอลลาร์ ปี 1980 อยู่ที่ 6,200 ดอลลาร์ ปี 1990 อยู่ที่ 13,795 ดอลลาร์ ปัจจุบัน 35,297 ดอลลาร์ สเปนใช้เวลา 20 ปี (1960-1980) จากชาติรายได้ต่ำต่อสู่ชาติรายได้รายปานกลาง และ 10 ปี (1980-1990) ก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง

ความมั่งคั่งที่ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น ทำให้สเปนกลายเป็นสังคมผู้บริโภค เพราะจำนวนคนชั้นกลางมีมากขึ้น ปี 1950 สเปนมีประชากรเป็นคนชั้นกลาง 14% ถึงปี 1971 เพิ่มเป็น 33%  รายได้ส่วนน้อยของคนชั้นกลางจะใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็นพื้นฐาน แต่รายได้ส่วนใหญ่จะใช้หมดไปกับสินค้าเพื่อสันทนาการ และสินค้าผู้บริโภคต่างๆ ปี 1960 ครัวเรือนในสเปนมีรถยนต์ 1% ปี 1975 เพิ่มเป็น 40%

ที่มาภาพ : amazon.com

สเปนหลุดพ้นกัดดักฯได้อย่างไร

หนังสือชื่อ Unexpected Prosperity: How Spain Escaped the Middle-Income Trap เขียนถึงความสำเร็จโดยที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน ที่สเปนจะสามารถเปลี่ยนผ่านเป็นประเทศรายได้สูง ทั้งๆที่สถาบันต่างๆในสังคมมีสภาพอ่อนแอ แนวคิดการพัฒนาถือว่า สถาบันสังคมที่อ่อนแอ เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ กรณีของสเปนพิสูจน์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ แม้สังคมจะมีจุดอ่อนด้านความสามารถขององค์กรต่างๆในสังคม

กลางศตวรรษที่ 20 สเปนยังเป็นประเทศที่ผู้คนอดอยาก ในสมัยการปกครองของนายพลฟรังโก (1939-1975) ชาวบ้านคนหนึ่งพูดว่า นายพลฟรังโกสอนคนสเปน “ให้มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องกิน” ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคเกษตร ผลิตภาพการผลิตต่ำ จนสเปนก็เหมือนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ คือนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ประเทศใช้นโยบายพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจ จึงเกิดรัฐวิสาหกิจขึ้นมามากมาย

Unexpected Prosperity บอกว่า คนทั่วไปมักมองสเปนด้านลบที่เต็มไปด้วยปัญหาเศรษฐกิจ เช่นปัญหาการว่างงานที่เรื้อรัง แต่มองข้ามความสำเร็จของสเปน เหมือนการมองแก้วน้ำว่า “ขาดน้ำครึ่งหนึ่ง” ไม่ได้มองว่า “มีน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง” ปี 2001 เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ บุชไปเยือนสเปน ที่ปรึกษาบุชถาม Jose Aznar นายกรัฐมนตรีสเปนว่า อะไรคือสินค้าส่งออกหลักของสเปน ผู้นำสเปนตอบว่า “รถยนต์” เมื่อถามซ้ำอีก เพราะอาจเข้าใจคำถามผิด คำตอบคือ “ใช่ รถยนต์”

โรงงานรถยนต์ SEAT ในสเปน ที่มาภาพ : volkswagen-group.com

สเปนเป็นผู้ผลิตรถยนต์ใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป รองจากเยอรมัน ปี 2024 สเปนผลิตรถยนต์ 2.4 ล้านคัน มีสัดส่วน 10% ของ GDP นอกจากนี้ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สเปนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ ที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่าน จากชาติรายได้ปานกลางสู่ชาติรายได้สูง ความสำเร็จที่ยากลำบากนี้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก เสนอแนวคิดเรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” ขึ้นมา

Unexpected Prosperity กล่าวอีกว่า นอกจากจะมองข้ามความสำเร็จของสเปน และไปให้ความสำคัญต่อความสำเร็จของเกาหลีใต้ คนยังเข้าใจผิดในความสำเร็จของสเปนว่า ความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะสเปนมีเพื่อนบ้านเป็นประเทศในยุโรปที่มั่งคั่ง พร้อมให้การช่วยเหลือ ในปี 1950 คนสเปนหมดหวังกับการเมือง ความรุนแรงเกิดขึ้นไม่รู้จบ ปัญหาคอร์รัปชั่น และการไร้ความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในเวลา 30 ปีต่อมา รายได้ต่อหัวของสเปนสูงมีสัดส่วนเท่ากับ 30% ของสหรัฐฯ

ดังนั้น บทเรียนประแรกก็คือ หากยังควบคุมความรุนแรงไม่ได้ และการเมืองขาดเสถียรภาพ ก้าวแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะเติบโตรวดเร็วและยั่งยืน จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย สเปนได้ประโยชน์จากการแก้ไขนโยบายที่ผิดพลาดด้านมหภาค (macroeconomic) ได้ประโยชน์จากนโยบายเปิดกว้างจากการลงทุนต่างประเทศ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ แม้ระยะแรกจะเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจ และได้รับการปกป้อง แต่อุตสาหกรรมนี้ก็มีการพัฒนาที่เกิดขึ้น จากการลงทุนของบริษัทรถยนต์ต่างประเทศ และข้อกำหนดชิ้นส่วนรถยนต์ ทำให้อุตสาหกรรมนี้เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

ประการที่ 2 การเข้าถึงตลาดยุโรป มีความสำคัญต่อการเติบโตเศรษฐกิจของสเปน แต่การเป็นสมาชิกของสเปนใน “ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป”  หรือ European Economic Community (EEC) มีขึ้นในปี 1986 หลังจากยื่นใบสมัครในปี 1977 ดังนั้น ความรุ่งเรืองของสเปนจึงมาจากการพัฒนาความสามารถขององค์กรต่างๆภายในประเทศ ก่อนที่จะเป็นสมาชิก EU ส่วนการเป็นสมาชิก EU มีความสำคัญในแง่ที่ว่า ทำให้คนสเปนเกิดฉันทานุมัติทางการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

ประการที่ 3 คือการเติบโตของสเปนในระยะ 50 ปีหลังของศตวรรษที่ 20 ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบไม่คาดฝัน แต่ยังดำเนินไปอย่างต่อยั่งยืน จุดนี้ให้บทเรียนแก่ประเทศรายได้ปานกลางในปัจจุบัน เพราะปัญหาที่ท้าทายสเปนในช่วงการพัฒนาในอดีต เป็นปัญหาเดียวกันนับที่ประเทศรายได้ปานกลาง กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน คือ ทำย่างไรจะเพิ่มรายของรัฐผ่านระบบภาษี การให้หลักประกันสุขภาพและการศึกษาครอบคลุมถ้วนหน้า การส่งเสริมให้มีการแข่งขัน และผลิตภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น ความแตกต่างถ้าจะมีคือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนกันของ ระหว่างในอดีตกับปัจจุบัน

หนังสือ Unexpected Prosperity สรุปว่า การศึกษาบทเรียนการพัฒนาของสเปน จะให้ประโยชน์อย่างมาก แม้แต่ละประเทศจะมีเส้นทางการพัฒนาเฉพาะของตัวเองแตกต่างกันไป แต่ตัวอย่างจากสเปนคือความสำเร็จของการพัฒนาสู่ชาติรายได้สูง ท่ามกลางองค์กรต่างๆในสังคมที่ไม่สมบูรณ์ และเงื่อนไขต่างๆในระยะแรกที่ไม่เอื้ออำนวย

เอกสารประกอบ

Unexpected Prosperity: How Spain Escaped the Middle Income Trap, Oscar Calvo Gonzalez, Oxford University Press, 2021.