เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

ในการเมืองไทย คำว่า “คนรุ่นใหม่” กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งหากเรานับปีดังกล่าวเป็นจุดตัดของคลื่นความสนใจที่กลุ่มการเมืองพุ่งเป้าไปยังฐานประชากร first voter พรรคการเมืองต่าง ๆ พยายามขายแบรนด์ของตนเองผ่านการเชื่อมโยงกับเยาวชน แต่คำนี้กำลังเสื่อมพลังทางความหมาย เหตุผลก็คือ “ความเป็นรุ่นใหม่” กลายเป็นเพียงภาพลักษณ์มากกว่าสิ่งที่จะจับต้องได้จริง เมื่อเราผ่านจุดตัดที่ว่ามาหลายฤดูกาลการเลือกตั้ง การกล่าวว่า พรรคใด ๆ สนับสนุนคนรุ่นใหม่ หรือเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ในยุคนี้นั้นล้าสมัยไปแล้ว
หลังเป็น 2562 เป็นต้นมา เราเห็นพรรคเพื่อไทย พยายามขายคำว่า “คนรุ่นใหม่” เป็นระลอก โดยอาจทำให้เข้าใจว่า เป็นไปเพื่อสร้างภาพของการสืบทอด แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่เคยมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนในวัยเปลี่ยนผ่านนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพจิต ระบบการศึกษา หรือการจ้างงานที่ไม่มั่นคง การหยิบคำนี้มาใช้ซ้ำซากจึงกลายเป็นเพียงสโลแกนที่พ่ายแพ้ต่อพรรคที่ทำได้จริงมากกว่า
พรรคก้าวไกล ได้รับการยอมรับในฐานะ “พรรคของคนรุ่นใหม่” ผ่านท่าทีและสัญลักษณ์การเมือง แต่ก็ยังติดกับดักของการใช้เยาวชนเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงภาพลักษณ์หรือโฆษณาทางการเมือง มากกว่าจะออกแบบนโยบายระยะยาวที่จริงจังและเป็นวาระแห่งชาติ
พรรคประชาธิปัตย์ เคยพยายามรีแบรนด์ด้วยการดันคนรุ่นใหม่เข้าสู่สนาม แต่กลับล้มเหลว เพราะไม่สามารถแปรเปลี่ยน “ใบหน้าใหม่” ให้กลายเป็น “นโยบายใหม่” ได้จริง และสุดท้ายก็หายไปในความเงียบ
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคอื่น ๆ ก็แทบไม่เคยพูดถึงคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างมีระบบ มีเพียงการแจกทุนและการทำกิจกรรม PR เป็นครั้งคราว
พรรคการเมืองต่าง ๆ แทนที่จะพยายามแย่งชิงพื้นที่ของ youth branding ก็ควรหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในฐานะประชากรเฉพาะช่วงวัยที่มีปัญหาและมีความต้องการตามช่วงวัยนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การใช้คำว่า คนรุ่นใหม่ ให้ครอบคลุมถึงคนรุ่นอื่น ที่ควรใช้คำว่า คนหน้าใหม่ มากกว่า
สรุปได้ว่า “นโยบายคนรุ่นใหม่” ในการเมืองไทยไม่เคยปรากฏในฐานะวาระจริงจัง ทุกพรรคเลือกที่จะสร้างภาพของเยาวชน มากกว่าที่จะเข้าใจว่าเยาวชนวันนี้กำลังเผชิญกับอะไร
ทำไมการเมืองไทยไม่เคยจริงจังกับคุณภาพชีวิตคนรุ่นใหม่?
ในการเมืองไทย “เยาวชน” มักถูกทำให้เป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า คนรุ่นใหม่ ถูกทำให้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลง ความสดใหม่ การไม่ติดกับดักการเมืองแบบเก่า มากกว่าที่จะถูกมองว่าเป็น ประชากรช่วงวัยที่มีปัญหาเฉพาะ ที่ต้องการนโยบายเฉพาะในการรองรับ
ปัญหาของคนรุ่นใหม่ในโลกปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่เพียงเรื่องโอกาสทางการศึกษาและงานเท่านั้น แต่คือ ความไม่มั่นคงของชีวิตการทำงาน ความเปราะบางทางจิตใจในสังคมกดดันสูง การขาดโครงสร้างสวัสดิการที่ช่วยให้รับมือกับความแปรปรวนไม่สิ้นสุด รวมถึงระบบการเมืองที่ไม่เปิดพื้นที่ให้เสียงของคนรุ่นใหม่มีผลอย่างแท้จริง
คำว่า คนรุ่นใหม่ ในการเมืองไทยจึงเป็นป้ายโฆษณา มากกว่าที่จะกลายเป็นความต้องการสร้างความมั่นคงในโลกที่ไร้ความมั่นคง ซึ่งคนรุ่นใหม่จริง ๆ กำลังเผชิญอยู่ทุกวัน
ในต่างประเทศ เราจะเห็นนโยบายที่เจาะจงชัดเจน เช่น นโยบายด้านสุขภาพจิตเยาวชนในนิวซีแลนด์, การควบคุมราคาค่าเช่าและหอพักนักศึกษาในยุโรป หรือ โครงการลดหนี้การศึกษาในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเยาวชนคือพลเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคตขายฝันที่นำมาใช้ประโยชน์กับพรรคของตนเป็นครั้ง ๆ
คำถามที่ว่า ทำไมเราไม่เคยเห็นนโยบายเหล่านี้ในไทย? อาจตอบได้ว่า เพราะการเมืองไทยติดอยู่กับสามกับดักสำคัญ
1) กับดักของสัญลักษณ์ ผ่านการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ของความสดใหม่และของการขอโอกาส
2) กับดักของการมองเยาวชนเป็น “อนาคต” ทำให้การลงทุนเชิงนโยบายไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
3) กับดักของการเมืองแบบสงเคราะห์ ที่มองว่าการแจกทุนคนรุ่นใหม่นั้นเพียงพอต่อปัญหาที่ซับซ้อนไปกว่านั้น
สิ่งที่หายไปคือ นโยบายเชิงโครงสร้าง ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต ตั้งแต่ที่อยู่อาศัยราคาที่เข้าถึงได้ การสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ การพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจใหม่ การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่แต่กระจายให้หลายหน่วยไปใช้ตามอำเภอใจมากกว่าจะมีแผนแม่บทใด ๆ กำหนด ไปจนถึงการปฏิรูประบบสุขภาพจิตและการศึกษาให้รองรับสภาวะความไม่แน่นอนของโลกยุคปัจจุบัน
กับดักสัญลักษณ์
สิ่งที่สะท้อนการเมืองไทยอย่างชัดเจนที่สุด คือการใช้เยาวชนเป็นเพียง “พร็อพ” สำหรับการถ่ายภาพและการตลาดทางการเมือง เรามักเห็นนักการเมือง (รวมถึงผู้ใหญ่ ผู้บริจาค ฯลฯ) ลงพื้นที่พร้อมกับถ่ายภาพกอดเด็ก แจกของเล่น หรือเชิญเยาวชนขึ้นเวทีเพื่อแสดงออกถึงความใกล้ชิดและความสดใหม่ แต่เมื่อพ้นจากชัตเตอร์กล้องแล้ว สิ่งเหล่านี้กลับไม่เหลือร่องรอยในเชิงนโยบาย ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับเยาวชนจึงถูกลดทอนเป็นเพียงภาพถ่ายที่แชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ความมุ่งมั่นในการออกแบบโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาของพวกเขา
ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือการตั้ง “ทีมคนรุ่นใหม่” ในพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งมักประกอบด้วยคนอายุน้อยที่ถูกผลักดันเข้ามาเป็นใบหน้าของพรรค แต่กลับไม่ได้ถูกวางให้อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ๆ ทีมเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ไม่ต่างจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ สร้าง content ดึงกระแส ดัน hashtag แต่ไม่เคยถูกใช้เพื่อสร้างหรือผลักดันนโยบายใดที่ตอบโจทย์ชีวิตคนหนุ่มสาวจริง ๆ ผลลัพธ์คือ คนรุ่นใหม่ในพรรคเหล่านี้มักกลายเป็นเพียง “ภาพจำ” ที่ถูกใช้ในการรีแบรนด์ชั่วคราวของพรรค มากกว่าจะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
หากเปรียบเทียบกับการเมืองต่างประเทศ จะเห็นความแตกต่างชัดเจน หลายประเทศไม่ได้หยุดเพียงการจัดตั้ง “ทีมคนรุ่นใหม่” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่มีการปฏิรูปโครงสร้างให้เยาวชนสามารถมีที่นั่งจริงในกระบวนการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นสภาเยาวชนท้องถิ่นที่มีอำนาจตรวจสอบนโยบาย หรือระบบโควตาในสภาที่กันพื้นที่ไว้ให้คนอายุน้อย การเมืองไทยในทางกลับกันยังคงวนเวียนอยู่กับกับดักสัญลักษณ์ คือการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือสร้างภาพชั่วคราวเพื่อขอคะแนนเสียง มากกว่าจะสร้างระบบที่ทำให้พวกเขามีเสียงยาวนาน เป็นระบบ และยั่งยืน
กับดักของการมองเยาวชนเป็นอนาคต
เมื่อมองเยาวชนเป็นเพียงอนาคต ความหมายที่ตามมาคือ การจัดสรรทรัพยากรเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตพวกเขาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน รัฐสามารถผัดผ่อนออกไปได้เสมอ ปัญหาต่าง ๆ จึงถูกเลื่อนออกไปโดยอ้างว่า วันหนึ่งพวกเขาจะเป็นอนาคตของประเทศที่จะได้แก้ปัญหาของตัวพวกเขาเอง
ปัญหาของกรอบคิดนี้คือ การลดทอนเยาวชนให้เป็นเพียงทรัพยากรที่ต้องบ่มเพาะเพื่อใช้ในวันหน้า มากกว่าที่จะยอมรับว่าเยาวชนเป็นผู้มีผลประโยชน์ทางการเมือง มีสิทธิในการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรีตั้งแต่วันนี้ การเมืองที่ติดกับดักนี้จึงผลิตแต่นโยบายที่พูดถึงอนาคตในเชิงนามธรรม เช่น การสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อแข่งขันในตลาดโลก แต่ไม่เคยจัดสรรงบประมาณหรือโครงสร้างเชิงสถาบันเพื่อให้เยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและเป็นธรรมในปัจจุบัน
หากเปรียบเทียบกับบางประเทศ เช่น นิวซีแลนด์หรือสกอตแลนด์ รัฐบาลมองเยาวชนในฐานะ “พลเมืองปัจจุบัน” ที่ต้องได้รับการลงทุนทันที จึงเกิดนโยบายด้านสุขภาพจิต การควบคุมค่าเช่าหอพักนักศึกษา หรือการลดหนี้การศึกษาอย่างจริงจัง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การรอให้เยาวชนเติบโตไปเป็นอนาคต แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่มั่นคงตั้งแต่วันนี้ ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่ยังคงใช้วาทกรรม “เยาวชนคืออนาคต” เป็นข้ออ้างในการเลี่ยงการลงทุนที่จำเป็นในปัจจุบัน
การเมืองแบบสงเคราะห์
อีกหนึ่งกับดักสำคัญของการเมืองไทยคือการมองปัญหาคนรุ่นใหม่ผ่านเลนส์แบบ “การสงเคราะห์” มากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พรรคการเมืองมักเลือกใช้วิธีการแจกทุน จัดค่าย หรือทำโครงการชั่วคราวที่หวังสร้างความรู้สึกว่าได้ช่วยเหลือเยาวชนแล้ว ทั้งที่ความจริงปัญหาที่คนรุ่นใหม่เผชิญนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะเยียวยาด้วยมาตรการแบบครั้งคราว เช่น การจัดสรรทุนการศึกษาจำนวนจำกัด หรือการเปิดเวทีให้เยาวชนเข้าร่วมในเชิงกิจกรรม แต่ไม่เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาเชิงระบบ
ผลลัพธ์คือ คนรุ่นใหม่ได้รับเพียงเศษเสี้ยวของโอกาส แทนที่จะได้รับสิทธิที่มั่นคง เช่น นโยบายทุนการศึกษาที่ไม่เคยแตะไปถึงการปฏิรูปหนี้การศึกษาอย่างเป็นระบบ หรือการให้เงินสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ไม่ครอบคลุมเงื่อนไขการเข้าถึงจริง ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายทุนทางสังคม พรรคการเมืองเลือกใช้การแจกทุนเป็นทางลัด เพราะง่ายต่อการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ว่า “เราใส่ใจเยาวชน” แต่กลับเลี่ยงการปฏิรูปที่อาจกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ใหญ่กว่า
ในมุมนี้ การเมืองแบบสงเคราะห์ไม่ต่างจากการปัดปัญหาออกไปให้พ้นสายตา เยาวชนได้รับเพียงความรู้สึกว่า “มีคนเห็น” แต่เมื่อกลับไปสู่ชีวิตจริง พวกเขายังต้องเจอกับความไม่มั่นคงเดิม ๆ ทั้งค่าเช่าที่สูง งานที่ไม่มั่นคง สุขภาพจิตที่เปราะบาง และระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ การเมืองที่ใช้วิธีสงเคราะห์จึงเป็นเพียงการซื้อเวลา มากกว่าการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นใหม่
สุขภาพจิต ต้องเป็นปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
เวลาพูดถึงสุขภาพจิต คนจำนวนมาก รวมถึงนักการเมือง มักมองว่านี่คือ “ปัญหาส่วนบุคคล” ที่ควรแก้ด้วยการฝึกสติ นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย หรือการให้คำปรึกษาเฉพาะราย แต่ในความเป็นจริง สุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่กดทับอยู่ทุกวัน หนี้การศึกษาที่บีบให้เยาวชนจำนวนมากเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยภาระติดลบ ระบบการทำงานแบบ gig economy ที่ทำให้รายได้ไม่แน่นอนและขาดหลักประกันอนาคต การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความแตกต่างทางบุคลิกภาพ รวมถึงค่าเช่าและค่าครองชีพที่สูงจนกลืนกินรายได้ไปเกือบทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาปัจเจก แต่เป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทำให้สุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่สั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง
แต่การเมืองไทยกลับเลือกที่จะไม่แตะประเด็นนี้อย่างจริงจัง เพราะการยอมรับว่าสุขภาพจิตคือปัญหาเชิงโครงสร้าง หมายความว่ารัฐต้องลงทุนจำนวนมหาศาลในการปฏิรูประบบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมคนทำงานนอกระบบ การออกแบบนโยบายค่าเช่าและที่อยู่อาศัยราคาที่เข้าถึงได้ และการเพิ่มบริการด้านสุขภาพจิตในระดับชุมชนและสถานศึกษา การเมืองและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ยังติดกับดักการตลาดและวาทกรรม “เยาวชนคืออนาคต” จึงเลือกพูดถึงสุขภาพจิตแบบผิวเผิน เช่น การรณรงค์ให้คิดบวก การให้ตัดคน Toxic ออกจากชีวิต (เราไม่ต้องมีเมตตากันเลยหรือ?) หรือการจัดกิจกรรมอีเว้นท์ละลายแม่น้ำ แทนที่จะนำเงินอีเว้นท์เหล่านี้่มาพัฒนากระบวนการแก้ไขกฎหมาย พรบ.สุขภาพจิต ให้ครอบคลุมสิทธิผู้ป่วยอย่างเป็นมนุษย์ หรืออื่น ๆ สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่หน่วยงานและการเมืองต้องยอมรับว่านี่คือรากฐานของวิกฤติคุณภาพชีวิตที่ต้องการการแก้ไขเชิงระบบ
การที่สุขภาพจิตยังถูกมองเป็นปัญหาส่วนบุคคล คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของความล้มเหลวทางการเมืองไทย เพราะมันสะท้อนว่ารัฐไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่าเยาวชนกำลังถูกทำให้บอบช้ำจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และตราบใดที่เรายังไม่ขยับไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ก็จะยังเป็นแผลลึกที่ไม่มีวันสมานได้
เยาวชนไทยมีพื้นที่บนป้ายหาเสียง แต่ไม่มีพื้นที่ทางการเมือง
คนรุ่นใหม่ต้องไปให้ไกลกว่า บทบาทชั่วคราวในการสร้างภาพสดใหม่ให้พรรคการเมือง แต่คือสิทธิและโครงสร้างที่ทำให้คนเหล่านี้มีเสียงจริง ๆ ในการกำหนดอนาคตสังคม หากมองไปที่ต่างประเทศ เราจะเห็นว่าหลายประเทศพยายามสร้างกลไกถาวรเพื่อทำให้เสียงของเยาวชนกลายเป็นพลังเชิงสถาบัน
หลายประเทศจัดตั้ง สภาเยาวชนท้องถิ่นและระดับชาติ (Youth Councils) ที่ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเชิงสัญลักษณ์ แต่มีอำนาจตรวจสอบ เสนอ และให้ความเห็นต่อร่างนโยบาย โดยรัฐบาลต้องตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อข้อเสนอเหล่านี้ การมีสภาเยาวชนที่มีงบประมาณและอำนาจเช่นนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจ
หรือ ระบบโควตาเยาวชน (youth quota) ที่กำหนดให้ต้องมีผู้แทนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ สิ่งนี้ทำให้การเมืองไม่ใช่เพียงสนามของคนสูงวัย แต่เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ตัดสินใจอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกจำกัดให้เป็นเพียงทีมงานเบื้องหลัง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ หรือโฆษกที่พูดผ่านความคิดคนอื่น
นอกจากนี้ยังมีขบวนการ Vote16 Movement ที่ขยายตัวในหลายประเทศ ที่เรียกร้องให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 16 ปี โดยให้เหตุผลว่า คนรุ่นใหม่ย่อมได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจทางการเมืองยาวนานที่สุด จึงควรมีสิทธิในการร่วมกำหนดทิศทางตั้งแต่เนิ่น ๆ การเปิดสิทธิเลือกตั้งแก่คนอายุน้อยไม่เพียงเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วม แต่ยังทำให้พรรคการเมืองต้องออกแบบนโยบายที่จริงจังมากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ (และหากจะพูดให้ไกลกว่านั้น เรายังสามารถสำรวจข้อเสนอของ Mich Ciurria เรื่องการให้เด็กมีสิทธิโหวต ทันทีที่สามารถโหวตได้)
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เราพบเพียงการใช้เยาวชนเป็น poster boy ของพรรคการเมือง คือการโชว์ภาพคนหนุ่มสาวในเวทีปราศรัยหรือในคณะทำงานพิเศษ แต่ไม่เคยมีโครงสร้างเชิงสถาบันใด ๆ ที่ทำให้เสียงของเยาวชนกลายเป็นข้อผูกพันทางนโยบายจริง ๆ พรรคการเมืองยังคงมองเยาวชนเป็นเครื่องมือสร้างความสดใหม่ มากกว่ามองว่าเป็นพลเมืองที่ต้องมีพื้นที่ตัดสินใจอย่างถาวรและเป็นระบบ นี่คือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง “การเมืองแบบสัญลักษณ์” ของไทย กับ “การเมืองแบบโครงสร้าง” ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ



