
ชุมชนที่เปราะบางที่สุดของประเทศไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และการกัดเซาะชายฝั่งที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามรายงานฉบับใหม่จากความร่วมมือระหว่างธนาคารโลก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานได้เตือนว่า หากไม่มีการดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทยอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 20% ของ GDP ภายในอีก 25 ปีข้างหน้า
รายงาน “การเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อสภาพภูมิอากาศให้กับประชากรและชุมชนที่เปราะบางในประเทศไทย” หรือ BUILDING CLIMATE RESILIENCE OF VULNERABLE POPULATIONS AND COMMUNITIES IN THAILAND ฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงวิธีการที่ประเทศไทยใช้แนวทางเฉพาะในการวางแผนเพื่อชุมชนที่เปราะบาง พร้อมเสนอข้อแนะนำสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การขยายมาตรการป้องกันล่วงหน้า การเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นที่ครอบคลุมและเท่าเทียม รายงานยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนที่ทำให้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงสามารถเข้าถึงทรัพยากร กระบวนการตัดสินใจ และมาตรการป้องกันได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้กลยุทธ์การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศตอบสนองต่อความเสี่ยงเฉพาะที่พวกเธอต้องเผชิญอย่างแท้จริง
ประเทศไทยเดินหน้าช่วยเหลือประชากรที่เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ โดยปัจจุบันมีประชาชนกว่า 9.4 ล้านคน ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่ง 8.0 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง เสี่ยงต่อน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด และการกัดเซาะชายฝั่ง โดยในจำนวนนี้มีประชากรเปราะบางราว 600,000 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูง ครอบคลุม 37 จังหวัด พบมากที่สุด ในลุ่มแม่น้ำสายหลักในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดศรีสะเกษและนครราชสีมา
ขณะเดียวกัน ภัยแล้งยังคุกคามประชาชนเกือบ 500,000 คน ในพื้นที่เสี่ยงสูงกว่า 21 จังหวัด อุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นภัยคุกคามต่อผู้ได้รับผลกระทบ 6.89 ล้านคนใน 55 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงเชียงใหม่และเชียงรายในภาคเหนือ รวมถึงนครราชสีมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบสูงสุด
ส่วนการกัดเซาะชายฝั่งกำลังเป็นภัยต่อประชากรมากกว่า 114,000 คน ใน 19 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงสูงของจังหวัดภาคใต้ ซึ่งนครศรีธรรมราช สงขลา และนราธิวาสในภาคใต้มีประชากรได้รับผลกระทบมากที่สุด

ตัวเลขเหล่านี้ไม่รวมประชากรในฐานทะเบียนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง และยังได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ การที่ไม่รวมประชากรกลุ่มนี้ย้ำถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (MSDHS) ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในด้านการจ้างงาน รายได้ และการเข้าถึงบริการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประชากรที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเพียงพอ
ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยแนวชายฝั่งที่ยาว เศรษฐกิจที่พึ่งพาการเกษตรซึ่งอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ และเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศอย่างมาก
การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยของประเทศไทยในปี 2566 แสดงให้เห็นถึงต้นทุนทางการเงินที่สำคัญที่ประชากรกลุ่มเปราะบางต้องแบกรับ อุทกภัยในอดีตได้สร้างความเสียหายและการสูญเสียชีวิตในวงกว้างในประเทศไทย
- อุทกภัยส่งผลกระทบต่อพื้นที่ 30% ของแผ่นดินนับตั้งแต่ปี 2533 โดยอุทกภัยในปี 2554 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 680 ราย และสร้างความเสียหายมูลค่า 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ภัยแล้งทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558-2559
- ความร้อนจัดสามารถลดผลิตภาพแรงงานลง 6% ต่อปีภายในปี 2573
- การกัดเซาะชายฝั่งส่งผลกระทบต่อชายฝั่งของประเทศไทย 23% คิดเป็นมูลค่าการสูญเสียที่ดินต่อปี 6 พันล้านบาท
ต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวมจากอุทกภัยในปี 2566 เพียงอย่างเดียวคาดว่าจะสูงถึงอย่างน้อย 711 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสูญเสียรายได้และความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย
• ต้นทุนหลักที่เกิดจากการสูญเสียรายได้: 593 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (83% ของทั้งหมด)
• รัฐบาลชดเชยค่าเสียหายที่อยู่อาศัย: 103 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
• ผลประโยชน์ที่ได้จากการบรรเทาทุกข์จากอุทกภัย: 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
• ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นหากครัวเรือนที่เปราะบางทั้งหมดได้รับผลกระทบ: 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง ความท้าทายเหล่านี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และข้อจำกัดเชิงสถาบัน ซึ่งอาจขัดขวางการบริหารจัดการความเสี่ยงและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับการรับมือภัยพิบัติให้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูง เพื่อปกป้องครัวเรือนที่เปราะบางนับพันรายในช่วงวิกฤต โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์
ปัจจุบันศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับประชากรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมสูงสุด และศักยภาพและทรัพยากรของศูนย์พักพิงชั่วคราวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มเปราะบาง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวในช่วงวิกฤตและภัยพิบัติ
จากการนำแผนที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมาซ้อนทับกับศูนย์พักพิงชั่วคราวที่มีอยู่ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย (พม.) ระบุว่าหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วม ขาดศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เพียงพอต่อการสนับสนุนประชากรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วมและสภาพอากาศเลวร้ายอื่นๆ ได้แก่ ผู้ที่ต้องการการดูแลและอุปกรณ์พิเศษ เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์ใน 10 จังหวัดแรก(ได้แก่ นครราชสีมา ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช สุรินทร์ นราธิวาส สุพรรณบุรี และ นครปฐม) ซึ่งรวมถึง 940 ตำบลในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมสูง ที่ต้องการศูนย์พักพิงชั่วคราว มีประชากรรวมประมาณ 1 ล้านคนที่มีความเสี่ยงสูง
ชุมชนต้องอาศัยกลไกการรับมือ เช่น การกู้ยืมแบบไม่เป็นทางการและความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ขาดกลยุทธ์การปรับตัวเชิงปฏิรูป เช่น การย้ายถิ่นฐานที่วางแผนไว้หรือการกระจายแหล่งยังชีพ
ความเปราะบางทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการปรับตัว เนื่องจากการพึ่งพาการดำรงชีวิตที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ สถาบันในท้องถิ่นก็มีความสำคัญแต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางโครงสร้างและการเงิน ขณะที่ความสามัคคีทางสังคมกำลังอ่อนแอลงภายใต้ความกดดัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสนับสนุนชุมชน
อย่างไรก็ตาม“ชุมชนทั่วประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าประทับใจในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่เข้มแข็งมากขึ้น กลไกการรับมือของพวกเขาจะยังคงเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” นางภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก กล่าว “รายงานฉบับนี้ชี้แนวทางในการก้าวข้ามจากการตอบสนองต่อวิกฤตไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นระยะยาว ผ่านการวางแผนที่ครอบคลุมและให้ความสำคัญกับผู้หญิงและประชากรกลุ่มเปราะบางเป็นศูนย์กลาง”
แม้ว่าชุมชนหลายแห่งจะมีความสามารถในการรับมือที่เด่นชัด แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อเผชิญกับความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้น หากปราศจากการเข้าถึงทรัพยากรที่ดีขึ้น สถาบันที่เข้มแข็งขึ้น และกระบวนการวางแผนที่ครอบคลุม ความยืดหยุ่นจะยังคงไม่เท่าเทียมและเป็นเพียงการตอบสนอง แทนที่จะเป็นการป้องกัน การมองการณ์ไกล และยั่งยืน
รายงานมีข้อเสนอแนะสำหรับการจัดการสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ โดยมุ่งไปที่การปรับปรุงระบบข้อมูล สนับสนุนประชากรกลุ่มเปราะบาง และเสริมสร้างธรรมาภิบาลท้องถิ่นเพื่อความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ได้แก่
1. ระบบข้อมูล: ปรับปรุงนิยามความเสี่ยง พัฒนาดัชนีที่ครอบคลุม และบูรณาการระบบข้อมูลเพื่อการกำหนดเป้าหมายและการจัดสรรทรัพยากรที่ดีขึ้น
2. ธรรมาภิบาลท้องถิ่น: เสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ปรับปรุงความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน และรับรองแผนการรับมือภัยพิบัติเฉพาะชุมชน
3. การมีส่วนร่วมของชุมชน: ส่งเสริมกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม เตรียมความพร้อมให้ผู้นำชุมชน และจัดทำรายงานการรับมือกับภัยพิบัติประจำปีให้เป็นระบบ
4. การดำเนินการที่ครอบคลุมเรื่องเพศสภาพ: บูรณาการมุมมองเรื่องเพศสภาพเข้ากับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างความเป็นผู้นำของสตรี และออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่ตอบสนองต่อเรื่องเพศสภาพ
ในช่วงก่อนการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group ปี 2569 ธนาคารโลกได้เปิดตัวโครงการสำคัญ “สร้างอนาคตประเทศไทยวันนี้” เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จด้านการพัฒนาของประเทศไทย และกำหนดแนวทางการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืนต่อสภาพภูมิอากาศ
“เรามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์นี้ไปสู่การปฏิบัติ” เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าว “รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางหลักของประเทศไทยในการเร่งการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมกับสร้างงานและโอกาสที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนที่เปราะบางที่สุด”



