
งานวิจัยเผยข้อมูลภัยการเงิน ตั้งแต่ปี 2565 มีการแจ้งความคดีออนไลน์แล้วกว่า 1 ล้านคดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 98,000 ล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญย้ำการแชร์ข้อมูล ตั้งแต่แพลตฟอร์มโซเชียล ธนาคาร ตำรวจ จนถึงผู้เสียหาย คือคำตอบของสังคมไทยในการสกัดภัยการเงินดิจิทัล
วันที่ 19 กันยายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยจัด งานสัมมนาวิชาการประจำปี 2568 BOT Symposium 2025 ภายใต้แนวคิด เท่าทันภัยการเงิน: Towards Safer and More Inclusive Digital Finance โดยมีช่วงการเสวนาในหัวข้อ ภูมิทัศน์ภัยการเงินในประเทศไทย ที่ดร.ฐิติ ทศบวร หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ รศ. ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วม และดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำเนินการเสวนา
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมรับรู้ถึงภัยการเงินสังคมค่อนข้างมากแต่ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์หรือความเข้าใจที่ถ่องแท้ ถึงกลไกลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะยังไม่ค่อยชัด จึงนำมาสู่การเสวนาในวันนี้ที่พยายามนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการงานวิจัย เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในวงกว้าง โดยงานวิจัยของดร.ฐิติจะฉายภาพกว้างถึงภูมิทัศน์ของสถานการณ์ของปัญหาภัยการเงินรวมถึงกลไกต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่ โดยใช้ข้อมูลสถิติของอาชญากรรมเทคโนโลยีซึ่งได้ทำความร่วมมือกับ กองบัญชการ ตำรวจสืบสวน สอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และหลายส่วนงานในแบงก์ชาติ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และรศ. ดร.นวลน้อย จะแสดงให้เห็นว่าภัยการเงินมีความสัมพันธ์กับคนซึ่งเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด
การแชร์ข้อมูลช่วยคุ้มกันภัยการเงิน
- แจ้งความคดีออนไลน์1 ล้านคดี เสียหายรวมกว่า 9.8 หมื่นล้าน
ดร.ฐิติ ทศบวร หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์กล่าวว่า ภัยการเงินเป็นคำที่สังคมได้ยินมาค่อนข้างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งจากข่าวในสื่อ หรือการที่ได้ฟังเรื่องราวคนรอบตัว หรือแม้แต่อาจจะเคยประสบด้วยตัวเอง อันที่จริงภัยการเงินเป็นสิ่งที่มีมานานมาแล้ว แต่อินเทอร์เน็ตกับโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงพัฒนาการของระบบชำระเงินที่ทำได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลา ก็ทำให้ภัยการเงินขยับเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาในปี 2565 ก็พบว่ามีการแจ้งความคดีออนไลน์แล้วถึง 1 ล้านคดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9.8 หมื่นล้านบาท รูปแบบการหลอกลักษณะแรก คือการหลอกแบบแอปดูดเงิน แต่ได้หายไปหลังจากที่ภาคการเงินมีการออกมาตรการตามมาป้องกัน
การหลอกที่สร้างความเสียหายในปัจจุบันเป็นรูปแบบ Authorized Push Payment การหลอกโดยที่เหยื่อตั้งใจมีเจตจำนงที่จะโอนไปให้มิจฉาชีพ ยกตัวอย่าง การหลอกซื้อของ ซึ่งมีปริมาณมากเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนคดีทั้งหมด หรือ การหลอกลงทุนที่เป็นการหลอกที่มีความเสียหายสูงมาก

เมื่อเจาะลึกเหยื่อรายกลุ่มแยกตามอายุพบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ประมาณช่วง 25-30 ปี แต่หากแยกผู้เสียหายตามประเภทของการหลอก จะเห็นว่าการหลอกแต่ประเภทก็มีกลุ่มคนที่ถูกหลอกแตกต่างกันไปเช่น คอลล์ เซนเตอร์ ผู้เสียหายจะเป็นกลุ่มคนที่เป็นวัยรุ่น อาจจะเป็น First Jobber ถูกหลอกเรื่องหางาน ส่วนการหลอกให้รัก ก็จะเป็นกลุ่มที่อายุสูงขึ้น

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเชิงบุคคลอื่นๆไม่เพียงแต่อายุ แต่ว่าจะเป็นเพศ การศึกษา รายได้ ก็มีลักษณะเหมือนกัน คือ ไม่ได้มีกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งที่ถูกหลอกง่ายเป็นพิเศษ ผู้ที่ชอบความเสี่ยงอาจจะโดนหลอกลงทุน ขณะที่ผู้ที่กลัวความเสี่ยง อาจจะโดนหลอกในลักษณะกาารปลอมแปลงเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ เช่น มิจฉาชีพโทรมาบอกว่ามีพัสดุต้องไปติดต่อตำรวจ ต้องไปส่งเงินไปให้ตรวจ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่ามิจฉาชีพสามารถสร้างท่าหลอกและสร้างปัจจัยเชิงสถานการณ์ที่เหมาะสมกับคนแต่ละคนได้ ให้คนรีบ ให้คนกลัวทำให้ความรู้สึกต่าง ๆ มาบดบังการพินิจพิจารณา หรือ Judgement การคิดที่มีสติ มีเหตุ มีผล
“The Economist พูดไว้น่าสนใจว่าเมื่อก่อนโจรอาจจะใช้มีด ใช้ปืนมาปล้นเรา แต่ว่าตอนนี้ที่เขาใช้ก็คือ อาวุธทางจิตวิทยา ซึ่งอาวุธนี้ทำให้ทุกคนตกเป็นผู้เสียหายได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนที่ไม่เท่าทันคน คนที่โลภถึงจะตกเป็นผู้เสียหายได้ คนที่ยังไม่โดน ก็คือคนที่ยังไม่เจอมิจฉาชีพที่มาหลอกเราได้ถูกท่า ถูกเวลา ถูกจังหวะ ถูกโอกาสเท่านั้นเอง” ดร.ฐิติกล่าว
- แพลตฟอร์มโซเชียล: ด่านแรกของการหลอก
ดร.ฐิตินำเสนอเส้นทางของการหลอกลวง ตั้งแต่ที่มิจฉาชีพพบกับเหยื่อ ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไปจนถึงการทำธุรกรรมผ่านธนาคาร และเหยื่อรู้ตัวไปแจ้งความผ่านระบบแจ้งเหตุที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดูว่ามีตรงไหนที่นโยบายสามารถเข้ามาทำให้ความเสียหายลดลงได้บ้าง โดยเริ่มจากแพลตฟอร์มซึ่งเป็นจุดพบแรกของเหยื่อกับมิจฉาชีพ ซึ่งก็ทำให้แพลตฟอร์มมีภาระสำคัญที่จะเป็นปราการด่านแรก เพราะหากแพลตฟอร์มกันมิจฉาชีพออกจากแพลตฟอร์มได้ ก็จะไม่เจอมิจฉาชีพบนแพลตฟอร์ม

จากสถิติพบว่าแพลตฟอร์มที่ผู้เสียหายเข้าถึงได้มากที่สุดก็คือ Facebook โดยจากสถิติการแจ้งความพบว่ามีการแจ้งความที่มีคำ ระบุว่า Facebook มากถึง 65% และอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ Facebook ค่อนข้างเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยกลางปีที่ผ่านมาได้มีมาตรการที่สำคัญ คือ มาตรการแรก การตรวจสอบ chat message ว่ามีการส่งเบอร์บัญชีหรือไม่ หากมีการส่งเบอร์บัญชีก็จะไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของตำรวจว่าเบอร์บัญชีนี้เคยถูกใช้ในการหลอกหรือไม่ ถ้ามีก็จะจัดการเตือนภัย จัดการระงับ มาตรการที่สอง กำหนดให้ผู้ที่จะมาลงโฆษณากับ Facebook ต้องยืนยันตัวตน ซึ่งหลาย ๆ ประเทศได้ทำมาแล้ว แต่ว่าในไทยตอนนี้ยังเป็นการยืนยันเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น
นอกจากนี้ยังพบว่าสัดส่วนการหลอก 20% เป็นการหลอกแบบ Multi Platform การหลอกที่ใช้หลาย ๆ แพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการหลอกลงทุนเป็นการหลอกที่มีการใช้ Multi Platform มากที่สุดประมาณครึ่งหนึ่ง ยกตัวอย่าง ผู้เสียหายอาจจะเข้าไปในเพจสอนเล่นหุ้น สนใจคนที่ให้ความรู้ดี ก็ชวนกันไปคุยในกรุ๊ปไลน์ต่อ ก็จะเป็นการหลอกในลักษณะนี้ ดังนั้นการประสานงานให้แพลตฟอร์มร่วมแชร์ร่วมใช้ข้อมูลร่วมกันกับตำรวจ ไม่ว่าจะผ่านการขอความร่วมมือหรือการออกกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติ โดยที่แพลตฟอร์มต่างๆ มีความเข้มงวดเทียบเท่ากันได้ เพราะไม่เช่นนั้น มิจฉาชีพก็จะไหลไปสู่แพลตฟอร์มที่ความเข้มงวดน้อย การแชร์ข้อมูลก็จะช่วยลดปัญหาได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก
- ธนาคาร: เตือนบ่อยจนผู้ใช้ไม่ใส่ใจ
หลังจากเหยื่อเจอกับมิจฉาชีพบนแพลตฟอร์มแล้ว ตกลงจะทำธุรกรรมกันแล้วก็มาถึงหน้าที่ของธนาคารที่จะเข้ามาช่วยปิดความเสี่ยง ทั้งการช่วยเตือน หรือว่าช่วยระงับธุรกรรม แต่ธุรกรรมมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน บางธุรกรรมมีความเสี่ยงต่ำ เช่น การโอนให้ตัวเอง โอนให้เพื่อน โอนให้คนในครอบครัว บางธุรกรรมมีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกรรมที่โอนไปให้บัญชีที่อยู่ในรายชื่อของปปง. การโอนให้บัญชีที่อยู่ในเส้นทางการเงินของบัญชีม้าที่มีการแจ้งความแล้ว
มาตรการของธนาคารตอนนี้คือ การระงับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนั้นก็จะขึ้นข้อความเตือน ว่า โปรดระวังมิจฉาชีพเป็นการเตือนทั่วไป ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Warning Fatigue คนได้รับคำเตือนมากจนไม่ใส่ใจ
การที่จะทำให้การเตือนของธนาคารให้มีประสิทธิผลมากขึ้น มี 2 วิธี วิธีที่หนึ่งก็คือ ทำการเตือนให้แม่นยำขึ้นแทนที่จะแยกความเสี่ยงว่าเสี่ยงสูงที่สุดกับไม่เสี่ยงสูงที่สุด อาจจะต้องแยกเป็นหลายประเภทมากขึ้น โดยการที่ทำแบบนี้ได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลมากขึ้น บางข้อมูลธนาคารต้นทางมีอยู่แล้ว เช่น ประวัติการเดินบัญชีของลูกค้า ในลักษณะที่ซื้ออาหารกลางวันที่ร้านประจำในเวลาเดิมทุกวัน ธุรกรรมแบบนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องแจ้งเตือน หรือบางข้อมูลก็เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก แต่ตอนนี้ยังไม่มีการแชร์กันเพราะเป็นข้อมูลของอีกธนาคารหนึ่ง เช่น อายุบัญชีที่เพิ่งเปิดมา หรือพฤติกรรมการเปิดบัญชีของผู้โอนปลายทาง รวมถึงประวัติอาชญากรรมโดยเฉพาะคดีฉ้อโกงของคนปลายทาง
“ถ้ามีการแชร์ข้อมูลตรงนี้ได้ ก็จะสามารถมาช่วยเราทำสิ่งที่เรียกว่า Transaction Risk Score คือทุกครั้งที่มีการโอน ระบบก็จะคำนวณว่ามีความเสี่ยงที่จะ หนึ่ง ถูกหลอก หรือ สอง เป็นการโอนระหว่างม้าด้วยกันเองมากน้อยแค่ไหน หลาย ๆ ประเทศก็กำหนดให้บริการชำระเงินที่มีหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างธนาคารมาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะเป็นผู้ที่เห็นข้อมูลทุกอย่างข้ามทั้งระบบธนาคาร” ดร.ฐิติกล่าว

การทำคำเตือนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีที่สอง คือ การทำให้มีบริบทมากขึ้นแทนที่จะเตือนว่า โปรดระวังมิจฉาชีพ ก็อาจจะต้องเตือนด้วยข้อความที่เฉพาะเจาะจงกับธุรกรรมนั้นมากขึ้น เช่น คุณกำลังโอนเงินไปบัญชีที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานอาจจะมีสิทธิ์ถูกหลอก คุณรู้จักนายก นายข หรือไม่ หรือ อาจจะถามว่าการโอนเงินนี้เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใด หรืออาจจะมีตัวเลือกมาให้ว่าโอนให้คนรู้จัก โอนเพื่อลงทุน โอนเพื่อซื้อของ หลังจากนั้นก็อาจจะมีคำเตือนที่เจาะจงกว่าสำหรับการโอนลักษณะนั้น เช่น บอกว่าโอนให้คนรู้จัก ก็อาจจะมาเตือนเรื่อง Romance Scam
“การทำแบบนี้ได้ ก็จะทำให้ลูกค้ามีเวลาหยุดคิดมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะไปต่อกับธุรกรรมที่ถูกหลอกลวงลดลง” ดร.ฐิติกล่าว
สำหรับในกรณีที่เกิดเหตุแล้ว จุดแรกที่ผู้เสียหายต้องทำ คือการแจ้งความ ผู้เสียหายต้องรีบมาแจ้งความในขณะที่มิจฉาชีพพยายามรีบส่งเงินต่อ ๆ กัน เพื่อนำออกนอกระบบธนาคาร ธนาคารอายัดไม่ทัน การแจ้งความปัจจุบันก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก หลังจากมีการเปิด Thai Police Online ให้แจ้งความออนไลน์ จากเดิมที่ต้องเดินทางไปที่สถานีตำรวจ
แต่จากสถิติพบว่าหลังจากผู้เสียหายทำธุรกรรมไปจนถึงข้อมูลของผู้เสียหายเข้ามาในระบบว่าแจ้งความ ก็กินเวลาถึง 18 ชั่วโมงในขณะที่เวลาที่บัญชีม้าแถวแรก หรือบัญชีที่ได้รับเงินจากเหยื่อโดยตรงโอนต่อไปเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น ถือว่าเหยื่อรู้ตัวค่อนข้างช้า

นอกจากนี้ก็พบว่าเพียงแค่ 10% ของผู้เสียหายที่มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีก 10% แจ้งธนาคารแต่เลือกที่จะไม่ไปแจ้งความ อาจจะเพราะไม่ต้องการยุ่งยาก แล้วอีก 80% ไม่ทำอะไรเลย ไม่แจ้งใครเลย แสดงให้เห็นว่า “สถิติต่าง ๆ ที่เราเห็น 9.8 หมื่นล้านบาทก็เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น”
สาเหตุที่คนไม่แจ้งความ คือ ต้นทุนของการแจ้งความมากกว่าประโยชน์ของการแจ้งความ ซึ่งต้นทุน เช่น ไม่รู้ช่องทาง รู้สึกว่าเสียเวลา รู้สึกอับอายไม่กล้าเล่าให้เพื่อน ให้คนรอบข้างฟัง กลัวว่าจะถูกตีตราว่าโลภบ้าง ไม่รู้เท่าทันบ้าง เทียบกับประโยชน์ที่เห็นแล้วว่าโอกาสได้เงินคืนค่อนข้างน้อย ก็ไม่มีแรงจูงใจอื่น
การแจ้งความมีประโยชน์มาก เพียงแต่อาจจะไม่ใช่ประโยชน์กับผู้เสียหายโดยตรง แต่เป็นผู้เสียหายรายอื่น ๆ ในอนาคตเพราะการแจ้งความจะเป็นการเพิ่มบัญชีม้าในฐานข้อมูล ทำให้มิจฉาชีพใช้บัญชีม้าเหล่านั้นไม่ได้ เมื่อมิจฉาชีพใช้บัญชีม้าเดิมไม่ได้ก็ต้องไปหาบัญชีม้าใหม่ เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ
“ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่แจ้งความเพราะอับอายหรือคิดว่าไม่มีประโยชน์ แต่จริง ๆ แล้วการแจ้งความช่วยเพิ่มข้อมูลบัญชีม้าในระบบ และสร้างต้นทุนให้มิจฉาชีพ”
“สิ่งที่เราทำก็ต้องเป็นการลดต้นทุน อาจจะทำได้ด้วยการทำให้การแจ้งความง่ายขึ้น เช่น แจ้งความผ่านแอปธนาคาร กดแจ้งได้ทันทีโดยไม่ต้องไปโทร 1441 หรือมีโปรแกรมป้องกันการตกเป็นเหยื่อซ้ำ รวมไปถึงเมื่อมีการแจ้งความจะมีการทำ Enhanced Surveillance ตรวจสอบเพิ่มว่าผู้เสียหายกำลังโดนหลอกครั้งที่ 2 หรือไม่ นอกจากนี้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ คือ การลดการพูดจาในลักษณะที่ไปดูถูกเหยียดหยาม เหยื่อว่าโง่ เพราะทุกคนอาจจะตกเป็นเหยื่อได้ทั้งนั้น

- Central Fraud Registry: ยกระดับการสกัดเงิน
เมื่อมีการแจ้งความแล้ว ตำรวจจะส่งข้อมูลไปให้ธนาคารว่ามีผู้เสียหายมาแจ้งความว่าบัญชีนี้ถูกใช้ ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีระบบตรวจสอบเส้นเงินที่ต่อกัน เมื่อตำรวจส่งหมายอายัดไปที่ธนาคาร ธนาคารก็จะแค่ตอบตำรวจมาว่าอายัดทัน ก็ได้เงินคืน หรืออายัดไม่ทัน เหตุการณ์ก็จบตรงนั้น ในปี 2516 ก็มีพ.ร.กไซเบอร์ที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแชร์ข้อมูลกัน จึงมีการจัดทำระบบฐานข้อมูลกลางการทุจริต หรือ Central Fraud Registry (CFR) ขึ้น
การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ต่อกันก็มีประโยชน์หลายอย่าง หนึ่ง คือ มีโอกาสที่จะดึงเงิน เก็บเงินไว้ได้มากขึ้น สอง ระบบจะมีข้อมูลบัญชีมาเพิ่มขึ้นทำให้ต่อไปก็ไม่สามารถโอนไปบัญชีเหล่านั้นได้ ก็จะไม่ถูกหลอกได้ สาม ผู้ออกนโยบายก็จะเห็นพฤติกรรมของมิจฉาชีพมากขึ้น และเงินออกไปที่ไหน
ดร.ฐิติกล่าวว่า ในช่วงต้นปีเงินออกไปที่สินทรัพย์ดิจิทัลค่อนข้างมาก จึงมีการออกมาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาร่วมใน CFR ด้วย การเอาเงินออกทางสินทรัพย์ดิจิทัลก็ลดลง มิจฉาชีพก็ปรับตัวเอาเงินออกทาง e-money แทน และตอนนี้เอาเงินผ่านการถอนเงินผ่านตู้ ATM หรือตามสาขา “เราจะเห็นพฤติกรรมมิจฉาชีพเหล่านี้ไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการตรวจเส้นทางเงินที่ต่อกัน”
การต่อเส้นเงินเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพก็มีการปรับตัว มีการแตกยอดเงิน รวมยอดเงินโอนให้เหยื่อ โอนให้คนไม่เกี่ยวข้องบ้าง แต่การดำเนินการของธนาคารในการต่อเส้นเงินค่อนข้างมีประสิทธิผล หากประเมินจากอายุของบัญชีม้าแถวแรกที่ลดลงจากประมาณ 3 วันแต่ในช่วงกลางปีนี้มาเหลือประมาณ 10 กว่าชั่วโมง การที่บัญชีม้าใช้งานได้น้อยลง หมายความว่าบัญชีม้าแต่ละบัญชีสามารถทำความเสียหายเฉลี่ยได้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง

การแชร์และการใช้ข้อมูลก็จะทำให้การติดตามเงิน การแยกแยะบัญชีม้าแม่นยำขึ้น CFR เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ๆ และหลายประเทศมีการแชร์ข้อมูลที่มากกว่าการแชร์ข้อมูลของไทย เช่น อายุของบัญชี พฤติกรรมของผู้เปิดบัญชี
จุดสุดท้าย คือ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะไปติดตามดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ จากสิถิติในเดือนสิงหาคมพบว่าคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงออนไลน์มีจำนวนถึงวันละ 1,100 คดี ภาระงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับที่ความผิดเกี่ยวกับร่างกายวันละ 50 คดี ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์วันละ 200 คดี เนื่องจากเทคโนโลยีทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงคนได้ครั้งจำนวนมาก เป็นหมื่นเป็นแสนคน คดีที่เกิดขึ้นมากทำให้ตำรวจอาจจะมีบุคลากรไม่เพียงพอที่จะไปสอบปากคำ เกิดเป็นคดีสะสมขึ้นมาค่อนข้างมาก
ดร.ฐิติกล่าวว่า มีความจำเป็นที่ต้องปรับกระบวนการดำเนินคดีให้ดีขึ้น เช่น ตอนนี้ เมื่อมีคนแจ้งความเข้ามา ตำรวจก็ต้องออกหมายที่เรียกว่าหมาย B เพื่อไปขอการเดินบัญชีของบัญชีม้านั้น ซึ่งอาจจะปรับให้เป็นว่าเมื่อมีคนแจ้งความเข้ามา ตำรวจก็สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลการเดินบัญชีโดยตรง ในลักษณะเดียวกับที่ดึงข้อมูลจากกรมการปกครอง
“การแชร์ข้อมูล ช่วยให้สามารถดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ดียิ่งขึ้น ในที่สุดก็จะช่วยคุ้มกันเราจากภัยการเงินได้” ดร.ฐิติกล่าว

คนไทยมีพฤติกรรมเสี่ยงมีโอกาสที่จะตกเป็นผู้เสียหาย
- ทุกกลุ่มทุกวัยถูกหลอกหลายรูปแบบ
รศ. ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการแจ้งความ พบสองเรื่องหลัก เรื่องที่หนึ่ง ประเภทของการถูกหลอก การหลอกซื้อของออนไลน์มีจำนวนมากสุด รองลงมาคือการหลอกลงทุน ส่วนอับดับ 3 กับ 4 ใกล้เคียงกัน คือ การหลอกหางานทำ และคอลล์เว็นเตอร์ แต่ในแง่มูลค่าความเสียหาย การหลอกลงทุนมีมูลค่าสูงอันดับ 1 ตามมาด้วยการหลอกหางานทำ และคอลล์เซนเตอร์
ข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ได้จากการสำรวจกลุ่มประชากรที่อายุ 15-79 ปีในทุกภูมิภาคจำนวนตัวอย่างประมาณ 7,000 ตัวอย่างในปลายปี 2566 เพื่อดูว่าใครตกเป็นเหยื่อของภัยการเงิน พบว่า แต่ละกลุ่มวัยที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ก็เจอภัยการเงินรูปแบบต่างกันโดยกลุ่ม Gen X ประสบกับการหลอกจากคอลล์ เซนเตอร์ และการหลอกลงทุน ส่วนกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ก็จะถูกหลอกการซื้อของออนไลน์ การหางานทำ ส่วนการหลอกให้รักพบในทุกกลุ่ม
เมื่อแยกกลุ่มตามรายได้พบว่า กลุ่มที่มีรายได้น้อยเจอภัยหลอกการหางานทำค่อนข้างมาก และหลอกลงทุน แต่กลุ่มรายได้สูงมักเจอภัยการหลอกซื้อของออนไลน์
สำหรับช่องทางที่มิจฉาชีพหลอก แพลตฟอร์มที่มิจฉาชีพใช้มากสุดคือ Facebook นอกจากนี้มีการใช้โทรศัพท์ การส่ง SMS และลักษณะของความหนาแน่นของการใช้แต่ละแพลตฟอร์มจะต่างกันไป โดยการหลอกผ่าน Facebook มีสามรูปแบบ คือ การหลอกซื้อของออนไลน์ การหลอกหางาน และการหลอกให้รัก ส่วนช่องทางโทรศัพท์เป็นคอลล์เซนเตอร์หลอกลวงให้โอนเงิน ช่องทาง SMS หลอกให้ลงทุน นอกจากนั้นก็จะมีการกระจายไปในสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ๆ

- คนไทย 13% มีพฤติกรรมเสี่ยงโอกาสตกเป็นผู้เสียหายเพิ่มขึ้น 20%
นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการตกเป็นเหยื่อกับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ใช้สื่อก็พบว่าคนไทย 13% มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสที่จะตกเป็นผู้เสียหายเพิ่มขึ้น 20% พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ประกอบด้วย การแชร์ลิงค์พนัน การดูฟุตบอลเถื่อน กดลิงค์เซฟพาสเวิร์ดในอุปกรณ์ของคนอื่น การดาวน์โหลดโดยที่ไม่ตรวจสอบ หรือผูกบัตรตัดเงินอัตโนมัติ เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ถูกตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น

จากการสำรวจยังพบว่า 73% ของคนไทยถูกมิจฉาชีพเข้าถึงในทางใดทางหนึ่งแล้วในกลุ่มนี้ประมาณ 47% ตกเป็นผู้เสียหาย โดยเจอหลอกซื้อของออนไลน์มากสุด 80% ถูกหลอกหางานประมาณ 42% ที่ต่ำสุดคือ คอลล์ เซนเตอร์ ซึ่งมีคนที่ถูกมิจฉาชีพเข้าถึงมาก แต่ตกเป็นผู้เสียหายเพียง 9%
เมื่อแยกความสัมพันธ์ของการตกเป็นผู้เสียหายกับลักษณะทางประชากรและสังคมก็พบว่าผู้ชายที่ถูกมิจฉาชีพเข้าถึงมีโอกาสตกเป็นผู้เสียหายน้อยกว่าผู้หญิง 31% ผู้ที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสตกเป็นผู้เสียหายมากขึ้นจนถึงจุดที่อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นจุดของกลุ่ม Gen Y ก็จะมีจุดพลิกผันว่าหลังจากนั้นอายุมากขึ้นก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อน้อยลง อาจจะเพราะเข้าถึงดิจิทัลน้อยลง นอกจานกี้ยังพบว่าการติดตามข่าวสารช่วยให้มีโอกาสตกเป็นผู้เสียหายน้อยลง 43% แต่ที่น่าสนใจ คือในกลุ่มที่มีความรู้ แต่อาจจะประมาททำให้ตกเป็นผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีก 14%
- ผลกระทบที่มองไม่เห็น: ความเชื่อมั่นและจิตใจ
ในแง่ความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล และสังคม จากการเปรียบเทียบ 4 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย โดยใช้ข้อมูลจากการแจ้งความ พบว่ามูลค่าความเสียหายต่อ GDP ฮ่องกงจะสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 0.29% ส่วนสิงคโปร์และไทยใกล้เคียง มาเลเซียต่ำสุด แต่หากเทียบจำนวนเคสต่อประชากร 1 ล้านคน สิงคโปร์มีจำนวนสูงสุดประมาณ 8,000 กว่าเคส และต่ำสุดก็คือ มาเลเซีย ด้านความเสียหายโดยเฉลี่ยต่อเคสสูงสุดคือ ฮ่องกง ไทยต่ำสุด แต่เมื่อคูณเป็นเงินไทยก็ประมาณ 60,000 กว่าบาทต่อเคส

“เราเห็นความเสียหายที่เป็นความเสียหายทางการเงิน แต่มันมีความเสียหายที่วัดยาก เป็นความเสียหายหนัก คือ ความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล” รศ. ดร.นวลน้อยกล่าว
โดย 23% ของผู้เสียหายไม่เชื่อมั่นในระบบออนไลน์ 36% ซื้อของออนไลน์ลดลงและ 11% เลิกใช้แอปทางการเงิน นอกจากนี้ยังความเสียหายที่สำคัญ คือ ความเสียหายต่อจิตใจ ต่อความเชื่อมั่นในตัวเอง 14% ของผู้เสียหายโทษตัวเอง 3% หวาดกลัวต่อการดำรงชีวิตและ 1% จำเป็นต้องพบจิตแพทย์ “ซึ่งผลกระทบแบบนี้ในประเทศไทย ยังไม่ได้มีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างไร”
การสำรวจยังครอบคลุมสิ่งที่ผู้เสียทำหลังตกเป็นเหยื่อ ซึ่งพบว่า 42% ยังคงติดต่อมิชาชีพเพื่อต่อรองแก้ไขปัญหา ซึ่งกลุ่มนี้มักจะอยู่ในกลุ่มถูกหลอกซื้อขายออนไลน์ ก็พยายามที่จะได้ของ ได้เงินคืน มีเพียง 10% ที่แจ้งความ 28% เลือกที่จะไม่ทำอะไร
นอกจากนี้ยังพบว่าถ้ามูลค่าความเสียหายสูงขึ้น 1% ก็เพิ่มโอกาสที่จะแจ้งความสูงขึ้น 1.4 เท่า การทราบช่องทางร้องเรียนเพิ่มโอกาสแจ้งความ 23% การมีพฤติกรรมป้องกันตัวเพิ่มโอกาสในการแจ้งความ 24% และที่น่าสนใจการติดตามข่าวสารลดโอกาสแจ้งความ 41% เพราะกลุ่มนี้มีความรู้สึกว่าตัวเองรู้แล้วก็ยังพลาดได้โทษตัวเอง ไม่กล้าบอกใคร

โครงการที่ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการและยังไม่เสร็จ คือ การพยายามที่จะแยกแยะกลุ่มต่างๆ แทนที่จะวิเคราะห์ตามกลุ่มวัย โดยศึกษาลึกไปในลักษณะของผู้คน ความเป็นตัวตน เพราะประเด็นสำคัญที่ผู้เสียหายบอกว่าบางครั้งไม่รู้ว่ามีการโกงการหลอกในหลายลักษณะ รู้ว่ามีการหลอก การโกงในรูปแบบหนึ่ง ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่การเตือนจากสื่อ จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค NGO จำนวนมาก เข้าไม่ถึงผู้คน เพราะในโลกออนไลน์ ในโซเชียลมีเดียมีข้อมูลเยอะมาก โซเชียลมีเดียมี Algorithm ที่กรองเรื่องราวเฉพาะตามความสนใจของตัวบุคคล ทำให้ไม่ไม่รับรู้เรื่องอื่นที่นอกเหนืออกไป
“นี่คือประเด็น สิ่งที่เราทำตรงนี้ ก็เพื่อที่จะพยายามหากลไกในการสื่อสารและคอนเทนต์ที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล”
- Cybercrime คือ อุตสาหกรรม
ปัจจุบันมีการกล่าวกันว่า Cyber crime ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมไปแล้ว จากเดิมอาจจะเป็นองค์กรอาชญากรรมที่อยู่ในองค์กรเดียวกันเป็นความร่วมมือที่อยู่ภายในองค์กรเดียวกัน แต่ปัจจุบันเกิดสภาพการณ์ที่แบ่งงานกัน ทำเป็นห่วงโซ่ ซึ่งทำให้อุตสาหกรรม cyber crime เฟื่องฟูมาก สามารถที่จะขยายตัวอย่างเร็ว มีบริการที่ขายให้หมด เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นและขยายตัว และไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน
“อาชญากรรมประเภทนี้ได้ผลประโยชน์สูง ต้นทุนน้อย จับได้ยาก” รศ.ดร.นวลน้อยกล่าว

“เราคงต้องปิดช่องโหวตรงที่ผู้บริโภค เราต้องทำให้ผู้บริโภคของเราเข้มแข็ง รู้เท่าทัน ไม่ประมาท ติดตามข้อมูลข่าวสาร ฝึกฝนการป้องกันตัวเอง ฝึกฝนจิตใจที่จะสู้กลับได้ ที่จะเท่าทันเรื่องนี้ได้ และลดพฤติกรรมเสี่ยงในโลกออนไลน์” รศ.ดร.นวลน้อย กล่าว
ดร.โสมรัศม์สรุปปิดท้ายการเสวนาว่า ภัยการเงินใกล้ตัวกว่าที่เราคิดไว้ การหลอกง่ายขึ้น ทำได้ในวงกว้าง หลอกในลักษณะที่ โอนง่าย ตามไม่ได้ หรือตามได้ยากมาก และกลายเป็นองค์กรอาชญากรรม หรือ Organized Crime ไปแล้ว การเงินดิจิทัลยิ่งพัฒนาไป ก็จะทำให้ภัยการเงินปรับเปลี่ยนไปตาม สังคมควรจะต้องร่วมมือกัน แม้ว่าอาจจะมีความไม่สะดวกสบายบ้าง แต่ถ้าสังคมไม่ร่วมมือกัน ภัยการเงินอาจจะใหญ่ขึ้นไปจนกลายเป็นภัยคุกคาม และเป็นปัญหาที่ใหญ่กับระบบการเงินของเราได้


