สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
แม้จะเป็นนครรัฐที่มีขนาด “เล็กที่สุดในโลก” แต่สำหรับชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก วาติกันคือมหานครที่หล่อเลี้ยงความหวังและความศรัทธา และในยุคสมัยที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือวาระเร่งด่วนของมนุษยชาติ นครรัฐเล็กๆ แห่งนี้ก็ไม่ยอมละเลยบทบาทที่ยิ่งใหญ่ในการดูแลสิ่งแวดล้อมของโลกแต่อย่างใด
ความตั้งใจที่จะพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของวาติกันไม่ใช่ว่าเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ดำเนินการต่อเนื่องมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ และยังมีเจตนารมณ์ที่จะเดินไปบนเส้นทางนี้ต่อไปอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง
ศูนย์รวมจิตใจ
นครรัฐวาติกัน (Vatican City) เป็นรัฐเอกราชขนาดเล็กที่สุดในโลก ทั้งในด้านพื้นที่และจำนวนประชากร แต่มีความสำคัญเชิงศาสนาและจิตวิญญาณอย่างยิ่งในฐานะศูนย์กลางของคริสตจักรโรมันคาทอลิก
วาติกันมีพื้นที่ราว 0.44 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น และมีประชากรราว 800 คน ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยในปี 1929 สนธิสัญญาลาเตรัน (Lateran Treaty) รับรองให้วาติกันเป็นรัฐเอกราชแยกจากอิตาลี และรับรองสิทธิในการปกครองตนเองทั้งทางโลกและทางศาสนา
โดยมีพระสันตะปาปาเป็นผู้นำทางการปกครองไปพร้อมๆ กับการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของคริสตชนคาทอลิกกว่า 1,300 ล้านคนทั่วโลก คำสอนและท่าทีของพระองค์มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อชาวคาทอลิกในด้านศีลธรรม สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ
วาติกันยังมีบทบาทสำคัญด้านการอนุรักษ์งานศิลปะและเอกสารศักดิ์สิทธิ์ พิพิธภัณฑ์วาติกันและหอสมุดวาติกันเก็บรักษาผลงานศิลปะและต้นฉบับทางศาสนาไว้เป็นจำนวนมาก ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมตะวันตก
ไม่เพียงเท่านั้น ว่าติกันยังเป็นศูนย์กลางการประชุมสภาสังคายนาและนโยบายศาสนา เป็นสถานที่ตัดสินใจเรื่องหลักคำสอน การแต่งตั้งสังฆราช ไปจนถึงการเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่
วาติกันจึงเป็นเสมือนจุดที่ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณมาบรรจบกัน ผู้ศรัทธาหลายล้านคนจึงเดินทางมาเยือนที่นี่เพื่อสัมผัสความศักดิ์สิทธิ์และรับแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตตามคำสอนทางศาสนา
นิเวศแบบองค์รวม
อาจกล่าวได้ว่าแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมในวาติกันเริ่มถูกตอกย้ำอย่างหนักแน่นและจริงจังยิ่งขึ้นในปี 2013 เมื่อพระสันตะปาปาองค์ที่ 266 ทรงเลือกพระนามของพระองค์ว่า “ฟรานซิส” ตามชื่อของนักบุญฟรานซิสแห่งอสซิซี ซึ่งได้รับการขนานนามโดยพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ว่าเป็นนักบุญอุปถัมภ์ด้านนิเวศวิทยา (Patron Saint of Ecology)
หลังจากรับตำแหน่ง พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีบทบาทด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ในปี 2015 พระองค์ประกาศสมณสาส์น (encyclical) ชื่อ “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า (Laudato Si)” ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมฉบับหนึ่ง
ผู้นำทางศาสนา นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลกต่างก็ยกย่องว่าเป็นเอกสารสำคัญที่ส่งผลต่อการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ รวมถึงการลงนามในข้อตกลงปารีสในปี 2015 จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “สมณสาส์นแห่งสิ่งแวดล้อม”
เนื้อหาในสมณสาส์นตอกย้ำว่า ปัญหาภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับความยุติธรรมทางสังคม เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้อย่างรุนแรงที่สุดก็คือผู้ที่ยากจนและเปราะบางที่สุดนั่นเอง
พระองค์เสนอแนวคิด “ระบบนิเวศแบบองค์รวม” (Integral Ecology) ที่เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน พร้อมกับเรียกร้องให้มนุษย์ลดการใช้พลังงานฟอสซิลและปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภค
พระสันตะปาปาฟรานซิสยังทรงใช้เวทีโลกเพื่อผลักดันการรับมือวิกฤติภูมิอากาศอย่างจริงจัง พระองค์สนับสนุนข้อตกลงปารีส พบปะผู้นำทางศาสนาและการเมือง และในปี 2023 ยังได้ออกสมณสาส์น “ขอสรรเสริญพระเจ้า (Laudate Deum)” เพื่อเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง
จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ
ความห่วงใยสิ่งแวดล้อมสะท้อนออกมาในรูปแบบการดำเนินชีวิตและนโยบายของวาติกันทุกระดับ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคลของพระสันตะปาปาเอง ที่เลือกใช้รถยนต์ประหยัดน้ำมันและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและนโยบายของนครรัฐวาติกันทั้งหมด
เป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่สุดของวาติกันคงจะได้แก่การตั้งความหวังที่จะบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยมีการประกาศไว้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2024 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงความเป็นผู้นำด้านการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวาติกันยังกำหนดเป้าหมายระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากระดับของปี 2011 ให้ได้ 20% ภายในปี 2030
เป้าหมายของวาติกันมีความสอดคล้องกับสหภาพยุโรป ในปี 2022 วาติกันได้เข้าร่วมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และยื่นเอกสารแสดงความมุ่งมั่นอย่างเป็นทางการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย
ในแง่ปฏิบัติ โครงการหนึ่งที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดของวาติกัน คือการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ โดยในปี 2024 วาติกันได้ประกาศโครงการสร้างโซลาร์ฟาร์มที่บริเวณซานตามาเรียกาเลอเรีย (Santa Maria Galeria) หากประสบความสำเร็จ โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้วาติกันกลายเป็นรัฐที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100 % เท่านั้น แต่ยังจะเป็นประเทศที่แปดในโลกที่บรรลุเป้าหมายดังกล่าวอีกด้วย
วาติกันยังได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น บริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์วาติกัน เพิ่มเติมจากที่เคยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของหอประชุมปอลที่ 6 เมื่อปี 2008
นอกจากนั้น ยังมีการเปลี่ยนผ่านไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า โดยเริ่มใช้งานมาตั้งแต่ต้นปี 2024 มีการส่งเสริมการรีไซเคิลอย่างจริงจัง แยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และจัดตั้งโครงการจัดการขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ย รวมถึงการติดตั้งระบบประหยัดน้ำในสวนและอาคารต่างๆ และส่งเสริมการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
อีกทั้งยังมีแผนเปลี่ยนมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ให้กลายเป็น “โบสถ์ผลกระทบเป็นศูนย์” โครงการนี้มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปรับปรุงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์และอาคารโดยรอบให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้นและส่งเสริมความยั่งยืน
ไม่หยุดยั้ง
อิทธิพลของวาติกันในด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดเพียงขอบเขตอยู่ในนครรัฐเล็กๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนตัวกลางที่เชื่อมโยงองค์กรคาทอลิกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังฆมณฑล โรงเรียน โรงพยาบาล และองค์กรการกุศล ให้ร่วมมือกันในการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
มีการจัดสัปดาห์แห่งสมณสาส์น Laudato Si (Laudato Si Week) ทุกปีเพื่อกระตุ้นให้ชาวคาทอลิกทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อม จนเกิดแรงกระเพื่อมในหลายประเทศ เช่น สังฆมณฑลในฟิลิปปินส์ที่เริ่มโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โรงเรียนคาทอลิกในเยอรมนีเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100 %
แม้ว่าความพยายามของนครรัฐวาติกันจะได้รับการยกย่องจากหลายฝ่าย แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นคำวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ กลุ่มอนุรักษ์นิยมบางกลุ่มในคริสตจักรเห็นว่าการให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเกินไปอาจทำให้สูญเสียจุดยืนหลักของศาสนา
แต่ดูเหมือนหลังจากที่พระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ขึ้นครองตำแหน่งในปี 2025 วาติกันก็ยังคงชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังต่อไป
ดังจะเห็นได้จากการถือกำเนิดของศูนย์การศึกษาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระสันตะปาปาฟรานซิส โดยเป็นศูนย์การทดลองด้านเกษตรกรรมแบบยั่งยืน การฝึกอาชีพ และการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม บนพื้นที่ 55 เอเคอร์ ริมทะเลสาบอัลบาโน
ศูนย์การศึกษานี้มีชื่อว่า “Borgo Laudato Si” โดยตั้งชื่อตามสมณสาส์นของพระสันตะปาปาฟรานซิสนั่นเอง ศูนย์แห่งนี้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของสมณสาส์น “Laudato Si” โดยผู้ทำพิธีเปิดคือพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ซึ่งยืนยันอย่างหนักแน่นถึงความสำคัญของการสืบทอดเจตนารมณ์ของพระสันตะปาปาฟรานซิสในการดูแลการสร้างสรรค์ของพระเจ้า
ศูนย์แห่งนี้มีแผนดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการ พลังงานทั้งหมดจะมาจากแผงโซลาร์เซลล์ ห้ามใช้พลาสติก มีเป้าหมายขยะเป็นศูนย์ ใช้ระบบชลประทานอัจฉริยะเพื่ออนุรักษ์น้ำและติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
รวมทั้งจะจัดการฝึกอบรมในสถานที่เกี่ยวกับการทำสวนแบบยั่งยืน การทำไวน์ออร์แกนิก และการเก็บเกี่ยวมะกอก เพื่อสร้างโอกาสงานใหม่ๆ ให้กับกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ ได้แก่ เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ผู้ลี้ภัย ผู้ติดยาเสพติดที่กำลังฟื้นตัว และผู้ต้องขังที่ต้องได้รับการฟื้นฟู โดยนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายและนำกำไรกลับมาลงทุนในศูนย์การศึกษา
บาทหลวงมานูเอล โดรันเตส ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษา ตอกย้ำเจตนารมณ์ของอดีตพระสันตปาปาว่า “สารที่พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประสงค์จะสื่อก็คือ หากเราซึ่งเป็นนครรัฐที่เล็กที่สุดในโลก สามารถทำเช่นนี้ได้ รัฐอื่นๆ ที่ใหญ่กว่าเรา มีทรัพยากรมากกว่าเรา จะมีศักยภาพมากเพียงใด”
อ้างอิง
https://apnews.com/article/vatican-environment-pope-francis-2496c463d6a6f13b5b18d172e7d7ccd2
https://www.romereports.com/en/2025/06/17/the-vatican-on-the-path-toward-zero-environmental-impact/
http://kamsonchan.com/index.php/2015-06-11-09-34-19/554-laudato-si


