ไม่หลงลืมอดีต ไม่ละเลยหลักสากล

ปิติคุณ นิลถนอม

มนุษย์โฮโมเซเปียนส์อย่างเราๆ ครองโลกได้ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งที่สุด แต่เพราะเราสามารถสร้าง “ความเชื่อร่วม” หรือ inter-subjective reality ที่จับต้องไม่ได้แต่มีพลังมหาศาล ภาษาไม่เพียงทำให้เราสื่อสารกันได้ แต่ยังทำให้เราร่วมกันเชื่อในสิ่งเดียวกัน ทั้งศาสนา เงินตรา อำนาจ และชาติ

ความเชื่อเหล่านี้ก่อร่างสร้างสิ่งที่นักคิดอย่าง Benedict Anderson เรียกว่า ชุมชนจินตกรรม (imagined community) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้คนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนรู้สึกว่าเป็น “พวกเดียวกัน” พร้อมยอมเสียสละเพื่อกันและกัน นี่คือรากฐานของชาติ รัฐ และพรมแดนในโลกเรา

ในอดีต บริเวณอุษาคเนย์ไม่มีเขตแดนเป็นเส้นคมกริบบนแผนที่ แต่เป็นความพร่าเลือนของอิทธิพลและความสัมพันธ์ อำนาจในภูมิภาคนี้กระจายศูนย์กลางแบบ mandala state โดยมีจักรพรรดิราชเป็นศูนย์กลาง และเมืองบริวารที่เรียกว่าเมืองสามฝ่ายฟ้า ที่ยังคงปกครองตนเองได้ แต่ต้องคอยถวายบรรณาการอย่างดอกไม้เงินดอกไม้ทอง หรือส่งกำลังทหารตามใบบอกของศูนย์กลางอำนาจ

นิราศหนองคาย เป็นวรรณกรรมประเภทนิราศที่แต่งโดยหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานประการหนึ่งที่กล่าวถึงการเดินทางไปปราบฮ่อที่หลวงพระบาง ในนิราศมีการกล่าวถึงลำน้ำชื่อลำสะแทก ซึ่งปัจจุบันคือลำสะแทดที่ไหลผ่านอำเภอประทาย ความว่า….

“ก็เสร็จข้าม แม่น้ำ ลำสะแทก

เป็นลำแยก จากมูล ศูนย์กระแส

สิ้นเขตแดน พิมายเมือง ชำเลืองแล

เข้าแขวงแคว เมืองลาว ชาวอรัญ”

บทกวีข้างต้นเป็นประจักษ์พยานทางวรรณกรรมถึงความรับรู้ (perception) ของคนในยุคนั้นว่า เมื่อข้ามลำสะแทกไปแล้ว ถือว่าเข้าเขตลาวล้านช้าง พรมแดนในสมัยนั้นจึงมิใช่เส้นแบ่งอำนาจแบบเด็ดขาดเหมือนเส้นรัฐสมัยใหม่ แต่เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านที่สะท้อนความต่อเนื่องของวัฒนธรรมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างชุมชน

เส้นทางโบราณอย่างเส้นทาง “ราชมรรคา” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ยโสธรปุระ (มีศูนย์กลางที่นครธม) หนึ่งในเส้นทางสำคัญและยาวที่สุดคือจากเมืองพระนครไปยังวิมายปุระ หรือเมืองพิมาย (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา) ตลอดเส้นทางมีร่องรอยของ “ธรรมศาลา” หรือที่พักคนเดินทางปรากฏอยู่

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ดินแดนแถบนี้มีวัฒนธรรมประเพณี รวมถึงปราสาทที่มีรูปแบบเดียวกันอยู่จนถึงยุคที่มีการขีดเขียนพรมแดน เมื่อรัฐสมัยใหม่เริ่ม “ขีดเส้น” ลงบนแผนที่ก็เหมือนกับการเล่นเก้าอี้ดนตรี พอเสียงเพลงหยุด ใครอยู่ตรงไหนก็กลายเป็นพลเมืองของชาตินั้นทันที ไม่ว่าเคยเป็นญาติ คนบ้านเดียวกัน หรือพูดภาษาเดียวกันมาก่อนก็ตาม

แน่นอนว่าเราไม่ควรหลงลืมอดีต ไม่ควรละเลยบริบททางประวัติศาสตร์ของพรมแดนที่เคยเป็นพื้นที่ปะทะสังสรรค์ ทั้งผ่านการค้าขายข้ามคาบสมุทร การแต่งงาน และอพยพโยกย้ายกันไปมา แต่ในโลกปัจจุบัน การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขจำเป็นต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกรอบสากลของมนุษยชาติในการป้องกันความรุนแรงและความอยุติธรรม

ในข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานี้ ฝ่ายกัมพูชาได้ยิง BM-21 Grad ซึ่งเป็นระบบยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ “ยิงถล่มพื้นที่” โดยไม่มีความแม่นยำสูง ไปยังพื้นที่ที่มีพลเรือน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล และบ้านเรือนประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ค.ศ. 1949 ที่ห้ามการโจมตีเป้าหมายพลเรือนโดยเจตนา หรือ ICRC Customary IHL Rule 1 ที่ว่าด้วยหลักการแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน (Principle of Distinction) รวมถึง Rome Statute of the ICC Article 8 ที่กำหนดว่าการโจมตีเป้าหมายพลเรือนเป็นอาชญากรรมสงคราม

BM-21 เป็นอาวุธที่เน้น “การครอบคลุมพื้นที่” (area denial) มากกว่าการเจาะจงเป้าหมายเดี่ยว ไม่เหมาะสมกับการใช้ในพื้นที่พลเรือนอย่างสิ้นเชิง มีค่า CEP (circular error probable หรือความคลาดเคลื่อนในความแม่นยำ) สูง และไม่มีระบบนำวิถีแบบสมัยใหม่ ต่างจากฝั่งไทยที่ตอบโต้ด้วย F-16 และปืนใหญ่แม่นยำสูงที่อาจกล่าวได้ว่าแม่นขนาด “เล็งหน้าผากก็ลงหน้าผาก” โดยเลือกโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

ผู้เขียนขอประณามการกระทำที่มุ่งเป้าหมายพลเรือนเช่นนี้ และเรียกร้องให้หยุดยิงตามมติการเจรจาที่มีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเป็นคนกลางเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมาโดยเร็ว และขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของไทยดำเนินการตามช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เกิด “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” หรือ culture of impunity ที่จะบ่อนทำลายหลักนิติธรรมของโลก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องแยกแยะให้ได้คือ ปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้นำบางกลุ่ม ไม่ควรถูกโยนให้ประชาชนทั้งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ

เราจึงไม่ควรโกรธเกลียดประชาชนชาวกัมพูชา ซึ่งหลายคนอาจมีญาติอยู่ฝั่งไทย หรือมีชีวิตเกี่ยวพันกับเรามายาวนาน

เราไม่ควรปล่อยให้ใครต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจาก “ภาพลวงตาแห่งชาติ” ที่ขีดขึ้นโดยอำนาจการเมือง แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดหลักสากล โดยเฉพาะเมื่อมีผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของสงคราม

... ไม่หลงลืมอดีต เพราะอดีตคือรากของเรา แต่ก็ไม่ละเลยหลักสากล เพราะนั่นคือหลักยึดของโลกที่เราอยากอยู่ร่วมกันอย่างสันติ! …

...ขอเป็นกำลังใจให้กับทหารกล้า และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทุกคนครับ…