ThaiPublica > Sustainability > Social Issues > เด็กอายุ 15 ปีกับการจับเฟกนิวส์และข้อมูลผิดๆ

เด็กอายุ 15 ปีกับการจับเฟกนิวส์และข้อมูลผิดๆ

25 พฤษภาคม 2021


เด็กอายุ 15 พร้อมที่จะรับมือกับข่าวปลอม(fake news) และข้อมูลผิด ๆ หรือไม่

  • ประมาณ 54% โดยเฉลี่ยของนักเรียนจากประเทศในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้รับการอบรมเกี่ยวกับวิธีการรับรู้ข้อมูลว่ามีความเอนเอียงหรือไม่ ในบรรดาประเทศกลุ่ม OECD มากกว่า 70% ของนักเรียนได้รับการอบรมนี้ในออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามในอิสราเอล ลัตเวีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย และสวิตเซอร์แลนด์ มีนักเรียนน้อยกว่า 45% ที่ได้รับการอบรมเรื่องนี้
  • นักเรียนที่มีภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีจากในทุกประเทศที่เข้าร่วมโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment: PISA) ปี 2018 มีคะแนนในดัชนีความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การอ่านเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลสูงกว่านักเรียนที่มีภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ด้อยกว่า
  • ระบบการศึกษาที่มีสัดส่วนของนักเรียนจำนวนมากที่ถูกสอนเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวหรือมีความเอนเอียงมีแนวโน้มที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นได้ในการประเมินการอ่านของ PISA แม้ว่าจะมีการคำนวณ GDP ต่อหัวประชากรหรือประสิทธิภาพการอ่าน
  • รายงาน Are 15-year-olds prepared to deal with fake news and misinformation? ของ OECD ระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนปฏิกิริยาของผู้คนที่มีต่อข้อมูล จากข้อมูลของ PISA แสดงให้เห็นว่าเยาวชนอายุ 15 ปี อ่านข้อมูลออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านข้อมูล (เช่น ข่าวออนไลน์แทนหนังสือพิมพ์)

    ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการสื่อสารแบบดิจิทัลยังเปลี่ยนแปลงนิสัยของผู้คน (เช่น การแชทออนไลน์แทนอีเมล)

    การใช้งานออนไลน์โดยรวมของเยาวชนอายุ 15 ปีเพิ่มขึ้นจาก 21 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ใน PISA ปี 2012 เป็น 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ใน PISA ปี 2018 ซึ่งเกือบจะเท่ากับเวลาการทำงานเฉลี่ยของผู้ใหญ่ของประเทศ OECD

    กระแสข้อมูลขนาดใหญ่ที่แสดงลักษณะของยุคดิจิทัล ทำให้ผู้อ่านต้องสามารถแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็นได้ รวมทั้งเรียนรู้กลยุทธ์ในการตรวจจับข้อมูลที่มีความเอนเอียงและเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่นอีเมลฟิชชิง หรือข่าวปลอม (fake news)

    การวิจัยทางวิชาการยังสรุปไม่ได้เกี่ยวกับความแพร่หลายและความสำคัญของข้อมูลผิด ๆ และข่าวปลอมเหล่านี้ อย่างไรก็ตามมีการบันทึกไว้ว่า ส่วนใหญ่ผลจากการได้รับข้อมูลที่แย่ อาจนำไปสู่การแบ่งขั้วทางการเมือง ลดความไว้วางใจในสถาบันของรัฐและบ่อนทำลาย
    ประชาธิปไตย

    การใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่โอกาสในการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลในโรงเรียนยังห่างไกลจากความเป็นสากล

    PISA ปี 2018 ได้ถามนักเรียนว่า จากประสบการณ์ระหว่างที่อยู่ในโรงเรียนพวกเขาได้รับการสอนเกี่ยวกับ

      ก.) วิธีการใช้คีย์เวิร์ดในการใช้เครื่องมือค้นหา อย่างเช่น Google หรือ Yahoo
      ข.) วิธีการตัดสินใจว่าจะเชื่อข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหรือไม่
      ค.) วิธีการเปรียบเทียบหน้าเว็บที่แตกต่างกัน และตัดสินใจได้ว่าข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องกับงานของพวกเขามากกว่า
      ง.) การทำความเข้าใจผลจากการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะทางออนไลน์
      จ.) วิธีใช้คำอธิบายสั้น ๆ ด้านล่างลิงก์ในรายการผลลัพธ์ของการค้นหา
      ฉ.) วิธีการตรวจสอบว่าข้อมูลใดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวหรือมีความเอนเอียง
      ช.) วิธีตรวจจับอีเมลฟิชชิง หรือสแปม

    ทักษะดิจิทัลที่พบว่าถูกสอนในโรงเรียนมากที่สุดโดยเฉลี่ยในประเทศ OECD คือ การทำความเข้าใจผลที่ตามมาจากการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะทางออนไลน์ (รูปที่ 1) และที่ถูกสอนน้อยที่สุด คือวิธีตรวจจับอีเมลฟิชชิงหรือสแปม (76% และ 41% ของนักเรียนในประเทศ OECD รายงานว่าได้รับการสอนระหว่างเรียนในโรงเรียน)

    นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างอย่างมาทั้งระหว่างและภายในประเทศ โดยเฉลี่ย 54% ของนักเรียนในประเทศ OECD รายงานว่า ได้รับการอบรมที่โรงเรียนเกี่ยวกับวิธีรับรู้ว่าข้อมูลมีความเอนเอียงหรือไม่

    ในบรรดาประเทศ OECD นักเรียนมากกว่า 70% ในออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก และสหรัฐอเมริกา รายงานว่า ได้รับการฝึกอบรมวิธีรับรู้ว่าข้อมูลมีความเอนเอียง แต่ในอิสราเอล ลัตเวีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย และสวิตเซอร์แลนด์ นักเรียนที่รายงานว่าได้รับการอบรมนี้มีน้อยกว่า 45%

    โดยเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของนักเรียนที่ได้รับการสอนวิธีตรวจจับข้อมูลที่มีความเอนเอียงระหว่างนักเรียนจากภูมิหลังที่ดีด้านเศรษฐกิจและสังคมและจากที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศใน OECD พบว่า นักเรียนที่มีภูมิหลังดีมีคะแนนมากกว่า 8% ในเบลเยียม เดนมาร์ก เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก สวีเดน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาความแตกต่างนี้อยู่ที่ประมาณ 14% หรือสูงกว่า

    PISA ปี 2018 ยังรวมถึงการอิงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งนักเรียนจะให้คะแนนว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ ว่ามีประโยชน์เพียงใดในการแก้สถานการณ์การอ่านโดยเฉพาะ

    หนึ่งในสถาณการณ์เหล่านั้นคือ การขอนักเรียนให้คลิกลิงก์ของอีเมลจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีชื่อเสียงและกรอกข้อมูลเพื่อรับสมาร์ทโฟน หรือที่เรียกว่าอีเมลฟิชชิ่ง

    โดยเฉลี่ยประมาณ 40% ของนักเรียนจากประเทศ OECD ตอบว่า การคลิกลิงก์นั้นค่อนข้างเหมาะสมหรือเหมาะสมมาก นักเรียนในเดนมาร์ก เยอรมนี ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ได้คะแนนสูงสุดในดัชนีความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การอ่าน ในด้านการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล (สูงกว่า 0.20 คะแนน) จากในทุกประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมใน PISA 2018

    ในทางตรงกันข้ามนักเรียนในบากู (อาเซอร์ไบจาน) อินโดนีเซีย คาซัคสถาน ฟิลิปปินส์และไทยมีคะแนนต่ำสุดในดัชนีนี้ (ต่ำกว่า -0.65 คะแนน) จากในทุกประเทศและเศรษฐกิจที่เข้าร่วมใน PISA 2018

    ในบรรดาประเทศ OECD นักเรียนในชิลี โคลอมเบีย ฮังการี เกาหลี เม็กซิโกและตุรกีมีคะแนนต่ำสุดในดัชนีนี้ (ต่ำกว่า -0.20 คะแนน)

    นักเรียนจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีในทุกประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมใน PISA 2018 ได้คะแนนดัชนีความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การอ่านเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลสูงกว่านักเรียนที่มีภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ด้อยกว่า(รูปที่ 2)

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนในเยอรมนี ลักเซมเบิร์ก โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกาที่สะท้อนช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใหญ่ที่สุด (0.65 คะแนนหรือสูงกว่า) ในดัชนีความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ในการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลจากในทุกประเทศที่เข้าร่วมและเศรษฐกิจใน PISA 2018

    ในทางตรงกันข้ามแอลเบเนีย บากู (อาเซอร์ไบจาน) คาซัคสถาน และมาเก๊า (จีน) รายงานช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่น้อยที่สุด (ต่ำกว่า 0.15 คะแนน)

    ในบรรดาประเทศ OECD นั้น แคนาดา เอสโตเนีย ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี เกาหลี ลัตเวีย และลิทัวเนียรายงานช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่น้อยที่สุด (ต่ำกว่า 0.35 คะแนน)

    ที่สำคัญที่สุดคือข้อมูล PISA 2018 แสดงให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ OECD ประมาณ 1 ใน 3 (32%) ของความแตกต่างในประสิทธิภาพการอ่านระหว่างนักเรียน ที่ได้เปรียบกับนักเรียนที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นผลทางอ้อมของความเหลื่อมล้ำทางความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การอ่านที่มีประสิทธิภาพ

    จากการศึกษาเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่าการแทรกแซงในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการประเมินความน่าเชื่อถือในข้อมูลของนักเรียนมีผลในเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน

    ระบบการศึกษาที่นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับการสอนเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบข้อมูลที่มีความเอนเอียง มีแนวโน้มที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นในการประเมินการอ่านของ PISA

    การประเมินการอ่านของ PISA 2018 รวมถึงข้อหนึ่ง (เช่น Rapa Nui คำถามที่ 3 ) ที่จะทดสอบว่า นักเรียนสามารถที่จะแยกระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็นได้หรือไม่ โดยคำถามจะแบ่งเป็น 5 ระดับ ในหัวข้อนี้นักเรียนจะต้องจำแนก 5 ข้อความที่นำมาจากบทวิจารณ์ของหนังสือ Collapse ว่าเป็น “ข้อเท็จจริง” หรือ “ความคิดเห็น”

    เฉพาะนักเรียนที่สามารถจำแนกถูกทั้ง 5 ข้อความเท่านั้นจะได้รับคะแนนเต็ม นักเรียนที่แยกถูก 4 ใน 5 ข้อความ จะได้คะแนนบางส่วน (เท่ากับกับความสามารถระดับ 3)

    โดยข้อความที่ยากที่สุดคือข้อความแรก (“ในหนังสือผู้เขียนอธิบายถึงอารยธรรมต่าง ๆ ที่ล่มสลายเนื่องจากวิถีที่พวกเขาเลือกและผลกระทบของมันต่อสิ่งแวดล้อม”) ที่แสดงถึงข้อเท็จจริง แต่มีนักเรียนบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถต่ำกว่าระดับที่ 5 อาจจะจำแนกผิดเป็น “ความคิดเห็น” ตามประโยคที่สรุปทฤษฎีของผู้เขียน (อารยธรรม “ล่มสลายเนื่องจากวิถีที่พวกเขาเลือกและผลกระทบของมันต่อสิ่งแวดล้อม”)

    ข้อมูลจาก PISA 2018 แสดงให้เห็นว่าโอกาสของนักเรียนที่ได้เรียนรู้ในโรงเรียนเกี่ยวกับวิธีตรวจจับข้อมูลว่าเป็นความคิดเห็นหรือมีความเอนเอียงมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเปอร์เซ็นต์ที่ถูกต้องโดยประมาณ ในหัวข้อที่เน้นการแยกแยะข้อเท็จจริงจากความคิดเห็นในการประเมินการอ่านของ PISA (R2=0.46) ในประเทศ OECD (รูปที่ 3) ความสัมพันธ์นี้ยังคงพบได้ แม้หลังจากการคำนวณ GDP ต่อหัวหรือประสิทธิภาพการอ่านแล้วก็ตาม กลุ่มนี้อ่อนแอกว่าบรรดาประเทศและเขตเศรษฐกิจทั้งหมดที่เข้าร่วมใน PISA 2018 (R2=0.15)

    สรุปได้ว่าเมื่อระบบการศึกษาเปิดโอกาสให้นักเรียนในโรงเรียนได้เรียนรู้วิธีตรวจจับข้อมูลที่เอนเอียง ผลที่ได้มากกว่าประสิทธิภาพการอ่านโดยรวมหรือ GDP ต่อหัว คือ เปอร์เซ็นต์ความถูกต้องในการแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นที่มากขึ้น

    ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นไม่สำคัญสำหรับข้อมูลเชิงบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อเท็จจริงที่ยังเป็นคำถามที่ต้องการคำอธิบาย

    แต่ผลเหล่านี้บอกเป็นนัยว่า

    ความสามารถในการแยกแยะข้อเท็จจริงจากความคิดเห็น การประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล และการเรียนรู้กลยุทธ์ในการตรวจจับข้อมูลที่ลำเอียงหรือข้อมูลเท็จ เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการอ่านในโลกดิจิทัล

    ท้ายที่สุดแล้วความสามารถในการแยกแยะสิ่งที่ดีจากข้อมูลที่ไม่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาคุณค่าของประชาธิปไตย

    สรุป

    การรักษาค่านิยมประชาธิปไตยและเสริมสร้างความไว้วางใจในสถาบันรัฐขึ้นอยู่กับการมีประชาชนที่มีข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง นักเรียนต้องพัฒนาทักษะในการอ่านด้วยตนเองและทักษะการอ่านขั้นสูง รวมถึงความสามารถในการค้นหาคำพูดที่คลุมเครือ ความสามารถในการสืบหาและตรวจสอบความคิดเห็น การฝึกฝนนักเรียนในการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น และการตรวจจับข้อมูลที่มีความลำเอียงและเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่นอีเมลฟิชชิ่ง ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศและภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน โดยโรงเรียนสามารถสร้างนักอ่านที่มีประสิทธิภาพในโลกดิจิทัลโดยการปิดช่องว่างเหล่านี้และสอนนักเรียนเกี่ยวกับพื้นฐานความรู้ดิจิตอล

    หมายเหตุ
    1.ความสามารถในการอ่านระดับ 5 เป็นระดับสูงสุดและเทียบเท่ากับนักเรียนที่ได้คะแนนจาก 625.61 ถึงน้อยกว่า 698.32 คะแนน สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับความสามารถในการอ่านดูได้จากรายงาน PISA 2018 เล่มแรก
    2.ความสามารถในการอ่านระดับ 3 เทียบเท่ากับนักเรียนที่ได้คะแนน 480.18 ถึงน้อยกว่า 552.89 คะแนน สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมการอ่านดูได้จากรายงาน PISA 2018 เล่มแรก
    3.Rapa Nui คำถามที่ 3 บางส่วนคะแนนของข้อที่ไม่มีคะแนนเท่ากับ 0 คะแนน ที่มีคะแนนบางส่วนเท่ากับ 0.5 และคะแนนเต็มเท่ากับ 1 คะแนน ดังนั้นเปอร์เซ็นต์โดยประมาณที่ถูกต้องของคะแนนเต็มในข้อนี้จึงต่ำกว่า 47% โดยเฉลี่ยในประเทศ OECD ข้อนี้คาดว่าถูกต้อง 39% โดยเฉลี่ยในทุกประเทศและเศรษฐกิจที่เข้าร่วม PISA 2018 โดย Rapa Nui คำถาม 3 เป็นคำถามระดับ 5 ซึ่งหมายความว่านักเรียนต้องมีความสามารถระดับ 5 ถึงจะมีความน่าจะเป็น 62% ที่จะได้รับคะแนนเต็มในข้อนี้ (จากรูป I.2.1 ในผลการประเมิน PISA 2018 เล่มแรก)
    4.ประเทศที่ไม่มีข้อมูลที่จะทำการวิเคราะห์นี้ ได้แก่ อาร์เจนตินา จอร์แดน เลบานอน สาธารณรัฐมอลโดวา สาธารณรัฐมาซิโดเนีย โรมาเนีย ซาอุดีอาระเบีย ยูเครน และเวียดนาม