a ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: "ศาล รธน. 'ไม่ยุบ' อนาคตใหม่ แต่ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องไม่คลุมเครือ" และ "จีนสั่งปิด 3 เมือง ยับยั้งไวรัสโคโรนา" | ThaiPublica
ThaiPublica > เกาะกระแส > ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ > ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: “ศาล รธน. ‘ไม่ยุบ’ อนาคตใหม่ แต่ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องไม่คลุมเครือ” และ “จีนสั่งปิด 3 เมือง ยับยั้งไวรัสโคโรนา”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: “ศาล รธน. ‘ไม่ยุบ’ อนาคตใหม่ แต่ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องไม่คลุมเครือ” และ “จีนสั่งปิด 3 เมือง ยับยั้งไวรัสโคโรนา”

25 มกราคม 2020


ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 18-24 ม.ค. 2563

  • ศาล รธน. “ไม่ยุบ” อนาคตใหม่ แต่ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องไม่คลุมเครือ ชี้ กกต.เพิกถอนได้เพื่อป้องกันความสับสน
  • ศาลฎีกาสั่งจำคุก “สรยุทธ” 6 ปี 24 เดือน
  • พบผู้ป่วย “ไวรัสโคโรนา” ในไทย 4 ราย
  • อาลัย “ชัย ชิดชอบ” ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 92 ปี
  • จีนสั่งปิด 3 เมือง ยับยั้งไวรัสโคโรนา

ศาล รธน. ‘ไม่ยุบ’ อนาคตใหม่ แต่ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องไม่คลุมเครือ ชี้ กกต.เพิกถอนได้

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า วันที่ 21 ม.ค. เมื่อเวลา 12.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีที่นายณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของ พรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 1 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้องที่ 2 นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ถูกร้องที่ 3 และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ โดยคำร้องของนายณฐพร ขอให้ศาลวินิจฉัยใน 3 ประเด็น คือ 1. ข้อบังคับของพรรคเป็นโมฆะหรือไม่ 2. ผู้ถูกร้องมีการกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ 3. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด โดยผู้ถูกร้องทั้ง 4 ไม่ได้เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัย แต่ได้ทราบนัดโดยชอบแล้ว

ข้อบังคับพรรคไม่เป็นปฏิปักษ์การปกครอง แต่หากพบเป็นปฏิปักษ์ภายหลัง สามารถรายงาน กกต.เพื่อเพิกถอนได้

ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มอบมายให้นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ เป็นผู้อ่านคำวินิจฉัย โดยระบุว่า ผู้ร้องระบุว่า ข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรค ไม่ถูกต้องไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการออกข้อบังคับพรรคการเมือง เป็นส่วนหนึ่งในการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ที่ต้องยื่นเอกสารต่อ กกต. และเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องตรวจสอบว่า คำขอจดทะเบียนพรรค เอกสารหลักฐานที่ยื่น ถูกต้องและครบถ้วน ตามที่กฎหมายระบุหรือไม่ ซึ่งถ้าเห็นว่าถูกต้องแล้ว ให้นายทะเบียนเห็นชอบ รับจดทะเบียนพรรคการเมือง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา กรณีนี้แสดงว่าข้อบังคับพรรคไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อย่างไรก็ตาม หากมีการปรากฏในข้อเท็จจริงในภายหลังว่า ขัอบังคับพรรคการเมือง มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองนั้น เป็นหน้าที่และอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมือง รายงานไปยัง กกต.ให้เพิกถอนข้อบังคับดังกล่าวได้ ซึ่งข้อเท็จจริง ในกรณีนี้หาได้มีการกระทำดังกล่าว จึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอ ว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 4 เข้าข่ายตามคำร้อง แต่ผู้ร้องมีข้อห่วงใยของผู้ร้องในฐานะพลเมือง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ

ศาลรัฐธรรมนูญระบุด้วยว่า คำประกาศอุดมการณ์ การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมือง ที่ระบุว่า “หลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” แทนคำว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นั้น เห็นว่าข้อบังคับพรรคต้องมีความชัดเจน ไม่ควรมีความคลุมเครือ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกจากชนในชาติได้ ดังนั้น กกต.มีอำนาจหน้าที่จะพิจารณาให้เพิกถอนข้อบังคับได้ เพื่อป้องกันความสับสน

ชี้ ไม่เพียงพอชี้ชัดต้องการล้มสถาบัน แต่ผิดอาญาหรือไม่ให้ว่าตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ผู้ร้อง กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกร้องมี แนวคิดปฏิกษัตริย์นิยม ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง สังคมไทย เช่น การให้สัมภาษณ์ การแสดงความเห็น การแสดงความเห็นต่างๆ ศาลเห็นว่า การพิจารณาว่า บุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง ต้องปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะให้เห็นชัดเจน และวิญญูชน เห็นว่า เป็นกาารใช้สิทธิ โดยการกระทำนั้นต้องดำเนินการอยู่ และไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสื่อในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 ต้องการล้มล้างการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนจะผิดอาญาหรือไม่ต้องไปว่ากันตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ศาลฎีกาสั่งจำคุก “สรยุทธ” 6 ปี 24 เดือน

นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา
ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/crime/382690

เว็บไซต์ช่องวันรายงานว่า วันที่ 21 ม.ค. 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางพิชชาภา หรือ นางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท, บ.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง กก.ผจก.บมจ.ไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา พนักงาน บ.ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียกรับ หรือ ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ

ภายหลังการพิจารณาคดีผ่านไป ประมาณ 40 นาทีศาลฎีกาได้พิพากษาตามศาลอุทธรณ์ แต่ลดโทษให้เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ โดยสั่งจำคุก นางพิชชาภา 12 ปี ส่วนนายสรยุทธ และ นางสาวมณฑา สั่งคำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วน บจก.ไร่ส้ม ให้ปรับ 72,000 บาท โดยตลอดการพิจารณาคดีนายสรายุทธมีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นระยะๆ

สำหรับคดีนี้เป็นการยักยอกรายได้จาก คิวโฆษณารวม ในรายการ “คุย คุ้ยข่าว” 17 ครั้ง ทำให้ อสมท. เสียหายกว่า 138,790,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2-4 เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือ ให้ความสะดวกในการกระทำผิด ซึ่งแม้ว่า ค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 138,790,000 บาท บ.ไร่ส้ม ได้ชำระคืนให้ แก่ อสมท. ครบถ้วนแล้ว แต่คดีนี้ความผิดได้สำเร็จแล้ว

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องขังทั้งหมดในคดรนี้ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานตามที่ พ.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัว นช.สรยุทธ มาถึงเรือนจำ ฝ่ายทะเบียนได้ทำประวัติผู้ต้องขังใหม่ พิมพ์มือ ถ่ายรูป และตรวจร่างกาย โดย นช.สรยุทธ อายุ 54 ปี มีโรคประจำตัวประกอบด้วย ไขมันในเลือดสูง มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่แต่ไม่ใช่เนื้อร้าย ร่วมกับมีเลือดออกในลำไส้และโรคถุงลงโป่งพอง เบื้องต้นพบว่า นช.สรยุทธ มีสภาพจิตใจปกติ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เลยเข้ามาเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อต้องเข้ามารับโทษจำคุก 6 ปี 24 เดือน

ในช่วงแรกจะจัดให้อยู่ในแดนที่หนึ่ง หรือแดนแรกรับนอนในห้องควบคุมที่ 13 พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เวรรักษาการณ์ให้ตรวจตราอย่างต่อเนื่อง และได้จัดให้ผู้ต้องขังช่วยงาน 2 คนช่วยดูแลนักโทษเข้าใหม่อย่างใกล้ชิด เป็นเพื่อนพูดคุยเพื่อปรับสภาพจิตใจให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ สำหรับอาหารเย็นที่เรือนจำจัดให้นักโทษทั่วไปรวมถึง นช.สรยุทธ คือข้าวสวยกับแกงเผ็ดไก่ใส่ผัก และผัดผักใส่ไข่

พบผู้ป่วย “ไวรัสโคโรนา” ในไทย 4 ราย

เว็บไซต์อมรินทร์ทีวีรายงานว่า วันที่ 22 ม.ค. 2563 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมทางไกล กรณี “โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ

นายอนุทินกล่าวว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้สั่งการให้สถานพยาบาลทุกแห่งยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรค ตามมาตรฐานสูงสุดที่ใช้สำหรับโรคติดต่ออุบัติใหม่ พร้อมยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินเพื่อตอบโต้สถานการณ์เป็นระดับ 3 รวมทั้งเพิ่มระบบการคัดกรองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในสนามบินทั้ง 5 แห่ง เฝ้าระวังผู้ป่วยทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชน มีระบบคัดแยกโรคและผู้ป่วยที่รวดเร็ว จัดทีมแพทย์พยาบาลและบุคลากรที่ผ่านการอบรมในการวินิจฉัยโรค ตรวจทางห้องปฏิบัติการทราบผลใน 24 ชั่วโมง จัดให้มีแนวทางการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานสากล พร้อมประสานกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แจ้งบริษัททัวร์เฝ้าระวังดูแลนักท่องเที่ยว ทั้งที่เดินทางมาในประเทศไทยและคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ

สำหรับสถานการณ์ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 3-21 มกราคม 2563 คัดกรองไปแล้วจำนวน 123 เที่ยวบินจากเมืองอู่ฮั่น ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งสิ้น 19,480 ราย โดยนักท่องเที่ยวชาวจีน 2 ราย ที่ได้รับการตรวจยืนยัน แพทย์ได้ให้การรักษาหายและส่งกลับประเทศแล้ว ในรอบสัปดาห์นี้พบผู้ป่วยอีก 2 รายรายแรกเป็นหญิงไทยมีประวัติไปเที่ยวที่เมืองอู่ฮั่น รับการตรวจรักษาที่รพ.นครปฐม ขณะนี้อาการดีขึ้นแล้ว ส่วนรายที่ 2 เป็นนักท่องเที่ยวจีนเป็นผู้ชาย ถูกตรวจคัดกรองมีไข้สูงที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 19 มกราคม ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร ผลการตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

“ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทยมีความทันสมัย พร้อมรับมือสถานการณ์ แม้เป็นเชื้อที่พบใหม่ ขณะนี้ไทยยังไม่มีรายงานการติดจากคนสู่คน เรามีการเฝ้าระวัง คัดแยกคนเข้าเมือง มีระบบการติดตามผู้สัมผัส ทั้งคนขับรถ แพทย์ พยาบาล คนเข็นเปล สำหรับผู้ป่วย 2 รายใหม่ที่พบหากผลแล็บไม่พบเชื้อตรงกันทั้ง 2 แห่งก็จะให้กลับบ้านได้” นายอนุทินกล่าว

อาลัย “ชัย ชิดชอบ” ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 92 ปี

นายชัย ชิดชอบ
ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://bit.ly/2TPYW5g)

เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่าhttp://bit.ly/2uumh1I เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2563 นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้เสียชีวิตแล้ว ในวัย 92 ปี เมื่อเวลา 08.00 น. ที่บ้านพักส่วนตัวจ.บุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าภาพจะมีการจัดพิธีรดน้ำศพและสวดอภิธรรมศพที่บ้านพัก จ.บุรีรัมย์ โดยทางเจ้าภาพได้แจ้งของดพวงหรีด 

สำหรับประวัติของนายชัย ชิดชอบ หรือปู่ชัย อายุ 92 ปี อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เป็นบิดาของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) 

เกิดวันที่ 5 เม.ย. 2472 ที่บ้านเพี้ยราม ต.เพี้ยราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นบุตรของนายเมียศกับนางเรียด ชิดชอบ จบการศึกษาชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนสุรวิทยาคาร จ.สุรินทร์ จบปริญญาตรีคณะศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงปริญญาตรี สาขาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

โดยนายชัยได้สมรสกับนางละออง ชิดชอบ  มีบุตรชาย 5 คน หญิง 1 คน  สำหรับงานการเมืองเริ่มงานการเมืองจากการเมืองท้องถิ่น เป็นกำนันต.อิสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และทำธุรกิจโรงโม่หิน ชื่อโรงโม่หินศิลาชัย ที่ จ.บุรีรัมย์ เริ่มงานการเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2500 โดยสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส.บุรีรัมย์หลายสมัยติดต่อกัน ซึ่งเคยสมัครในนามอิสระ พรรคประชาราษฎร์ พรรคกิจสังคม พรรคสหประชาธิปไตย พรรคชาติไทย พรรคเอกภาพ พรรคไทยรักไทย และพรรคภูมิใจไทย รวมถึงเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย 

อย่างไรก็ตามนายชัยถือเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 ของพรรคภูมิใจไทย จึงได้เข้ามาทำหน้าเป็น ส.ส.ชุด 25 ซึ่งเป็นชุดปัจจุบัน และมีความอาวุโสมากที่สุดในวัย 90 ปี จึงได้รับให้ทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวเพื่อทำการเปิดประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2562 ที่หอประชุมใหญ่ทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ โดยนายชัยได้นั่งรถเข็นขึ้นห้องประชุม พร้อมทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งในระหว่างการประชุมก็มีมุขมาปล่อยสร้างสีสันในที่ประชุมอยู่เป็นระยะจนทำให้บรรยากาศไม่ตรึงเครียด

จีนสั่งปิด 3 เมือง ยับยั้งไวรัสโคโรนา

วันที่ 24 ม.ค. 2563 เว็บไซต์ PPTVHD36 รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า เมืองฮวงกัง และอี้โจว ซึ่งอยู่ในมณฑลหูเป่ยเช่นเดียวกับเมืองอู่ฮั่น ถูกปิดห้ามคนเข้าออก ทำให้ถึงตคอนนี้ มีเมืองที่ถูกปิดไปแล้วทั้งสิ้น 3 เมือง และคาดว่าอาจจะมีเพิ่มมากกว่านี้ รวมถึงเขตปกครองพิเศษมาเก๊า ที่กำลังพิจารณาว่าจำเป็นจะต้องปิดตามไปด้วยหรือไม่ หลังพบผู้ติดเชื้อหลายราย

ส่วนสถานการณ์ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อทั่วโลกรวม 622 คน เสียชีวิตแล้ว 17 ราย สร้างความวิตกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ที่ต่างก็เตรียมมาตรการรับมืออย่างเต็มที่ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อทั้งในสหรัฐฯ เวียดนาม สิงคโปร์ รวมถึงไทย

ด้านองค์การอนามัยโลก ซึ่งมีการเรียกประชุมฉุกเฉินเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมาตามเวลาของไทย ซึ่งได้บทารุปว่า จะยังไม่มีการประกาศสภาวะฉุกเฉินทั่วโลก เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่เลวร้าย และทุกอย่างยังเร็วเกินไป ที่จะต้องวิตกในระดับนานาชาติ
ส่วนที่สกอตแลนด์ เป็นประเทศล่าสุดที่พบผู้ป่วย 5 คนที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส “โคโรนา” สายพันธุ์ใหม่ โดยในจำนวนนี้ 2 คนพบว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ว่านี้หรือไม่ ส่วนอีก 3 คน ถูกกักตัวไว้ดูอาการ เนื่องจากสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ และยังไม่แสดงอาการใดๆ

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงทางแคนาดาก็กักตัวผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส “โคโรนา” สายพันธุ์ใหม่รวม 6 คน เพื่อดูอาการ แต่จนถึงตอนนี้ยังถือว่าไม่มีการพบผู้ป่วยในแคนาดา