ThaiPublica > เกาะกระแส > ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “พระราชโองการ การนำพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องการเมือง ‘มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง'” และ “รัสเซียยุติร่วมสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “พระราชโองการ การนำพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องการเมือง ‘มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง'” และ “รัสเซียยุติร่วมสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง”

9 กุมภาพันธ์ 2019


ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 2-8 ก.พ. 2562

  • พระราชโองการรัชกาลที่10 การนำพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับการเมือง “มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”
  • เปิดรายชื่อสนั่นปฐพีเลือกตั้ง “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ” แคนดิเดตนายกฯ ทษช.
  • ศาลอนุญาต “ฮาคีม” ยื่นคัดค้านส่งตัวกลับประเทศ
  • เล็งขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% เริ่มซองเฉียดร้อย-ทอท. ยกเลิกห้องสูบบุหรี่ 6 สนามบิน
  • รัสเซียประกาศยุติการเข้าร่วมสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง
  • พระราชโองการ การนำเชื้อพระวงศ์มาเกี่ยวข้องกับการเมือง “มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

    ช่วงกลางคืนของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกและความอยู่ดีกินดีของประชาชน ทรงปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม และนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย ภัยพิบัติ และภัยที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข และดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอย่างมิอาจประมาณได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเคารพรัก และเทิดทูนพระองค์เสมือนด้วยบิดา จึงทรงเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน” โดยแท้จริง

    ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นที่รักใคร่ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนเป็นที่เคารพยกย่องของพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์และประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยในการดำรงพระองค์และการประกอบพระกรณียกิจต่าง ๆ นั้น ทรงปฏิบัติด้วยการถวายงานของข้าราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่าง ๆ ของหน่วยราชการในพระองค์ตลอดมา การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

    อนึ่ง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    ประกาศ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

    พระราชองค์การ

    เปิดรายชื่อสนั่นปฐพีเลือกตั้ง “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ” แคนดิเดตนายกฯ ทษช.

    ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เพลงละครช่องสาม (http://bit.ly/2tayIvZ)

    ในช่วงเช้าของวันที่ 8 ก.พ. 2562 คณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นำโดย ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช ได้เดินทางเข้ายื่นรายชื่อ “นายกฯ ในบัญชี” ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ โดยได้เสนอเสนอพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกฯ ในบัญชีเพียงชื่อเดียว

    จากรายงานของบีบีซีไทย ร.ท. ปรีชาพล กล่าวว่า สมาชิกพรรคคนหนึ่งเสนอพระนาม ซึ่งกรรมการบริหาร ทษช. เห็นพ้องต้องกันว่ามีมติว่าเป็นรายชื่อที่มีความเหมาะสมที่สุด หลังจากนั้นเราได้ติดต่อประสาน พระองค์เองก็มีพระเมตตาตอบรับและยินยอมให้ ทษช. เสนอพระนามพระองค์ให้สภาผู้แทนฯ ให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ ในนามของพรรค ส่วนพระองค์จะมีส่วนร่วมในการหาเสียงหรือไม่นั้น และจะมีการขึ้นป้ายหาเสียงอย่างไร ต้องรอหลัง กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติและประกาศรับรองอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ก.พ. 2562

    แถลงการณ์ พรรคไทยรักษาชาติ

    นอกจากนี้ เมื่อนักข่าวถามว่า ตามกฎหมาย กกต. ห้ามมิให้ใช้สถาบันหาเสียงทางการเมือง การนำเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงฯ เป็นนายกฯ ของ ทษช. จะเป็นปัญหาหรือไม่ ร.ท. ปรีชาพล ก็ตอบในทำนองว่าเรื่องนี้ต้องให้ กกต. ตรวจสอบ แต่ทางพรรคพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้วคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร

    ต่อเรื่องดังกล่าว นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ได้ยื่นหนังสือขอให้ กกต. พิจารณาและวินิจฉัยการกระทำของ ทษช. ว่าเข้าข่ายขัดต่อระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. หมวด 4 ข้อ 17 หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า แม้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เมื่อปี 2515 แต่พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูง ทูลกระหม่อม ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ใน ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นพระเชษฐภคินี (พี่สาว) พระองค์เดียวในในหลวงรัชกาลที่ 10

    “ดังนั้นจึงถือว่าทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ทรงเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่รัฐธรรมนูญ ม.5 บัญญัติไว้” และ “ทษช. ไม่สามารถนำพระนามของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรรคได้ จึงขอให้ กกต. สั่งให้ ทษช. ระงับการเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ในบัญชีนายกฯ ของพรรค”

    ขณะเดียวกัน ทางด้านของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ก่อนหน้านี้ได้รับการเชิญจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้เป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค ก็ได้ออกแถลงการณ์ตอบรับคำเชิญ โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

    “ผมขอขอบคุณพรรคพลังประชารัฐที่ได้ให้เกียรติเชิญผมเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ ผมได้พิจารณาไตร่ตรอง และทบทวนอย่างรอบคอบแล้ว ในเรื่องนโยบายของพรรคว่าจะสามารถขยายผลสืบเนื่องสิ่งต่างๆ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการ หรือวางแนวทาง หรือริเริ่มไว้ได้หรือไม่ อีกทั้งพิจารณาหลายๆ มิติที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องนโยบายและมาตรการด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การดูแลพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ความต่อเนื่องในการบริหารและพัฒนาประเทศ ในห้วงเวลาการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังที่กล่าวข้างต้น รวมทั้งพิจารณาภาพรวมของพรรคซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหลากหลาย เช่น ตัวแทนภาคประชาชนทั้งคนรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนนักการเมืองที่มีประสบการณ์ ถึงแม้บางคนเคยเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองก็ตาม และพิจารณาโอกาสที่จะได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ
     
    การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ง่ายนักเพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของประเทศ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผมจะเป็นทหารมาตลอดชีวิต แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย และผมมีความมั่นใจ ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะสามารถร่วมมือร่วมใจกับพี่น้องประชาชน นำพาประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างมีความสงบสุข มีความสามัคคี ไม่มีความขัดแย้งในสังคมอีกต่อไป”

    ศาลอนุญาต “ฮาคีม” ยื่นคัดค้านส่งตัวกลับประเทศ

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ประชาไท (http://bit.ly/2UN4ryU)

    กรณีที่ ฮาคีม อัล อาไรบี นักเตะชาวบาห์เรน ซึ่งถูกประเทศบาห์เรนตัดสินจำคุก 10 ปีด้วยความผิดลอบวางเพลิง, ชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมายมากกว่า 5 คนในที่สาธารณะและใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อวัตถุประสงค์ในการก่ออาชญากรรมและก่อกวนความสงบเรียบร้อยของประชาชน, ครอบครองวัตถุไวไฟซึ่งเป็นระเบิดขวด เพื่อวัตถุประสงค์ก่ออันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จากเหตุการณ์เผาสถานีตำรวจในประเทศบาห์เรนเมื่อปี 2555 โดยที่อัล อาไรบี ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา เขายืนยันว่าขณะเกิดเหตุนั้นตนแข่งฟุตบอลอยู่ต่างประเทศซึ่งมีการถ่ายทอดสดตลอดเกม และมีคนยืนยันได้ว่าตนอยู่ในสนาม กระนั้น อัล อาไรบี ก็ถูกคุมขังในปี 2555 ก่อนจะหนีออกจากประเทศบาห์เรนไปยังออสเตรเลียในปี 2557 และประเทศออสเตรเลียได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยให้เขาในปี 2560 แต่อัล อาไรบี กลับถูกจับกุมที่ประเทศไทยตามหมายจับของตำรวจสากลในปี 2561 ขณะเดินทางมาฮันนีมูนกับภรรยา และขณะนี้อยู่ในกระบวนการเตรียมดำเนินการส่งตัวกลับประเทศบาห์เรน

    ล่าสุด วันที่ 4 ก.พ. 2562 อัล อาไรบี ได้ถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาขึ้นศาลอาญา และได้ปฏิเสธการส่งตัวกลับประเทศบาห์เรนตามคำร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่า อัล อาไรบี แถลงต่อศาลผ่านล่ามภาษาอาหรับว่า ขอปฏิเสธเอกสารสำนวนคดีที่พิจารณาพิพากษากล่าวหาตน ฉบับแรกระบุว่า เหตุเกิด 18.00 น. ส่วนเอกสารฉบับที่สองระบุว่า ตนแข่งฟุตบอลเสร็จเวลา 19.15 น. เอกสารจึงขัดแย้งกัน หลังเกิดเหตุตนถูกคุมตัวประมาณ 3 เดือน จากนั้นมีหนังสือจากสมาคมฟุตบอลให้ไปแข่งขันฟุตบอลเป็นระยะ ตนก็เดินทางไปแข่งขันตามปกติ ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี สาเหตุที่ถูกดำเนินคดีคาดว่ามาจากเรื่องที่ตนยื่นคำขอลี้ภัยไปออสเตรเลีย เป็นเรื่องศาสนา ระหว่างที่ตนอยู่ออสเตรเลียยังยื่นจดหมายถึงกษัตริย์บาห์เรน ทำให้กลัวว่าหากถูกส่งกลับไปจะได้รับโทษสถานหนัก อันตรายถึงชีวิต ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม จึงให้จำเลยยื่นคำคัดค้านได้ภายในวันที่ 5 เม.ย. 2562 และนัดตรวจหลักฐานวันที่ 22 เม.ย. 2562

    เล็งขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% เริ่มซองเฉียดร้อย-ทอท. ยกเลิกห้องสูบบุหรี่ 6 สนามบิน

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (http://bit.ly/2tehVbq)

    เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2562 น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ในปีนี้การยาสูบฯ มีแผนขึ้นราคาบุหรี่อีกหลายชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ ที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ซองราคาไม่เกิน 60 บาท จาก 20% เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 นี้ โดยเบื้องต้นจะขึ้นราคาบุหรี่ที่ขายซองละ 60 บาท ซึ่งมีอยู่ 5 ยี่ห้อ 10 ชนิด เป็นซองละ 93 บาท หรือขึ้นซองละ 33 บาท ส่วนบุหรี่ที่ขายเกินซองละ 90 บาท ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาจะขยับราคาขึ้นไปด้วย ซึ่งอาจเป็นซองละหลักร้อยบาทก็ได้

    “การขึ้นราคาเช่นนี้ไม่ได้เพราะการยาสูบฯ ต้องการมีกำไรเยอะ แต่ต้องปรับ เพราะภาษีสรรพสามิตใหม่คิดคำนวณจากราคาปลีก เมื่อมีการขึ้นภาษีมาถึง 1 เท่าตัว การยาสูบก็ต้องขยับราคาตามไม่เช่นนั้นก็จะขาดทุน โดยกำไรจากภาษีปัจจุบันตกอยู่ซองละ 10 สตางค์เศษๆ แต่ถ้าขึ้นราคาตามภาษีใหม่กำไร ก็ใกล้เคียงกับเดิมไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตามระหว่างนี้หากรัฐบาลมีการชะลอการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 40% ออกไปก่อน ก็ยังจะขายราคาเดิมได้ไม่ต้องปรับขึ้นราคา”

    เว็บไซต์ WORKPOINT NEWS รายงานว่า วันที่ 3 ก.พ. 2562 นาวาอากาศโท สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ตาม พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดประเภทหรือชื่อของสถานที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน และยานพาหนะให้ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่และยานพาหนะเป็นเขตปลอดบุหรี่ หรือเขตสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ.2561 ได้กำหนดให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ รวมถึงท่าอากาศยาน เป็นสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยกำหนดให้พื้นที่และบริเวณทั้งหมดทั้งภายในและภายนอกอาคารเป็นเขตปลอดบุหรี่ แต่สามารถจัดให้มีเขตสูบบุหรี่เป็นการเฉพาะได้ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป

    โดย ทอท. รับผิดชอบบริหารท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้ทำตามกฎหมายดังกล่าว โดยยกเลิกห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารสำนักงานและอาคารผู้โดยสาร ทั้ง 6 แห่ง รวมทั้งเก็บอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการสูบบุหรี่ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ปรับไม่เกิน 5,000 บาท

    สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการสูบบุหรี่ ทอท. จะจัดพื้นที่นอกอาคารเป็นเขตสูบบุหรี่เป็นการเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยสามารถสอบถามข้อมูลสถานที่ตั้งของพื้นที่สูบบุหรี่ ได้ที่ประชาสัมพันธ์ของแต่ละท่าอากาศยาน

    รัสเซียได้ประกาศยุติการเข้าร่วมสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง 

    วันที่ 2 ก.พ. 2562 เว็บไซต์บีบีซีไทยรายงานว่า รัสเซียได้ประกาศยุติการเข้าร่วมสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty–INF) ที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามเย็นแล้ว หลังสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงไปก่อนหน้านี้

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวว่า รัสเซีย จะเริ่มพัฒนาขีปนาวุธใหม่

    เมื่อวันศุกร์ สหรัฐฯ ซึ่งกล่าวหารัสเซียมาเป็นเวลานานแล้วว่า ละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐฯ ขอยุติข้อผูกพันต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ตามข้อตกลงนี้

    ข้อตกลงซึ่งสหรัฐฯ และสหภาพโซเซียต ลงนามร่วมกันในปี 1987 ได้ห้ามทั้ง 2 ประเทศใช้ขีปนาวุธพิสัยกลางและใกล้

    นายปูตินกล่าวว่า “พันธมิตรอเมริกันของเราประกาศว่า พวกเขาระงับการเข้าร่วมในสนธิสัญญานี้ เราก็ขอระงับด้วยเช่นกัน”

    “ข้อเสนอทุกอย่างของเราในเรื่องนี้ ก็ไม่ต่างจากในอดีต ยังคงอยู่บนโต๊ะ ประตูสำหรับการเจรจาเปิดรออยู่” เขากล่าวเพิ่มเติม

    ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เยนส์ สโตลเตนแบร์ก เลขาธิการองค์การนาโต กล่าวกับบีบีซีว่า “ชาติพันธมิตร [ยุโรป] ทุกชาติ เห็นด้วยกับสหรัฐฯ เพราะรัสเซียได้ละเมิดสนธิสัญญาฯ มานานหลายปีแล้ว พวกเขากำลังส่งขีปนาวุธชนิดใหม่ที่สามารถติดอาวุธนิวเคลียร์ได้เข้ามาในยุโรปมากขึ้นเรื่อย ๆ”

    เขายังกล่าวด้วยว่า ควรใช้ประโยชน์จากระยะเวลา 6 เดือนที่สหรัฐฯ ให้กับรัสเซียในการกลับเข้ามาทำตามสนธิสัญญา

    รัสเซียนั้นปฏิเสธการละเมิดสนธิสัญญา INF มาโดยตลอด แต่สหรัฐฯ ระบุว่า มีหลักฐานว่า ขีปนาวุธใหม่ของรัสเซียมีพิสัย 500-5,500 กม. ซึ่งเป็นพิสัยที่ถูกห้ามตามสนธิสัญญานี้

    เจ้าหน้าที่ทางการของสหรัฐฯ บางคนบอกว่า จำนวนขีปนาวุธ 9M729 ของรัสเซีย หรือที่นาโตเรียกว่า SSC-8 จำนวนหนึ่ง พร้อมถูกใช้งานแล้ว

    หลักฐานนี้ถูกส่งไปให้ชาติพันธมิตรนาโต้ของสหรัฐฯ และชาติเหล่านั้นต่างสนับสนุนสหรัฐฯ

    ในเดือน ธ.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้เวลารัสเซีย 60 วัน ให้กลับมาปฏิบัติตามสนธิสัญญา หรือไม่เช่นนั้น สหรัฐฯ จะยุติการปฏิบัติตามข้อตกลงนี้เช่นกัน

    นอกจากจะปฏิเสธว่าไม่ได้ละเมิดสนธิสัญญา INF แล้ว รัฐบาลรัสเซีย ยังระบุว่า จรวดต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่กำลังถูกส่งมาในยุโรปตะวันออก อาจละเมิดเงื่อนไขของข้อตกลงนี้ได้