“ชาญชัย” เดินหน้าฟ้อง “ผู้บริหาร AOT – คิง เพาเวอร์” 18 ราย ฐานละเว้น – ริบเงินคืนแผ่นดิน 4 พันล้าน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 เวลา 9.30 น. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 18 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 เวลา 9.30 น. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ ด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ให้ดำเนินคดีนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” กับพวกรวม 18 คน ในข้อหา เป็นพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นกรรมการ หรือผู้บริหารไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือ ทำให้ตนเอง หรือ ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว โดยได้กระทำโดยทุจริต เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท กระทำการ หรือไม่กระทำการ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเอง หรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทฯ”

โดยจำเลยของคดีนี้ประกอบด้วย นายประสงค์ พูนธเนศ เป็นจำเลยที่ 1, นายนิรันดร์ ธีรนาทสิน จำเลยที่ 2, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ จำเลยที่ 3, นายราฆพ ศรีศุภอรรถ จำเลยที่ 4, นายนันทศักดิ์ พูลสุข จำเลยที่ 5, นาวาอากาศตรี ประจักษ์ สัจจโสภณ จำเลยที่ 6, พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง จำเลยที่ 7, นายวราห์ ทองประสินธุ์ จำเลยที่ 8, พลอากาศโท ประกิต ศกุณสิงห์ จำเลยที่ 9, นายมานิต นิธิประทีป จำเลยที่ 10, นายธานินทร์ ผะเอม จำเลยที่ 11, นายธวัชชัย อรัญญิก จำเลยที่ 12, นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ จำเลยที่ 13, นายนิตินัย ศิริสมรรถการ จำเลยที่ 14, บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จำเลยที่ 15, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลยที่ 16, บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำเลยที่ 17 และนายสมบัตร เดชาพานิชกุล เป็นจำเลยที่ 18

เวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง รับคำฟ้องของนายชาญชัยไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำที่ อท. 352/2560 และนัดฟังคำสั่งศาลฯ ว่ารับพิจารณาคดีและไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 เวลา 9.00 น.

นายชาญชัย กล่าวว่า การมายื่นคำฟ้องคดีต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางครั้งนี้ ถือเป็น 1 ใน 5 คดี ที่ตนขอให้ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องและออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐรวม 14 คน กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ร่วมกันกระทำความผิด ก่อให้เกิดความเสียหายรวมเป็นเงินกว่า 14,290.66 ล้านบาท ซึ่งตนขอให้ศาลฯ พิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และสั่งบังคับคดี ริบเงิน 4,290.66 ล้านบาท รวมดอกผลหรือประโยชน์อื่นใดอันเกิดจากเงินจำนวนดังกล่าว ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมดต่อไป

นายชาญชัย กล่าวต่อว่า หลังจากที่ตนได้มายื่นคำฟ้องต่อศาลแล้ว จะนำส่งข้อมูลให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ตามรายงานการศึกษาที่ สปท. เคยส่งให้นายกรัฐมนตรีและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาสั่งการแก้ไขเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่าขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไข จนเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า จะให้ปลดใคร ผู้ใดกระทำผิดกฎหมายอะไร มีการฟ้องร้องหรือแจ้งความดำเนินคดีหรือยัง ต้องมีผู้รับผิดชอบด้วย

“จากคำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี บัดนี้ผมได้ดำเนินการตามความประสงค์ของท่านแล้ว ทั้งเพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้ให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป การทำหน้าที่ครั้งนี้ ผมถือว่ามีความเสี่ยงมาก หากข้อมูลที่ฟ้องไม่จริง ผมก็มีสิทธิถูกฟ้องกลับในข้อหาฟ้องเท็จ ซึ่งทีมทนายความของผมได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผมจึงมายื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตในวันนี้ และขอยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ และติดตามทวงเงินของชาติกลับคืนแผ่นดิน โดยผ่านกระบวนการศาลยุติธรรมที่ให้โอกาสผมทำหน้าที่ครั้งนี้ นับว่าไม่เสียชาติเกิดที่เกิดมาเป็นคนไทย” นายชาญชัย กล่าว

ในการยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ครั้งนี้ นายชาญชัยได้แนบบัญชีพยานทั้งหมด 83 รายการ เพื่อให้ศาลออกหมายเรียก ในจำนวนนี้เป็นพยานบุคคลทั้งหมด 33 ราย โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยรัฐมนตรี เป็นพยานลำดับที่ 2