ศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคดี “ชาญชัย” ฟ้อง “AOT – คิง เพาเวอร์” ทวง 1.4 หมื่นล้าน คืนแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่งรับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท. 352/2560 ระหว่างนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการ ด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 18 คน ในข้อกล่าวหา “เป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว โดยได้กระทำโดยทุจริต, เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท กระทำการ หรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเอง หรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทฯ”

ภายหลังจากที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตรวจคำฟ้องของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ แล้ว มีความเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ดังนั้น ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จึงมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของนายชาญชัยไว้พิจารณา และนัดรวบรวมพยานเอกสาร หลักฐาน บัญชีพยานบุคคลวันที่ 16 มกราคม 2561 เวลา 9.00 น. และตรวจสอบพยานหลักฐานวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 9.00 น.

โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ กล่าวย้ำว่า “วันนี้ ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องคดีของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ไว้พิจารณา ยังไม่ได้ตัดสินหรือไต่สวนคดีมีมูลความผิดแต่อย่างใด ขอให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวให้ถูกต้อง และเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จึงมีคำสั่งห้ามคู่ความไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลและพยานหลักฐาน ที่อาจจะกระทบต่อกระบวนการพิจารณาของศาล จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 18 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560

อนึ่ง ความเป็นมาของคดีนี้เป็น 1 ใน 5 เรื่องที่คณะกรรมาธิการด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตรวจสอบการบริหารสัญญาสัมปทานจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” พบประเด็นข้อสงสัย 5 ประการ คือ

1. การได้มาซึ่งสัญญาสัมปทานทั้งในส่วนของธุรกิจร้านค้าปลอดอากรและบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ อาจไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและกระบวนการที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) ได้บัญญัติไว้

2. การจัดรายงานของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน กรณีคำนวณมูลค่าโครงการลงทุนไม่ถึง 1,000 ล้านบาท อาจจะเป็นกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากรายงานดังกล่าวขัดแย้งกับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ทอท. ชุดก่อน รวมทั้งขัดแย้งกับข้อมูลการลงทุนที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องศาลแพ่ง คดีกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทอท. กรณีบอกเลิกสัญญา

3. ไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าปลอดอากรในเมืองรายอื่นเช่าพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เพื่อใช้เป็นจุดส่งมอบสินค้า (Pick-up Counter)

4. ทอท. ไม่ติดตั้งระบบ Point of Sale: POS เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลซื้อ-ขายของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เพื่อใช้ตรวจวัดยอดขายมาเป็นเวลา 9 ปี

5. เรียกเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ไม่ครบถ้วน

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.
ที่มาภาพ: http://www.thaigov.go.th/

ทางคณะกรรมาธิการฯ สปท. จึงส่งสรุปผลการตรวจสอบพร้อมหลักฐานเสนอ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ปลดบอร์ด ผู้บริหาร ทอท. และยกเลิกสัญญาสัมปทานกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ปรากฏ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อว่า

“ปลดเรื่องอะไร การสอบสวนและกฎหมายว่าอย่างไร แจ้งความกันหรือยัง ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่รัฐบาลจะเอาเรื่องที่มีกระแสมาทำโดยไม่มีที่มา หลักฐานการทุจริต ผู้เสียหาย กระบวนการยุติธรรมว่าอย่างไร”

นายชาญชัยจึงมอบหมายให้ทนายความนำคำฟ้องพร้อมพยานหลักฐาน ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยคดีแรก นายชาญชัยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ขอให้ดำเนินคดีกับผู้บริหาร ทอท. 14 คน และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ พร้อมผู้บริหาร 4 ราย กระทำความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่เรียกเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้ครบถ้วน ตามสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งกำหนดให้ผู้รับสัมปทานจ่ายค่าตอบแทนให้ ทอท.15% ของยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษี ปรากฏว่า ทอท. เรียกเก็บเงินจากผู้รับสัมปทานแค่ 3% ทำให้รัฐเสียหาย 14,290 ล้านบาท นายชาญชัยจึงขอให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ลงโทษผู้กระทำความผิดและริบเงินทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน

โดยจำเลยของคดีนี้มีทั้งหมด 18 ราย ประกอบด้วย นายประสงค์ พูนธเนศ เป็นจำเลยที่ 1, นายนิรันดร์ ธีรนาทสิน จำเลยที่ 2, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ จำเลยที่ 3, นายราฆพ ศรีศุภอรรถ จำเลยที่ 4, นายนันทศักดิ์ พูลสุข จำเลยที่ 5, นาวาอากาศตรี ประจักษ์ สัจจโสภณ จำเลยที่ 6, พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง จำเลยที่ 7, นายวราห์ ทองประสินธุ์ จำเลยที่ 8, พลอากาศโท ประกิต ศกุณสิงห์ จำเลยที่ 9, นายมานิต นิธิประทีป จำเลยที่ 10, นายธานินทร์ ผะเอม จำเลยที่ 11, นายธวัชชัย อรัญญิก จำเลยที่ 12, นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ จำเลยที่ 13, นายนิตินัย ศิริสมรรถการ จำเลยที่ 14, บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จำเลยที่ 15, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลยที่ 16, บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำเลยที่ 17 และนายสมบัตร เดชาพานิชกุล เป็นจำเลยที่ 18