นายกฯ เผย ครม. ชุดใหม่ เหมาะสมแล้ว – แบงก์ออมสินแจกของขวัญปีใหม่ลดดบ. ลูกค้าเงินกู้ไม่เกิน 3 แสน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ประชุมตามวาระปกติของคณะรัฐบาลใหม่ ที่เรียกว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 4”

ครม. ชุดใหม่ เหมาะสม – หาข้อบกพร่อง “ประวิตร” ไม่ได้ ก็อย่าพูด

พล.อ. ประยุทธ์  กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดว่า เป็นไปตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากรัฐมนตรีบางส่วนได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรี โดยครั้งนี้เป็นการบริหารราชการแผ่นดินระยะที่ 2 (ปี 2560-2561) จุดเริ่มต้นของการปฏิรูป ช่วง 5 ปีแรก

“อย่าไปกังวลจุดนั้นจุดนี้เลย ทุกอย่างเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ ทั้งงานฟังก์ชัน งานนโยบาย ทั้งหมดเป็นการหารือกันใน ครม. ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มงานและในระดับของผู้ขับเคลื่อน ในส่วนของนายกรัฐมนตรี ก็มีการสั่งงานและมอบนโยบายเอง ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ พลเรือน ทุกคนบริหารราชการในกรอบความร่วมมือ ผมไม่ได้ปิดกั้นใคร ผมเอาความคิดของประชาชน นักการเมือง และเอกชน มาวิเคราะห์ ออกมาเป็นการทำงาน ขอร้องว่าอย่าแบ่งแยกว่าเป็นทหารหรือนักการเมืองแล้วจะทำงานได้ดีกว่า การทำงานถ้ามีหลักการที่ชัดเจนก็ไม่ยุ่งยาก”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่ง ว่า “ผมไม่เคยคิด วันนี้ท่านก็ทำงานดี ไม่มีข้อบกพร่องตรงไหน หาข้อบกพร่องมาให้เห็น ถ้าหาไม่ได้อย่ามาพูด ผมไม่เคยคิดจะปรับท่านอยู่แล้ว”

นายกฯ พอใจ ครม. ชุดใหม่ เพราะปรับเองคนเดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงมอบหมายให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งใจจะมอบหมายให้ดูแลคดีใดเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกๆ คดีเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ทั้งหมดอยู่ที่กลไกการทำงาน ตั้งแต่ต้นทาง ตำรวจ อัยการ ศาล มีคดีมโนสาเร่ คดีหลัก คดีรองบ้าง ก็เป็นเรื่องการทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มองเห็นอะไรพิเศษในตัวนายสุวพันธุ์ พล.อ. ประยุทธ์ ตอบว่า “แล้วทำไมหรือ คุณสุวพันธุ์ไม่สบาย สุขภาพไม่ดีหรือ ผมไว้ใจทุกคน ถ้าทำไม่ได้ก็ว่ากันอีกที ปรับใหม่ ไม่เห็นยากเลย”

เมื่อถามว่า พอใจภาพรวมการปรับ ครม. มากน้อยแค่ไหน จะมีการปรับอีกหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมพอใจ เพราะเป็นคนปรับเองคนเดียว คงต้องถามกลับว่า แล้วทุกคนพอใจหรือไม่ อย่าไปมองที่ตัวบุคคลมากนักเลย แต่ขอให้เลือกวิธีการ เลือกการบริหารจัดการ เลือกแนวความคิดใหม่ เลือกกฎหมายใหม่ขึ้นมา แล้วทำให้อยู่ในกรอบ ที่ผ่านมาถ้าเลือกแต่ตัวบุคคลแล้วผลเป็นอย่างไรก็เห็นอยู่ เปลี่ยนมากี่คนแล้ว ผมเองเพิ่งเปลี่ยนมา 3 ครั้งเอง ที่ผ่านมา 20 ปีเปลี่ยนรัฐมนตรีมากี่คนก็ไม่เรียบร้อย”

นายกฯ ถาม คนต่อต้านเข้าใจ พ.ร.บ.คอมพ์ฯ หรือยัง

พล.อ. ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงประเด็นการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ .. พ.ศ. …. ว่า “อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก คนส่วนใหญ่เข้าใจความจำเป็นและเหตุผล แต่เขาไม่พูดออกมา คนที่มาแสดงออกเป็นคนที่ต่อต้านคัดค้าน ขอถามกลับคนที่ต่อต้านว่าเข้าใจหรือยัง ที่ไปไลก์ต่อไปเรื่อยๆ บางทีไม่ได้ดูสาระข้างใน”

ต่อกรณี การนิยามลักษณะความผิด “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” พล.อ. ประยุทธ์ แจงว่า “ผมสงสัยว่า ประเทศเราก็เป็นศาสนาพุทธเสียส่วนใหญ่ ทำไมถึงไม่รู้ว่าศีลธรรมอันดีคืออะไร การทำผิดศีลธรรมอันดีคืออะไร สำหรับผม ศีลธรรมอันดี คือ ความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศชาติ ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้จะไปอย่างอื่นได้เหรอ ในเมื่อท่านเป็นคนที่เล่นโซเชียลมากกว่าผม เห็นอันตรายในนั้นหรือไม่ ทั้งขายยาเถื่อน ภาพโป๊ ใช้คำพูดไม่เหมาะสม หมิ่นประมาท การเฝ้าระวังดูโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากจะทำ ไม่มีใครอยากทำหรอกเพราะมันเหนื่อย”

ออง ซาน ขอบคุณไทยช่วยเหลือเรื่องโรฮิงญา

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ทางประเทศเมียนมา และนางออง ซาน ซูจี ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาร์ ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องชาวโรฮิงญา โดยเฉพาะที่ไทยได้ช่วยบริจาคเงินช่วยเหลือ 2 แสนเหรียญสหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาในรัฐยะไข่

“ปัญหาภายในก็คือปัญหาภายใน เรายืนยันเจตนารมณ์ว่าจะให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง สนับสนุนการแก้ปัญหาของรัฐบาลเมียนมา ด้วยความมุ่งมั่นให้อาเซียนสงบสุข และดูแลหลักการตามสิทธิมนุษยชน ซึ่งปัญหาทุกประเทศแตกต่างกันออกไปด้วยเหตุผล พื้นฐาน การศึกษา การเรียนรู้ ที่เราต้องอยู่ร่วมกันอย่างไรบนพื้นฐานความแตกต่าง เพื่อคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันในปัจจุบันและอนาคต” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

สำหรับ มติ ครม. ที่น่าสนใจอื่นๆ มีดังนี้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

ออมสินแจกของขวัญปีใหม่ ลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าวงเงินกู้ไม่เกิน3แสนบาท

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการให้บริการทางการเงินและมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนของธนาคารออมสิน ในโครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อยของธนาคารออมสิน เป็น “ของขวัญปีใหม่” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระการผ่อนชำระของลูกหนี้ที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ลูกหนี้ค้างชำระ และลูกหนี้ที่ตัดหนี้สูญไปแล้ว ให้สามารถกลับเข้ามาใช้บริการของธนาคารออมสินในโอกาสต่อไป โดยมีหลักการดังนี้

  • ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี 12 เดือนติดต่อกัน คือไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ในระหว่างเดือนธันวาคม 2559 – พฤศจิกายน 2560 โดยธนาคารจะคืนดอกเบี้ยให้ 30% ของดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคารในรอบ 12 เดือน ซึ่งสามารถนำไปหักเงินต้นให้มีจำนวนลดลง หรือให้ธนาคารโอนเข้าบัญชีลูกหนี้ก็ได้
  • ลูกหนี้ค้างชำระ และลูกหนี้ที่ตัดหนี้สูญแล้ว ธนาคารจะช่วยปรับโครงสร้างหนี้ในส่วนต้นเงินกู้ โดยการขยายเวลาไม่เกิน 2 เท่าของเวลาคงเหลือตามสัญญากู้ แต่ไม่เกิน 10 ปี สำหรับสัญญากู้ที่เกินกว่า 10 ปีจะใช้ระยะเวลาตามสัญญาในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และพักดอกเบี้ยผิดนัด และดอกเบี้ยปกติในช่วงที่ผิดนัดให้ ซึ่งเมื่อลูกหนี้สามารถกลับมาผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขชำระติดต่อกัน 12 เดือน ธนาคารจะยกดอกเบี้ยผิดนัดที่พักไว้ และให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระในรอบ 12 เดือน 30% เพื่อนำไปลดจำนวนดอกเบี้ยที่พักไว้ โดยต้องจ่ายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ลงนามในสัญญา และอยู่ในระยะเวลาปรับโครงสร้างหนี้

“ธนาคารออมสินได้ขอแยกบัญชีโครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อย ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) รวมถึงนำดอกเบี้ยที่คืนหรือลดให้ตามโครงการมาบวกกับกำไรที่ใช้ในการคำนวณให้พนักงาน ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการช่วยเหลือประชาชนของธนาคารอื่นๆ จะออกมาให้เห็นในสัปดาห์หน้า” นายกอบศักดิ์กล่าว

กรอบเงินเฟ้อนโยบายปีหน้า 2.5% ± 1.5%

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2560 ตามที่ได้มีการหารือและทำข้อตกลงไว้ร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยได้กำหนดกรอบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2560 ที่ 2.5% ± 1.5% ซึ่งใช้เป็นเป้าหมายนโยบายการเงินระยะปานกลางและเป็นเป้าหมายสำหรับปี 2560 ด้วย

“อัตราเงินเฟ้อในระดับดังกล่าวถือว่าเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน รวมทั้งช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของต่างประเทศ” นายกอบศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า ถึงการประเมินภาวะเศรษฐกิจจากธนาคารโลก (World Bank) สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจไทยที่กำลังขยายตัวดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากในช่วงต้นปีเคยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 2% เท่านั้น แต่ตอนนี้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาดีขึ้น จึงได้ปรับตัวเลขใหม่เป็นขยายตัว 3.1%

“ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3-3.5% ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่ขยายตัว 2.8% โดยตอนนี้เหลือเพียงการติดตามข้อมูลว่าไตรมาสสุดท้ายจะขยายตัวได้มากแค่ไหน ซึ่งในช่วงต้นไตรมาสอาจแผ่วลงไปบ้างหลังจากประชาชนชะลอการใช้จ่าย แต่ในช่วงปลายปีก็มีมาตรการช็อปช่วยชาติออกมา จึงต้องดูว่าตัวเลขที่ออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็น่าจะขยายตัวได้ที่ 3-3.5% ตามที่เคยได้ประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้” นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์ระบุว่า ในปี 2560 ถือเป็น “ปีทองของการก่อสร้างไทย” เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู สีส้ม ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบ เป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นอย่างเต็มที่ และยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเอกชนในกลุ่มที่ประกอบธุรกิจก่อสร้าง

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

ออก ม.44 3 ฉบับ – ต่อลมหายใจทีวีดิจิทัล

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการประชุม คสช. ว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพิ่มเติม 3 ฉบับ ได้แก่

1) เรื่องของมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ในส่วนกิจการโทรทัศน์นั้นจะมีใช้คำสั่งตาม มาตรา 44 ขยายเวลาการชำระค่าใบอนุญาต เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่ประมูลใบอนุญาตไปในราคาสูงมาก แต่ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

สำหรับผู้ประกอบการที่ยังค้างชำระใบอนุญาตในส่วนของ “ราคาขั้นต่ำ” อยู่ 1 งวด กำหนดชำระภายใน 1 ปี จะได้รับการขยายเวลาโดยแบ่งออกเป็น 2 งวด ชำระภายใน 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ด้านผู้ประกอบการที่ค่าธรรมเนียมในส่วน “เกินกว่าราคาขั้นต่ำ” จากเดิมต้องจ่าย 6 งวด ปัจจุบันมีการชำระแล้ว 3 งวด คงเหลือ 3 งวด ต้องจ่ายภายใน 3 ปี ให้ขยายระยะเวลาเป็น 6 งวด จ่ายภายใน 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี โดยผู้ประกอบการที่ต้องการจ่ายเพียงดอกเบี้ยไปก่อนก็สามารถทำได้ ซึ่งหากยังไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนดจะต้องจ่ายเบี้ยผิดนัดเพิ่มขึ้น ซึ่ง กสทช. อาจพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้

สำหรับกิจการวิทยุ ได้มีคำสั่งตามมาตรา 44 ขยายเวลาดําเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนําไป จัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ตามแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ. 2555 ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 5 ปี จากเดิมจะครบกำหนดในเดือนเมษายน 2560 เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป คสช. เห็นว่าบ้านเมืองอยู่ในระยะที่กำลังปฏิรูป ช่องทางสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนจึงสำคัญ ประกอบกับปัจจุบันมีคลื่นความถี่และวิทยุชมชนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากรวมแล้วกว่า 5,000 คลื่น จึงได้ขยายเวลาในการดำเนินกิจการให้

นอกจากนี้ ให้กองทุนวิจัยพัฒนา กสทช. เพื่อประโยชน์สาธารณะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมแก่ทีวีภาคพื้นดินทั่วไป 27 ช่อง เป็นระยะเวลา 3 ปี วงเงิน 875 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทั้งในประเทศไทยและที่อยู่ในต่างแดนสามารถรับชมข่าวสารผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดินได้ทุกช่องทาง ทั้งหนวดกุ้งและทีวีเคเบิล ได้อย่างหลากหลาย

2) การระงับการคัดเลือกบุคคลเพื่อสรรหากรรมการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่จะพ้นสภาพจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ โดยที่ประชุมเห็นว่า คณะกรรมการที่เหลืออยู่ 9 คนยังสามารถปฏิบัติงานได้ จึงออกมาตรา 44 ให้คณะกรรมการเหล่านี้ทำงานต่อไปโดยไม่ต้องสรรหาคนใหม่ จนกระทั่งแต่ละคนพ้นสภาพเหลือไม่ถึง 6 คน หรือจนกว่าพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรความถี่ที่แก้ไขอยู่มีการประกาศใช้

3) การแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 17/2558 โดยให้กำหนดพื้นที่การทำเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 2 พื้นที่ คือ อำเภออาจสามารถ จังหวัดนครพนม และตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยจะมีการเวนคืนพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินราชพัสดุ เพื่อใช้ในการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป ซึ่งได้มีการลงสำรวจพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ด้านปกครอง ด้านความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ในกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การคัดเลือกพื้นที่ดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่เล็กน้อย ในส่วนนี้ได้มีมาตรการรองรับไว้แล้ว

จัดระเบียบ ครม.-ผ่อนภาระงานรองนายกฯ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทาง ครม. ชุดใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่ตั้งแต่ปี 2557-ปัจจุบัน โดยให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเข้ามาทำหน้าที่หารือ บูรณาการ ติดตามงาน เป็นประธานคณะกรรมการต่างๆ ระดมความคิดเห็นไปในรายละเอียดเป็น “รัฐมนตรีวงใน” ส่วนรองนายกฯ ทำหน้าที่เพียงกำกับดูแล

นอกจากนี้ อาจส่งหน่วยงานกลาง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) คณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น เข้าไปช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้ากระทรวง ขณะที่ในระดับพื้นที่จะมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นแม่งานสำคัญๆ ติดตามงานในจังหวัด เช่น งานโอทอป หรืองานที่เป็นการสร้างรายได้ต่างๆ

อนึ่ง เดิมทีรองนายกรัฐมนตรีทุกคนต้องกำกับดูแลงานด้านต่างๆ เป็นกลไกหลักให้กับนายกฯ ได้แก่ งานตามบทบาทหน้าที่ (Function) โดยลงไปกำกับการดำเนินงานของแต่ละกระทรวง ซึ่งรองนายกฯ บางรายอาจต้องลงไปทำหน้าที่เจ้ากระทรวงในบางกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ และยังเป็นประธานในคณะกรรมการชุดต่างๆ ขณะที่ยังต้องรับผิดชอบงานในระดับที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ (Agenda) ได้แก่ ยุทธศาสตร์ต่างๆ เฉพาะเรื่อง เช่น ปัญหาการทำประมงไอยูยู ปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เป็นต้น รวมถึงกำกับกลุ่มงานคลัสเตอร์ และแบ่งพื้นที่กำกับดูแลรายจังหวัด เป็นภาระที่มากเกินไป

รัฐบาลจัดงานปีใหม่ – กิจกรรมไหว้พระ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาล

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบการสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ พ.ศ. 2560 ในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 โดยเวลา 21.00 น. จะสงบนิ่ง 89 วินาที พอถึง 00.00 น. ก็ร้องเพลงพรปีใหม่ และเวลา 00.09 น. วันที่ 1 มกราคม 2560 จะจุดเทียนและสวดมนต์รับปีใหม่ บทพาหุง โดยเป็นการจัดกิจกรรมทั้งในวัด สถานที่ทั่วไป และท้องสนามหลวง กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน 15 จังหวัด ที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในต่างประเทศ ขอความร่วมมือไปยังศูนย์ประสานงานที่กำกับดูแลพระธรรมทูตในต่างประเทศ กิจกรรมไหว้พระ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาล

สำหรับ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาล ที่มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์จักรี ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดราชโอรสาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และวัดวชิรธรรมสาธิต เขตบางนา

ออก กม. จัดระเบียบหอพัก นศ. – คุมโรคจากการทำงาน

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ การประกอบกิจการหอพัก สถานศึกษา และหอพักเอกชน สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงนี้ คือ กำหนดลักษณะหอพัก ต้องมีชื่อภาษาไทย ระบุประเภทห้อง จำนวนห้องพัก จำนวนผู้พัก และต้องแยกอาคารชาย-หญิง นอกจากนี้ ยังกำหนดให้สถานที่ตั้งของหอพักไม่ใกล้โรงงาน สถานบริการ อาคาร ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร รวมถึงห้องต้อนรับคนมาเยี่ยมต้องมีอากาศถ่ายเท ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติให้ปรับเปลี่ยนสถานภาพของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ที่เดิมเป็นองค์กรมหาชน ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่สังกัดส่วนราชการ

นอกจากนี้ ครม. ยังได้อนุมัติในหลักการร่างพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. … เนื่องจากปัจจุบันโรคที่เกิดสภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น โรคที่เกิดจากการได้รับไอของกรดในโรงงาน หรือโรคจากแร่ใยหิน จึงต้องมีการกำหนดกลไก หลักเกณฑ์ และมาตรฐานเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกันและการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โดยให้บุคลากรทางการแพทย์มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะเข้าไปควบคุมสถานประกอบการต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค