นายกฯ ย้ำโรดแมปคือโรดแมป – ปรับฐานภาษีเงินได้คนขายอสังหาริมทรัพย์ใช้ราคาซื้อ-ขายจริงร่วม – สร้างอุโมงค์ลอดอุทยานฯ ทับลาน-เขาใหญ่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน โดยวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรกหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559

นายกฯ ขอบคุณทุกฝ่ายถวายพระเกียรติเต็มที่ – สั่ง ดูแลการเดินทางให้เรียบร้อย

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงข้อสั่งการในที่ประชุม เกี่ยวกับการเตรียมการระหว่างพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ ว่า “ขอบคุณข้าราชการตำรวจ ทหาร พลเรือน และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายพระเกียรติได้เรียบร้อย และช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเป็นอย่างดี ขอให้ดำเนินการดูแลประชาชนต่อไป ทั้งเรื่องความสะดวก ความปลอดภัย การเดินทาง สุขภาพ อาหารการกิน และที่พัก”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “ให้เจ้าหน้าที่วางแผนด้านการจราจรให้เรียบร้อย โดยเฉพาะวันเสด็จพระราชดำเนิน และหลังจากที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพในวันที่ 28 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปด้วย”

ยันไม่เลื่อนเลือกตั้ง

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการสืบราชสันตติวงศ์ ว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และจารีตประเพณี ขออย่าให้มีความลังเลสงสัยใดๆ ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เมื่อพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลผ่านพ้นช่วงเวลา 7 วัน 15 วัน ไปแล้วระยะหนึ่ง น่าจะได้เวลาอันสมควรที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 23 ต่อไป นั่นคือ การแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อมีมติตามรัฐธรรมนูญ ระหว่างนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะได้ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนในส่วนเท่าที่จำเป็น ส่วนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่จะทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยจะไม่กระทบต่อปฏิทินการทำงานเป็นอันขาด

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวต่อว่า “เรื่องต่อไปที่ทุกคนอยากทราบว่า เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนประเทศหยุดไม่ได้ ยิ่งต้องช่วยและร่วมมือกันในการสร้างความเข้าใจ รวมพลังกันขับเคลื่อน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เดินหน้าประเทศ ซึ่งวันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตามโรดแมปทุกประการ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมถึงเรื่องกฎหมายของรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง ยังเป็นไปตามโรดแมปเดิม คงไม่ต้องมาถามว่าเมื่อไรอย่างไร”

ไม่เคยสั่งถอดพระบรมฉายาลักษณ์ แต่ปรับให้เหมาะสม

พล.อ. ประยุทธ์ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยมีคำสั่งให้ถอดพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากสถานที่ใด มีแต่ขอให้รักษาทุกอย่างไว้อย่างเดิม แต่การใช้ถ้อยคำบางอย่างใต้พระบรมฉายาลักษณ์ที่เคยใช้มาแต่เดิมอาจไม่เหมาะสม อาจเปลี่ยนเฉพาะถ้อยคำหรือข้อความ เช่น ทรงพระเจริญ หรือ ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

หากจะต้องเปลี่ยนพระบรมฉายาลักษณ์เดิมออก และทำการติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ใหม่ ให้ทำอย่างต่อเนื่องกับการนำพระบรมฉายาลักษณ์เดิมออก และติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ใหม่ อย่าให้มีช่องว่างเป็นอันขาด ให้ส่วนราชการทุกแห่งปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัด

ด้าน พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ช่วงนี้ถือเป็นช่วงละเอียดอ่อนของคนไทยที่มีความรู้สึกว่าทำไมต้องอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศลงมา ซึ่งเหตุผลที่อัญเชิญลงมานั้นเพราะต้องการตกแต่งให้ดูสวยงามพร้อมเตรียมประดับผ้าแพรสีดำและสีขาว ส่วนบางพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีด้วยกันสองพระองค์คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็จะต้องนำลงมาเพื่อปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม”

ขอพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จพระเทพฯสร้างพระเมรุ –ไม่ใช่เวลาเหมาะสม สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการสร้างพระเมรุว่า ให้กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมการ โดยขอพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ส่วนราชการอื่นๆ เตรียมความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเตรียมการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ด้วย

พล.อ. ประยุทธ์ ชี้แจงถึงกรณีการใช้คำว่า “มหาราช” ว่า เป็นไปตามกฎหมาย และขั้นตอนการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตเคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว แต่พระองค์ยังไม่เห็นชอบ พร้อมรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป ซึ่งรัฐบาลทำอยู่ในขั้นตอนอยู่แล้ว ดังนั้น คำว่า “มหาราช” จึงยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้ ไม่ใช่ไม่อยากใช้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน

สำหรับกรณีเรื่องการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วนมีความประสงค์ต้องการสร้างและขออนุมัติ ซึ่งการจะจัดสร้างนั้นมีขั้นตอนอยู่แล้ว แต่ต้องรอให้เกิดความชัดเจนก่อน เพราะทุกอย่างจะต้องขอพระบรมราชานุญาต ดังนั้น อย่าเพิ่งเดินหน้าเรื่องเหล่านี้เพราะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม

เปิด ศตส. แจ้งข่าวพระราชพิธี ร้องเรียนอื่นๆ – เปิดแจ้งเว็บหมิ่น 24 ชม.

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่หน่วยงานใดประสบปัญหา หรือมีเรื่องควรรายงานรัฐบาล หรือแจ้งข่าวใดๆ ว่า ให้ติดต่อศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ซึ่งตั้งในทำเนียบรัฐบาล เบอร์ติดต่อ 1111 และศูนย์ดังกล่าวนี้ยังใช้สำหรับให้ข้อมูลเรื่องพระราชพิธีอีกด้วย นอกจากนั้น สำหรับการแจ้งเมื่อพบการเผยแพร่ภาพหรือข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กระทบความมั่นคงของชาติ หรือยุยงให้แตกแยก ด้าน พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และรักษาการรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในการดำเนินการกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน ให้แจ้งเบาะแสไปที่กระทรวงดิจิทัลฯ ติดต่อที่เบอร์ 02-5058898 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หลัง 30 วัน ทีวีออกอากาศตามปกติ งดงานรื่นเริง

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่เนื้อหาใดๆ ทางสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ในช่วง 30 วัน คือ วันที่ 14 ตุลาคม – 13 พฤศจิกายน 2559 ให้เน้นการเสนอรายการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในแง่มุมต่างๆ โดยอาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการให้สัมภาษณ์ความรู้สึกและประสบการณ์ประทับใจ

สำหรับการถ่ายทอดโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจถ่ายทอดพร้อมกันให้ทำเฉพาะในช่วงเสด็จพระราชดำเนิน และเมื่อพ้นจากช่วงเวลาเหล่านี้แล้ว อาจพิจารณาเสนอรายการตามปกติได้ แต่ควรเน้นการให้ความรู้ การพัฒนา มากกว่าความบันเทิง คำนึงความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อถึงกรณีการจัดงานรื่นเริงต่างๆ ในช่วง 30 วันนี้ ว่าให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยงดเฉพาะส่วนที่เป็นมหรสพหรือความบันเทิง เช่น การแสดงดนตรี แต่ยังจัดงานประชุม งานแต่งงาน กฐิน งานลอยกระทง งานบำเพ็ญกุศลหรือศาสนกิจตามประเพณีได้ ส่วนการชุมนุมสังสรรค์ที่ทำในอาคาร และเรื่องเฉพาะกลุ่มที่จัดตามปกติหรือเตรียมไว้แล้ว เช่น การต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือผู้เข้าประชุม ให้จัดตามความเหมาะสม คิดถึงความรู้สึกของประชาชน

อย่าติคนไม่ใส่เสื้อดำ วันนี้มีสีเดียว สีแห่งความภักดี

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่าให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงกับประชาชนเรื่องการใช้ถ้อยคำอันเหมาะสม การแต่งกาย การปฏิบัติในเวลาเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ตลอดจนวิธีแสดงความจำนงขอมีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวาย

ส่วนเรื่องการสวมเสื้อดำที่มีปัญหาขณะนี้นั้น พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องเห็นใจผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งอาจไม่มีเงินซื้อตอนนี้เพราะราคาแพงตัวละหลายร้อย รัฐบาลก็พยายามทำทุกอย่าง รวมถึงสอนย้อมผ้า ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะเปิดขายเสื้อในราคาถูกที่สุด ระหว่างนี้อาจมีปัญหาอยู่บ้างก็ใช้ริบบิ้นสีดำไปก่อน แต่ขอให้ลดโทนสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ลง

“อย่าไปติติงคนที่ไม่ใส่เสื้อดำว่าไม่รักพระเจ้าอยู่หัวฯ เดี๋ยวก็ตีกันอีก พอได้แล้ว วันนี้ไม่มีสักสี วันนี้เป็นสีแห่งความจงรักภักดี เชื่อว่าทุกคนอยากมาด้วยใจ เขาพร้อมแค่ไหนก็ให้เขามา ถ้าเขายังไม่พร้อมตรงไหนเราก็ไปช่วยเขาไม่ดีกว่าหรือ บางครั้งข้าราชการ พนักงานต่างๆ แอร์โฮสเตส เขาก็ต้องทำงาน เครื่องแบบอาจมีสีสันก็ติดริบบิ้นได้ แต่ถ้านอกเวลาเขาก็ใส่ชุดดำอยู่แล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ ไม่ใช่ไปคอยไล่ล่าใครใส่ไม่ใส่ เดี๋ยวมีปัญหาอีก” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ย้ำโรดแมปคือโรปแมป

พล.อ. ประยุทธ์ ปิดท้ายว่า “รู้ว่าประเทศต้องการอะไรในเวลานี้ แม้จะมีคนเห็นต่างแต่ก็ควรให้อภัย เพราะถือว่าเป็นเวลาที่ทำด้วยใจ และต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน ข้อสำคัญคืออย่าลังเล อย่าคิดไปไกล เพราะรัฐบาลจะดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ขอให้ทุกคนสงบนิ่ง แสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน สิ่งที่พระองค์ท่านได้รับสั่งรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด จึงขอให้ทุกคนมีความเชื่อมั่น อย่าให้มีผลต่อต่างประเทศ เพราะสื่อต่างๆ จะนำไปเขียนซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย เราต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับคนไทยมีความแตกต่างกับต่างประเทศอย่างไร เรามีโบราณราชพิธีมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งถือเป็นความงดงาม และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา เราต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็งในยุคเรา”

“ขอบคุณทุกคน ผมรู้ว่าทุกคนเสียใจเหมือนกัน ทุกคนเสียใจ แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดและผมก็ต้องมีสติ เพื่อใช้สติปัญญาของผมเดินหน้าไปให้ได้ และประเทศเราก็หยุดไม่ได้ แต่ความเสียใจก็ห้ามไม่ได้ สิ่งที่เราจะช่วยได้คือรวมพลังรักสามัคคี ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตอย่างที่คาดหวัง ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นไปตามแนวทางของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) อย่ากังวล โรดแมปคือโรดแมป” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

มติ ครม. ที่สำคัญอื่นๆ ดังนี้

เพิ่มเงินนำส่งกองทุนพัฒนาแบงก์รัฐ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ) กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกำหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 0.25% ต่อปี จากเดิม 0.18% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560

ทั้งนี้ การเพิ่มอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนฯ เป็นไปเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินกองทุนฯ ในการเพิ่มทุนให้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย วงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นการลดภาระของกระทรวงการคลังในการจัดเตรียมแหล่งเงินรองรับการเพิ่มทุนในอนาคต โดยให้เป็นไปตามเกณฑ์ของอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงไม่น้อยกว่า 8.5% และเพื่อให้ผู้ที่จะเข้าร่วมทุนกับธนาคารอิสลามฯ มั่นใจว่ารัฐบาลมีแนวทางชัดเจนให้กับธนาคาร ซึ่งหากปริมาณเงินในกองทุนฯ สะสมไว้เพียงพอแล้ว อาจมีการปรับลดอัตราเงินนำส่งให้เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายกอบศักดิ์ยืนยันว่า การเพิ่มอัตรานำส่งเงินเข้ากองทุนดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นผลกระทบต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่นๆ โดย ธนาคารออมสิน เดิมนำส่ง 1,738 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2,414 ล้านบาท ธ.ก.ส. เดิมนำส่ง 1,160 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1,611 ล้านบาท ธอส. เดิมนำส่ง 683 ล้านบาท เพิ่มเป็น 949 ล้านบาท และ ธอท. เดิมนำส่ง 90 ล้านบาท เพิ่มเป็น 126 ล้านบาท รวมแล้วจะได้เงินนำส่งเพิ่มขึ้นจากปีละ 3,673.3 ล้านบาทเศษ เป็น 5,101.9 ล้านบาท

อนึ่ง สถานะของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจในปัจจุบัน มียอดเงินในกองทุนรวม 7,100 ล้านบาท จากการเริ่มเก็บเงินในงวดแรก อัตรา 0.18% ในเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2558 ยอดนำส่งรวม 3,500 ล้านบาท งวดที่สองในเดือน มกราคม-มิถุนายน 2559 ยอดนำส่งรม 3,600 ล้านบาท

เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินฯ ฉบับใหม่

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยจะมีผลต่อเกษตรกรทั่วประเทศ ประมาณ 8 ล้านคน หรือ 2.1 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันมีพื้นที่ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่เกษตรกรได้รับไปแล้ว ประมาณ 34 ล้านไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่เกษตร 25% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด

นายกอบศักดิ์กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการแก้ไขรวม 13 ประเด็นใน 12 มาตรา แต่มีประเด็นหลักที่ทำการแก้ไขสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ส.ป.ก. จะมีอำนาจจัดซื้อที่ดินที่อยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน จากอดีตที่ ส.ป.ก. จะมีอำนาจดูแลได้เฉพาะพื้นที่ในเขตปฏิรูปเท่านั้น ประชาชนที่อยากขายที่ดินสามารถขายให้กับ ส.ป.ก. ได้ เมื่อได้มาแล้วสามารถจัดสรรที่ดินดังกล่าวให้ประชาชน เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินได้
  • เดิมมีข้อจำกัดเรื่องการใช้เงินกองทุนเพื่อการปฏิรูปเกษตรกรรม (ปัจจุบันมีเงินเหลือใช้เป็นสภาพคล่องประมาณ 1,000 ล้านบาท) ซึ่งในอดีตไม่สามารถใช้เงินกองทุนในการชดเชยที่ดินของเกษตรกรในเขตปฏิรูปได้ แต่หลังการปรับปรุงจะสามารถนำเงินกองทุนฯ ไปใช้ชดเชยที่ดินของเกษตรที่ไม่อยากทำการเกษตรแล้วและอยากคืนที่ดินให้ ส.ป.ก. ได้
  • ให้อำนาจคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในการจำแนกเขตที่ดินตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ว่าที่ดินส่วนไหนจะเป็นที่ดินเพื่อการเกษตร ที่ดินส่วนไหนใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น ถนน น้ำ หรือเป็นที่ดินเพื่อการอื่นๆ เช่น วัด โรงเรียน สถานที่ราชการ สาธารณูปโภคต่างๆ และเป็นประโยชน์แก่ทายาทที่รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่อ แม้จะไม่ได้เป็นเกษตรกร

“กฎหมายใหม่นี้จะเอื้อให้ทายาทโดยธรรมสามารถรับกรรมสิทธิ์ของที่ดิน ส.ป.ก. ต่อไปได้แม้ว่าทายาทโดยธรรมจะไม่ได้เป็นเกษตรกรก็ตาม แต่เมื่อรับกรรมสิทธิ์ไปแล้วต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่สำหรับเกษตรกรรมทั่วไป ถ้าเลี้ยงสัตว์สามารถมีพื้นที่ได้ไม่เกิน 100 ไร่ แต่ถ้าเป็นสหกรณ์การเกษตรสามารถมีพื้นที่ได้ไม่จำกัด” นายกอบศักดิ์กล่าว

  • กำหนดบทลงโทษในกรณีที่ทายาทได้รับที่ดินไปแล้ว หากใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือวัตถุประสงค์ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการหรือผู้ที่กรรมการมอบหมาย และถ้ามีการฝ่าฝืน คณะกรรมการสามารถสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนรื้อถอนทำให้ที่ดินคืนสู่สภาพเดิม หรืองดเว้นการกระทำนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภายใน 30 วัน ก็สามารถรื้อถอน หรือทำให้ที่ดินกลับสู่สภาพเดิมได้

2 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปีการผลิต 2559/60 ด้านการผลิต (เพิ่มเติม) ใน 2 เรื่อง ได้แก่

  • โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ, เลี้ยงโคเนื้อ, เลี้ยงแพะ และการปรับพื้นที่เพื่อทำนาหญ้า โดยกรมปศุสัตว์นั้นให้เพิ่มพื้นที่ดำเนินการจากเดิม 40 จังหวัด เป็น 55 จังหวัด โดยเพิ่มอีก 15 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน กำแพงเพชร ตาก พิจิตร อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี นครปฐม และเพชรบุรี
  • โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เพิ่มพื้นที่ดำเนินงานจากเดิม 30 จังหวัด ปรับเพิ่มเป็นทุกจังหวัด ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ และขยายพื้นที่ดำเนินการให้ครอบคลุมไปถึงพื้นที่เหมาะสมน้อย

“การทบทวนมติ ครม. ครั้งนี้แม้มีการเพิ่มพื้นที่ในการดำเนินโครงการเพิ่มเติม แต่วงเงินงบประมาณที่ใช้ยังคงเป็นจำวนเดิม คือ 15.59 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรเข้าร่วมโครงการยังไม่ถึงเป้าหมายและยังมีเกษตรกรอยู่ในพื้นที่จังหวัดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้เบื้องต้นประสงค์จะขอเข้าร่วมโครงการ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงขอขยายพื้นที่ดำเนินโครงการดังกล่าว”

ปรับเกณฑ์เงินเดือน ขรก. สามัญ ข้ามสายได้สูงสุดเท่าเดิม

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ครม. เห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่ขอปรับหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินดือนสูงกว่าขั้นสูงของตำแหน่ง ได้แก่

  • ผู้ได้รับเงินเดือนถึงอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุด (เงินเดือนตัน) ให้ได้รับเงินเดือนในระดับถัดไปของแต่ละประเภทตำแหน่ง
  • ผู้ได้รับตำแหน่งต่างประเภท ต่างสายงาน หรือต่างระดับ ที่ได้รับเงินเดือนขั้นสูงของตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ ให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่ได้รับอยู่เดิม เช่น ข้าราชการประเภททั่วไประดับชำนาญการ เงินเดือน 32,000 บาท โอนย้ายมาตำแหน่งประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการที่มีเงินเดือนขั้นสูง 26,700 บาท กรณีนี้ให้รับเงินเดือนอัตราเดิม
  • ผู้ได้รับตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโสและประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ เมื่อได้รับเงินเดือนถึงอัตราเงินเดือนสูงสุดที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนด ให้ได้รับเงินเดือนโดยคำนวนจากฐานในการคำนวณระดับบน 2 ตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน ปี 2552
  • ผู้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงหรือใกล้ถึงขั้นสูง ให้นำค่าตอบแทนมารวมเป็นเงินเดือนและให้ได้รับเงินเดือนในอัตราใหม่ ทั้งนี้มีการประเมินว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มอีก 300 ล้านบาท จากการคาดการณ์การใช้จ่ายงบประมาณ ปี 2560

ด้าน พล.ท. สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับเกณฑ์เงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อให้ข้าราชการสามารถรับเงินเดือนและขึ้นเงินเดือนตามขั้นในแต่ละประเภทได้ ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าธุรการกลุ่มทั่วไป เมื่อรับราชการเต็มขั้น ถ้ายังอยู่ในตำแหน่งเดิม ข้าราชการคนอื่นก็ไม่สามารถขึ้นมายังตำแหน่งได้กล่าวได้ จึงต้องมีการโอนย้ายสายงาน แต่หากข้ามไปสายงานอื่น เช่น สายงานวิชาการ เงินเดือนที่ได้กลับต่ำกว่าเงินเดือนที่เคยได้รับ ดังนั้น ครม. จึงอนุญาตให้การย้ายข้ามสายงานสามารถเทียบรับเงินเดือนในตำแหน่งเดิมได้ รวมถึงสามารถที่จะได้รับการเพิ่มเงินเดือนได้อีกในอนาคต

โครงการสร้างอุโมงก์สัตว์ป่าข้ามทางหลวง

สร้างอุโมงค์ลอดอุทยานฯ ทับลาน-เขาใหญ่ 1.4 พันล้าน

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ครม. ได้เห็นชอบผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A ตามมติ ครม. วันที่ 23 ธ.ค. 2546 และมติ ครม. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 สำหรับก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 304 จำนวน 2 ตอน คือ ช่วง อ.กบินทร์บุรี-อ.วังน้ำเขียว ตอนที่ 3 และ ช่วง อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย จ.ปราจีนบุรี ระยะทางรวม 16.7 กม. ซึ่งเดิมประสบปัญหาด้านการจราจรเป็นคอขวดอยู่ โดยจะมีการสร้างเป็นอุโมงค์ทางลอดใต้พื้นที่ป่าเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า

ด้านนายณัฐพรกล่าวเพิ่มเติมว่า “การก่อสร้างทางหลวงดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ กบินทร์บุรี-วังน้ำเขียว ระยะทาง 15.5 กม. วงเงินค่าก่อสร้าง 1,680 ล้านบาท และ กบินทร์บุรี-ปักธงชัย หรือที่เรียกว่าทางเชื่อมผืนป่านี้ มีระยะทาง 3 กม. วงเงินค่าก่อสร้าง 1,467 ล้านบาท ซึ่งระยะทางต่างกันถึง 5 เท่า แต่ราคาใกล้กัน เนื่องจากเชื่อมผืนป่านั้นมีทั้งส่วนที่เป็นอุโมงค์และส่วนที่เป็นทางยกระดับ เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถเดินลอด หรือเดินข้ามได้ ดังนั้น ค่าก่อสร้างจึงแพงกว่า”

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบขยายวงเงินกู้จากต่างประเทศเพิ่มเติม (ธนาคารพัฒนาเอเชีย: ADB) ดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วง อ.หนองหาน-อ.พังโคน และทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงสกลนคร-นครพนม (กิโลเมตรที่ 180-213) และทางหลวงหมายเลข 23 ช่วงร้อยเอ็ด-ยโสธร ระยะทางรวม 124.9 กม. ค่าก่อสร้างรวม 6,808 ล้านบาท โดยให้ดำเนินโครงการโดยใช้งบประมาณ 50% จำนวน 3,404 ล้านบาท และใช้เงินกู้ 50% โดยจะกู้จาก ADB จำนวน 3,404 ล้านบาท

โดยตามแผนแม่บทขยาย 4 ช่องจราจร ระยะ 2 มีระยะทางทั้งสิ้น 5,270 กม. จำนวน 11 โครงข่าย โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จระยะทาง 3,538 กม. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 658 กม. ยังไม่ได้รับงบประมาณ 1,073 กม. ซึ่งในส่วนที่ ครม. อนุมัติเงินกู้เอดีบีและงบประมาณร่วมกันล่าสุดที่ 124.9 กม. ทำให้เหลืออีก 948.6 กม.

ปรับฐานประเมินภาษีรายได้ ใช้ราคาซื้อ-ขาย อสังหาฯ จริงร่วม

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอมร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. (การกำหนดฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลราฎากร) โดยมีสาระสำคัญในการกำหนดให้ใช้ราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามความเป็นจริง หรือใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้

โดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีอากรมีประสิทธิภาพ ทำให้จัดเก็บได้ตามราคาที่แท้จริงจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ฐานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสอดคล้องกับฐานในการคำนวณการจัดเก็บภาษีด้านรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และถือเป็นการสร้างความเป็นธรรมในระบบการจัดเก็บภาษี

เห็นชอบขึ้นทะเบียนแก่งกระจานเป็นมรดกโลก

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการกำหนดท่าทีของประเทศไทย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 40 ซึ่งการประชุมนี้ต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

สำหรับการประชุมครั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24-26 ตุลาคม 2559 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีวาระการประชุมคือ การขึ้นทะเบียนพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก

“การขึ้นทะเบียนดังกล่าวนี้ ประเทศไทยจะต้องเร่งหารือและทำความเข้าใจกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาก่อนที่จะประชุมที่จะมีขึ้น รวมทั้งให้ยืนยันตามร่างมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ส่งเอกสารกลับ เพื่อชะลอการขึ้นทะเบียนพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก และพยายามไม่ให้มีถ้อยคำเกี่ยวกับเขตแดนในข้อมติของคณะกรรมการโลกในกรณีนี้และกรณีที่จะเกิดขึ้นเฉพาะหน้า” พล.อ. อธิสิทธิ์ กล่าว

ครม. เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันเพื่อการยุติธรรม

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ โดยให้จัดตั้ง “สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย” มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่ถือเป็นส่วนราชการ ดังนั้น องค์กรดังกล่าวจึงมีฐานะเป็น “องค์การมหาชน”

โดยสถาบันดังกล่าวมีหน้าที่ในการดำเนินงานของสถาบันให้รองรับภารกิจที่ขยายออกไปทั้งด้านเนื้อหาและการดำเนินการในรูปแบบกึ่งหน่วยงานระหว่างประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีคณะกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมฯ จำนวน 7 คน โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมการ อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบการบริหารบางส่วนจะยังคงอยู่ภายใต้กำกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้มีรายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการจ่ายค่าเยียวยาให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจมุกดาหาร จำนวน 5 ราย และค่ารื้อถอนระบบไฟฟ้าของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมุกดาหาร และสถานีพัฒนาอาหารสัตว์มุกดาหาร รวมเป็นเงิน 1.03 ล้านบาท เพื่อนำที่ดินไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร โดยใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2559 ที่เหลือจ่ายจากการดำเนินงานโครงการก่อสร้างอาคารสำนักบริหารเงินตรา ระยะที่ 2 และจากการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ 2535 และส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติม