วิจัยแบงก์กรุงศรีคาดการบริโภคเอกชนฟื้น หลัง “ปลดหนี้รถคันแรก” กำลังซื้อเพิ่ม 8,000-12,000 บาท/ครัวเรือน

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ

วันที่ 18 ตุลาคม 2559 ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจว่าการบริโภคภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว จากตัวเลขเดือนสิงหาคมที่ยังมีแรงหนุนให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้จะแผ่วลงไปในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดโรงงาน แต่สามารถกลับมาเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญอีกครั้ง จากเดิมที่มีเพียงการท่องเที่ยวและภาครัฐเป็นเครื่องยนต์หลัก

โดยมีปัจจัย 2 ประการ 1) ประชาชนเริ่มทยอยปลดหนี้โครงการรถคันแรก ทำให้มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,000-12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสิ้นปีนี้คาดว่าจะปลดหนี้ได้ประมาณ 30,000-40,000 ราย และจะชัดเจนขึ้นในปีหน้า เนื่องจากจะมีอีกประมาณ 1 ล้านรายที่จะทยอยปลดหนี้ตามมา

2) รายได้ของประชาชนโดยรวมเพิ่มขึ้น หากแบ่งเป็นรายภาคเศรษฐกิจ พบว่าในภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้นทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้และตะวันออกที่ฟื้นตัวดีเป็นพิเศษ ขณะที่ภาคเกษตรฟื้นตัวมากขึ้นในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะยังเห็นสัญญาณไม่ชัดเจน คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้นในช่วงท้ายปี หลังจากผลผลิตเริ่มเพิ่มขึ้นหลังภาวะภัยแล้งที่คลี่คลายไปในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าวและแย่ลงในบางภาค เช่น ภาคเหนือและภาคใต้ แต่โดยรวมยังมีน้ำหนักน้อยเกินกว่าที่จะไปฉุดรายได้ภาพรวมให้ลดลงได้

“ลักษณะแบบนี้แปลว่าเอกชนฟื้นแล้วจนไม่จำเป็นต้องให้ภาครัฐกระตุ้นหรือไม่ ต้องบอกว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็ถือว่าไม่ได้พึ่งพิงมากหรือต้องอัดฉีดมากเท่ากับหลายปีที่ผ่านมา ระยะต่อไปภาครัฐควรจะไปเน้นกระตุ้นเฉพาะบางส่วนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น และเป็นนโยบายแบบมองไปข้างหน้าหรือ Proactive มากขึ้น อย่างช่วงที่ผ่านมามีความกังวลว่าน้ำจะท่วม ชาวนาเกี่ยวข้าวเร็วขึ้นจนถูกกดราคา รัฐบาลก็ออกนโยบายมาดูแล ส่วนคำถามว่าปัจจัยที่มีเงินเหลือหลังจากปลดหนี้รถคันแรกจะนำไปใช้จ่ายเพิ่มหรือจะไปก่อหนี้อีก ยังไม่มีข้อมูลแต่ขอเก็บเป็นโจทย์ในระยะข้างหน้าว่าจะมีผลมากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณหนี้ครัวเรือนปัจจุบันเริ่มชะลอตัวจนต่ำกว่าแนวโน้มในช่วงก่อนหน้าแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี” ดร.สมประวิณกล่าว

ขณะที่การลงทุนของเอกชนยังอาจจะต้องรอโครงการพื้นฐานของรัฐบาลซึ่งอาจจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี โดยปัจจุบันการลงทุนส่วนหนึ่งถูกกดดันจากภาคส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวและส่งผลต่อการลงทุนเพื่อผลิตสินค้า ขณะที่ในส่วนการลงทุนก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์พบว่าช่วงก่อนหน้าได้ลงทุนไปค่อนข้างมากแล้ว จึงอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อปรับตัว แต่ทั้งนี้หากรัฐบาลเน้นการสื่อสารมากขึ้นว่าโครงสร้างพื้นฐานแต่ละโครงการอยู่ในขั้นตอนใดอาจจะช่วงสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนให้ลงทุนได้ง่ายขึ้น

ส่วนด้านการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อไป โดยประเมินว่าการแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญก่อนหน้านี้จะส่งผลกระทบประมาณ 0.1% ของจีดีพีและเป็นเพียงระยะสั้นประมาณ 3 เดือนเท่านั้น

“โดยรวมเศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 3.2% และ 3.3% ในปี 2559 และปี 2560 ตามลำดับ เราไม่ได้ปรับประมาณการ แต่มีการเปลี่ยนมุมมองบางอย่างในองค์ประกอบ โดยเรามองว่าเศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนจากภายในมากขึ้นอีกเทียบกับของเดิม”ดร.สมประวิณกล่าว (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

Thaipublica-krongsri1

thaipublica-krongsri