ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์วันที่ 27 ส.ค. – 2 ก.ย. 2559: เล็ง ‘ยกเลิกเงินนำจับยาเสพติด ใช้ ม.44 ลดชั้นยาบ้า และ “ผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในสิงคโปร์พุ่งเกือบสองร้อย”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 27 ส.ค. – 2 ก.ย. 2559

  • เล็ง “ยกเลิกเงินนำจับยาเสพติด-ใช้ ม.44 ลดชั้นยาบ้า”
  • ผู้ต้องหาผูกคอตายคาห้องควบคุมตัวดีเอสไอ ผลชันสูตรชี้ “ตับแตก”
  • รมว.เกษตร เตรียมใช้ ม.44 สร้างเขื่อน
  • “ศรีวราห์” รับ บึมใต้ 7 จังหวัด ฝีมือคนร้าย 3 จังหวัดชายแดนฯ
  • ผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในสิงคโปร์พุ่งพรวดเกือบสองร้อย
  • เล็ง “ยกเลิกเงินนำจับยาเสพติด-ใช้ ม.44 ลดชั้นยาบ้า”

    พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.กระทรวงยุติธรรม ที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ (http://goo.gl/syyhak)
    พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.กระทรวงยุติธรรม
    ที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ (http://goo.gl/syyhak)

    วันที่ 29 ส.ค. 2559 เว็บไซต์สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในการประชุม “บูรณาการควบคุม (เมท) แอมเฟตามีนอย่างสร้างสรรค์ และนวัตกรรมยุติธรรม ตามร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด” ว่า อาจใช้มาตรา 44 ปรับลดระดับบัญชียาเสพติดของเมทแอมเฟตามีน จากวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 1 เป็นประเภท 2 เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติด ที่เน้นแนวทางสาธารณสุข เนื่องจากหากยาบ้ายังเป็นยาเสพติดประเภท 1 จะไม่สามารถนำยาบ้ามาใช้ในทางการแพทย์ได้ แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขด้วย หากกระทรวงสาธารณสุขยังไม่พร้อม ก็สามารถใช้ขั้นตอนตามกฎหมายปกติปรับลดระดับบัญชียาเสพติดได้ พร้อมย้ำว่า ยาเสพติดก็คือยาเสพติด เมื่อปรับลดระดับแล้วก็ยังผิดกฎหมาย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังกล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะยกเลิกระบบสินบนนำจับ เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางแก้ปัญหาที่จะเน้นทางด้านสาธารณสุข พร้อมระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ต้องชี้แจงว่า เสียงบประมาณกับระบบสินบนนำจับจำนวนเท่าใด สอดคล้องกับผลการจับกุมหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า การใช้แนวทางสาธารณสุขแก้ปัญหายาเสพติดเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ป.ป.ส. ต้องเป็นหน่วยงานบูรณาการไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงไล่จับผู้ค้าแล้วถ่ายภาพอย่างเดียว

    ผู้ต้องหาผูกคอตายคาห้องควบคุมตัวดีเอสไอ ผลชันสูตรชี้ “ตับแตก”

    วันที่ 29 ส.ค. 2559 นายธวัชชัย อนุกูล อายุ 66 ปี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินพังงา สาขาท้ายเหมือง ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวคดีออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบหลายแปลงในจังหวัดภูเก็ตและพังงา ถูกจับกุมได้หลังจากหลบหนีหมายจับ และได้ถูกนำตัวมาควบคุมไว้ที่ห้องควบคุมตัวชั้น 6 ดีเอสไอ เพื่อรอนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญาในวันที่ 30 ส.ค. (อ่านรายละเอียดที่นี่) แต่ได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายในห้องควบคุมตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปพบจึงพยายามปั๊มหัวใจให้การช่วยเหลือแล้วนำตัวส่งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ และต่อมา ผลการชันสูตรเบื้องต้นบ่งชี้สาเหตุการเสียชีวิตของนายธวัชชัยว่า เกิดจากเลือดออกในช่องท้อง ตับแตกจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก ร่วมกับขาดอากาศหายใจจากการผูกคอ (อ่านรายละเอียดที่นี่)

    พ.ต.อ. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการแต่เมื่อมีประเด็นข้อสงสัยในการเสียชีวิตดีเอสไอก็จะสั่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดหน้าห้องขังทั้งหมดว่ามีบุคคลใดเข้า-ออกห้องคุมขังบ้าง ขณะเดียวกันได้สอบถามไปยังแพทย์ที่ให้การรักษาแล้วว่ามีโอกาสที่ทำให้เกิดตับแตกเกิดจากกรณีกดทับหลายครั้งเพื่อปั๊มหัวใจในช่วงที่พบว่าผู้ต้องหาพยายามฆ่าตัวตายและเจ้าหน้าที่พยายามเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนก่อนนำตัวส่งรพ.มงกุฏวัฒนะได้หรือไม่ นอกจากนี้หลังการจับกุมตัวและนำตัวมาสอบสวนที่ดีเอสไอญาติของนายธวัชชัยก็อยู่เฝ้าและร่วมรับฟังการสอบสวนจนถึงช่วงเย็นหากมีการซ้อมหรือทำร้ายร่างกายญาติต้องรู้ ดีเอสไอยืนยันว่าไม่มีเหตุทำร้ายผู้ต้องหาแน่นอน

    ด้าน พล.ต. นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

    1. ชุดแพทย์ฉุกเฉิน รพ.มงกุฎวัฒนะ ได้รับแจ้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่ามีคนเป็นลมหมดสติ ขอให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ จัดชุดแพทย์ฉุกเฉินไปช่วยเหลือด่วนโดยชุดแพทย์ฉุกเฉิน รพ.มงกุฎวัฒนะ ไม่ได้รับทราบข้อมูลว่ามีการผูกคอตาย

    2. ชุดแพทย์ฉุกเฉิน รพ.มงกุฎวัฒนะ ทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CARDIOPULMONARY RESUSCITATION : CPR) ที่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพซึ่งมีการให้ออกซิเจน และช่วยการหายใจ การปั๊มหัวใจ ฯลฯ เพื่อการฟื้นคืนชีพ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่การช่วยฟื้นคืนชีพ (CARDIOPULMONARY RESUSCITATION : CPR) จะทำให้นายธวัชชัย อนุกูล ขาดออกซิเจนมีแต่ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดออกซิเจนเสียด้วยซ้ำ

    3. การปั๊มหัวใจในกระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) นั้น มีเทคนิคและวิธีการปฏิบัติบริเวณตำแหน่งของช่องทรวงอกเพื่อมีผลต่อหัวใจและปอด ส่วนตับเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องคนละช่อง คนละตำแหน่งกันกับการการปั๊มหัวใจในกระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพ ทั้งนี้ช่องทรวงอกและช่องท้องนั้นถูกแบ่งกั้นจากกันด้วยกะบังลม ดังนั้น การปั๊มหัวใจในกระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ตับแตกและตกเลือดในช่องท้องได้ … ผมขอเน้นย้ำว่าการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นการปฏิบัติที่หัวใจและปอด ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับตับครับ…นายธวัชชัย อนุกูล ตับแตกจากสาเหตุใด รพ.มงกุฎวัฒนะ ไม่ทราบ นักข่าวต้องสอบถามจากนิติเวชแพทย์ผู้ชันสูตรโดยตรงครับ

    ต่อคำถามที่ว่า การปั๊มหัวใจสามารถทำให้ตับแตกได้หรือไม่นั้น พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ระบุว่า “ต้องขึ้นอยู่กับคนปั๊มหัวใจว่ามีความรู้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าจะเกิดก็คือหัวใจแตก หรือซี่โครงหัก หากถามว่าเป็นตรงอื่นได้ไหม ก็ต้องอยู่ที่ว่าเขากดตรงไหน ปัจจุบันนี้เวลาเห็นกระบวนการปั๊ม บางทีโถมกันไปทั้งตัว แต่มันอาจจะมันไม่อยู่ตรงหัวใจด้านซ้าย มันเลื่อนลงมาที่ท้องแล้ว ซึ่งหากเลื่อนลงมาที่ท้องก็อาจจะทำให้ตับแตกได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเคสนี้ใช่นะคะ”

    รมว.เกษตร อาจใช้ ม.44 สร้างเขื่อน

    พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่มาภาพ: เว็บไซต์ประชาไท (http://prachatai.com/journal/2016/09/67739)
    พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ประชาไท (http://prachatai.com/journal/2016/09/67739)

    วันที่ 2 ก.ย. 2559 เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานว่า พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ดูปริมาณน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ว่า นับเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้วางแผนบูรณากับทุกกระทรวง เพื่อรับมือและลดผลกระทบล่วงหน้าก่อนเกิดภัยทำให้ภัยแล้ง ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีนาข้าวเสียหายสิ้นเชิงเพียง 5 พันไร่ ช่วยชาวนาได้กว่า 6 ล้านคน ทั้งนี้ ได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาทั้งหมด 22 จังหวัด เพื่อให้น้ำเพียงพอใช้ถึงฤดูฝนปี 2560 โดยกรมชลประทานได้คาดการณ์ว่า วันที่ 1 พ.ย. 2559 จะมีปริมาณน้ำใช้การ 7,683 ล้านลบ.ม. เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การ 5,837 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อย มีน้ำใช้การ 896 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 950 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอในการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำหรับการเพาะปลูกนาปีรอบหน้า ปี 2560 วางแผนใช้น้ำ 3,800 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ช่วงต้นฤดูฝนอีก 3,550 ล้าน ลบ.ม. คงเหลือปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร 333 ล้าน ลบ.ม.

    จากสถานการณ์น้ำเขื่อนใหญ่มีน้อยมาก โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การเพียง 8% แต่ดีกว่าปี 2558 ในช่วงเดียวกันมี 2% ได้ส่งผลกระทบภาคเกษตรโดยรวมมาต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้กรมฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อน 4 เขื่อนหลัก ในปีนี้เริ่มทำฝนหลวงเร็วกว่าทุกปี ให้ขยายแผนทำฝนหลวงทำตั้งแต่ 1 ก.ย. – 20 ต.ค. ให้หน่วยฝนหลวง 4 ฐานจาก จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ และตาก ระดมกำลังจากกองทัพอากาศมาอีก 2 ลำ ช่วยเติมน้ำเขื่อนภูมิพล ช่วงสองสัปดาห์แรกเดือน ก.ย. นี้มีร่องฝนพาดผ่าน โดยวันที่ 15 ก.ย. นี้ตนจะเรียกประชุมประเมินน้ำอีกรอบหลังครบกำหนดทำฝนหลวง เพื่อวางแผนการใช้น้ำและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร โดยอาจต้องขอให้ลดทำนาปรังรอบสองในปีหน้าให้ได้ประมาณ 4 ล้านไร่ จากปกติปลูก 10 ล้านไร่ เพื่อประหยัดน้ำ

    รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่แปลกที่ไม่เคยมีการทำแผนน้ำมาก่อนเลย ซึ่งนายกฯ ให้ตนมาทำแผนน้ำ 12 ปี ทุกอย่างแก้ปัญหาได้ครบ มีแก้มลิง ฝาย เขื่อน จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกมาก เกิดได้เพราะรัฐบาลนี้ แต่พอจะทำโครงการน้ำอะไรก็ลำบากเกิดยาก ซึ่งชาวบ้านเขาเดือดร้อนมานาน อยากได้น้ำจะเพาะปลูกพืชทำเกษตรได้หลากหลาย ไม่ยากจน ก็ถูกต่อต้านจะใช้พื้นที่ตรง จ.อุทัยธานี กับนครสวรรค์ สร้างเขื่อนแม่วงก์ พวกเอ็นจีโอกลัวเสือตายไม่มีที่อยู่ ก็คิดในใจว่าเสือไม่มีขาวิ่งหนีน้ำหรือ

    “จะไปดูว่าใช้มาตรา 44 เข้ามาทำอะไรได้บ้าง ทำให้เดินหน้า จะเจรจากับกระทรวงทรัพยากรฯ เพราะพื้นที่สร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ เข้าไปในเขตอุทยาน ป่าไม้ ได้เจรจาให้ยกเว้นบางเรื่องมาได้ 5 โครงการแล้วไม่รู้รัฐบาลก่อนทำอย่างไร ที่ต้องพูดเรื่องแม่วงก์เพราะจะได้มีสำรองกรณีวิกฤติ เพราะน้ำเขื่อนภูมิพลกว่าจะได้เก็บน้ำระดับมาตราฐานใช้เวลาถึง 5 ปี แต่ปี 2554 น้ำท่วมเกือบทั่วประเทศ มาปี 2555 ปล่อยน้ำทิ้งหมด” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

    ต่อมา เว็บไซต์ประชาไทรายงานว่า ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึงเคยเดินเข้ากรุงเทพเพื่อคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ โพสต์ข่าวดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Sasin Chalermlarp’ ว่า “ผมพร้อมนะครับ ท่านฉัตรชัย เรื่องเขื่อนแม่วงก์ จะคุยกันอย่างไร ประชุมคุยกันว่าค้านทำไม หรือจะพบกันบนถนน”

    “ศรีวราห์” รับ บึมใต้ 7 จังหวัด ฝีมือคนร้าย 3 จังหวัดชายแดนฯ

    พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ด้านความมั่นคง ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (http://www.dailynews.co.th/regional/520962)
    พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ด้านความมั่นคง
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (http://www.dailynews.co.th/regional/520962)

    วันที่ 1 ก.ย. 2559 เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านความมั่นคง ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดและเพลิงไหม้ใน 7จังหวัดภาคใต้ เดินทางถึง จ.ตรัง พร้อมทีมสืบสวนสอบสวน เพื่อสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องด้วยตนเองประมาณ 3-4 คน ที่มีโอกาสได้พบเห็นและใกล้ชิดคนร้าย 4 คน ที่เข้ามาก่อเหตุวางระเบิดตลาดเซ็นเตอร์พ้อยท์ และวางระเบิดเผาห้างลีมาร์ทซุปเปอร์ค้าส่ง เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน

    โดย พล.ต.อ. ศรีวราห์ กล่าวว่า ที่ลงพื้นที่ในวันนี้เนื่องจากคดีเพลิงไหม้ห้างลีมาร์ท ซุปเปอร์ค้าส่ง กลายเป็นคดีความมั่นคงหลังจากเจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญเป็นชิ้นส่วนประกอบระเบิด จึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานประกอบข้อหาให้ชัดเจน เพื่อขอหมายจับคนร้ายต่อศาลทหารทุ่งสงแทนศาลจังหวัดปกติ โดยหลักฐานชิ้นนี้จะต้องเอามาประกอบกับการสอบปากคำพยานสำคัญ ในวันนี้จึงจะสามารถเป็นหลักฐานสำคัญในการขออนุมัติหมายจับได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกำลังรวบรวมหลักฐาน

    “คดีของ จ.ตรังคืบหน้าไปมากกว่า 50% และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน สำหรับวันนี้ไม่ได้มีการขอหมายจับใครแต่อย่างใด ในส่วนของการทำงานของเจ้าหน้าที่ใน จ.ตรัง การทำงานเป็นที่น่าพอใจเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ จ.ตรังมีปัญหาเรื่องของตึกที่หวั่นจะถล่มลงมา ทั้งนี้ ส่วนตัวพอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้ง 7 จังหวัด เพราะขณะนี้ได้ภาพคนร้ายมาครบหมดแล้ว เพียงแต่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเท่านั้น ส่วนสาเหตุของการก่อเหตุร้ายในครั้งนี้เป็นแค่ความพยายามของคนร้ายใน 3 จังหวัดที่เข้ามาก่อกวนทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

    ผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในสิงคโปร์พุ่งพรวดเกือบสองร้อย

     ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000088373)

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000088373)

    เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานโดยอ้างข่าวในวันที่ 2 ก.ย. 2559 ของสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พบผู้ติดเชื้อซิกาเพิ่มเติม 38 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะชนิดนี้พุ่งพรวดเป็น 189 คนแล้ว นับตั้งแต่เจ้าหน้าที่รายงานพบผู้ติดเชื้อรายแรกเมื่อ 6 วันก่อน

    ถ้อยแถลงของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยังระบุด้วยว่ามีกรณีผู้ติดเชื้อใหม่บางรายถูกตรวจพบในพื้นที่ที่ไม่เคยมีรายงานการติดเชื้อมาก่อน ทั้งนี้แม้ทางกระทรวงไม่ได้ระบุถึงพื้นที่เหล่านั้น แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าไวรัสซิกากำลังแผ่ลามรายวันออกไปนอกแหล่งแพร่ระบาดในเบื้องต้นแล้ว

    สิงคโปร์ ศูนย์กลางการเงินและการขนส่งของภูมิภาค เป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้อย่างรวดเร็ว หลังจากเมื่อวันพฤหัสบดี(1ก.ย.) ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งมาอยู่ที่ 151 คน ในนั้นรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ 2 คน

    ไวรัสที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งแพร่ระบาดทั่วทวีปอเมริกาและแคริบเบียนนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ก่อความเสี่ยงร้ายแรงแก่ผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากมันอาจทำให้ทารกที่เกิดมามีภาวะศีรษะเล็กผิดปกติและสมองฝ่อ (microcephaly)

    นอกจากนี้แล้ว ผู้ป่วยผู้ใหญ่บางคนก็อาจได้รับผลกระทบร้ายแรงจากไวรัสซิกาได้ โดยเฉพาะการเกิดอาการในกลุ่ม กิลแลง-บาร์เร ซินโดรม หรือกลุ่มอาการจีบีเอส

    สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และชาติอื่นๆ เพิ่มเติมสิงคโปร์ในบัญชีรายชื่อกลุ่มประเทศที่สตรีตั้งครรภ์หรือคิดจะตั้งครรภ์ให้หลีกเลี่ยงเดินทางเยือน

    สิงคโปร์แถลงพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นรายแรกเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ (27 ส.ค.2559) จากนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้

    บรรดาผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นหนึ่งในบรรดาแรงงานต่างชาติหลายแสนคน ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชียที่ทำงานตามสถานที่ก่อสร้างของสิงคโปร์และในภาคการเดินเรือทะเล

    ในขณะที่ซิกาแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พลเมืองจำนวนมากของสิงคโปร์หาทางป้องกันด้วยการสวมเสื้อผ้ามิดชิดและอยู่แต่ในที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงถูกยุงกัด เนื่องจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไวรัสชนิดนี้ยากที่จะควบคุม

    การแพร่ระบาดและคำเตือนด้านการเดินทางมีขึ้นในขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ หนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางที่คับคั่งที่สุดในโลก ต้องประสบกับปัญหาอยู่ก่อนแล้วท่ามกลางการเติบโตที่อ่อนแอของเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้แล้วมันยังเกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าการแข่งขันศึกฟอร์มูลาวัน สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ รายการกีฬาระดับโลกที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก