ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 23-29 ก.ค. 2559: “เทพรับ-มาร์คไม่รับ รธน. 2557” และ “‘หมอเปรม’ เคือง สั่งแก้ผ้า-กักขังนักข่าว”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 23-29 ก.ค. 2559

  • เทพรับ-มาร์คไม่รับ รธน. 2557
  • แจ้ง “หมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมพ์” จับหลานสาวพลทหารที่ตายระหว่างฝึกซ้อม
  • สภากลาโหมไฟเขียวแนวปฏิรูป ลดจำนวนนายพลผู้ทรงคุณวุฒิลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2571
  • เณรคำไม่ได้ประกัน นอนคุกสหรัฐฯ
  • “หมอเปรม” เคือง สั่งแก้ผ้า-กักขังนักข่าว
  • เทพรับ-มาร์คไม่รับ รธน. 2557

    ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/suthep.fb/photos/
    ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/suthep.fb/photos/

    เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า เวลา 14.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557

    “ผมไม่อาจจะรับร่างนี้ได้ เพียงเพราะผมกลัวว่าอาจจะได้รับสิ่งที่แย่กว่า ที่สำคัญ ผมกลับมองว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประเทศมีโอกาส”

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าการไม่รับร่างรธน.ของผม อยู่บนเนื้อหาสาระและขอให้ทุกคนพิจารณาจากเนื้อหาสาระ การลงมติไม่รับ ไม่ใช่เรื่องมาบอกชอบหรือไม่ชอบหรือเชียร์หรือไม่เชียร์ฝ่ายใดทางการเมือง

    “ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นผู้นำในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวและโรดแมปที่กำหนดไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง จุดเริ่มต้นของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ พล.อ. ประยุทธ์ ควรเริ่มที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550” นายอภิสิทธิ์กล่าว

    นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังยืนยันว่า การแถลงนี้ไม่ใช่การสมคบกับนักการเมืองหรือขัดแย้งกับใคร แต่เป็นการใช้เหตุและผล ไม่สนับสนุนระบบและวิถีเผด็จการไม่ว่าจะเป็นระบบหรือรัฐบาลใด พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์คือการดำเนินการเมืองอย่างสุจริต และไม่ขอสมคบกันคนคิดโกงชาติ

    ต่อมา เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานว่าเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ได้เผยแพร่ภาพสดผ่านเฟซบุ๊ก “Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)”โดยนายสุเทพได้ใส่เสื้อยืดมีข้อความว่า “พบกันที่สามเสน” ที่ใส่สมัยการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่สถานีรถไฟสามเสน พร้อมคล้องนกหวีด โดยได้เล่าถึงการที่ต้องพาประชาชนออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง เพราะไม่ต้องการให้ใช้วิธีการเดิม เลือกตั้งแบบเดิมแล้วได้คนเลวเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ และวันนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เขียนร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกกันว่าเป็นฉบับปราบโกง และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทยขนานใหญ่ แต่มีความเห็นต่างเป็นธรรมดา

    “ผมได้ยินนักการเมืองบางพวกบางฝ่ายออกมาเรียกร้องว่า ไม่เอา ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วให้เอารัฐธรรมนูญปี 40 มาบังคับใช้ ซึ่งผมจำได้ว่า รัฐธรรมนูญปี 40 คือที่มาของเผด็จการรัฐสภาที่ใช้อำนาจรัฐโดยไม่ฟังเสียงประชาชน มีการอุ้มฆ่า และใช้อำนาจรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชัน ที่เรียกว่าโคตรโกง หรือโกงทั้งโคตร บ้านเมืองเกือบย่อยยับ วันนี้จึงไม่ยอมที่จะให้เอารัฐธรรมนูญอย่างนี้มาใช้ต่อ ขอเรียนว่า ผมมีจุดยืนของผมในการตัดสินใจไปลงประชามติรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ 1. ไม่ไว้วางใจที่จะให้นักการเมืองขี้โกงทั้งหลายมาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามที่เรียกร้องกัน 2. ทำตามปณิธานของ กปปส. ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศ และ 3. นอกจากเรื่องปฏิรูปประเทศแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้แก้ปัญหาพื้นฐานอย่างอื่นที่มีความสำคัญ ผมจึงตัดสินใจเลือกอนาคตของประเทศ โดยไม่สนใจอนาคตพรรคการเมืองไหนทั้งสิ้น” นายสุเทพกล่าว

    แจ้ง “หมิ่นประมาท-พ.ร.บ.คอมพ์” จับหลานสาวพลทหารที่ตายระหว่างฝึกซ้อม

    ที่มาภาพ: บีบีซีไทย (https://goo.gl/uJkwYX)
    ที่มาภาพ: บีบีซีไทย (https://goo.gl/uJkwYX)

    26 ก.ค. 2559 เฟซบุ๊กบีบีซีไทยรายงานว่า น.ส. นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาวพลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งเสียชีวิตระหว่างฝึกซ้อมทหารใหม่ในค่ายทหาร ที่จ.นราธิวาส ถูกนำตัวจากสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน (สน.มักกะสัน) ไปยังสถานีตำรวจภูธร เมืองนราธิวาส (สภ.นราธิวาส) เนื่องจากมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษที่นั่น โดยแจ้งข้อหาว่ากระทำผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และกระทำผิดพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ตามที่ สภ.นราธิวาสได้ประสานให้ สน.มักกะสันดำเนินการจับกุม

    ต่อมา เฟซบุ๊กบีบีซีไทยรายงานเพิ่มเติมว่า การแจ้งความเอาผิด น.ส.นริศราวัลถ์ฐานหมิ่นประมาทหนนี้ เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากที่เจ้าตัวโพสต์ข้อความลงในหน้าเฟซบุ๊กเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมในกรณีการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร เผือกสม น้าชายที่เสียชีวิตระหว่างการฝึกซ้อมทหารใหม่ในค่ายทหารที่นราธิวาสเมื่อ 2554 หลังจากนั้นญาติของพลทหารวิเชียรโดย น.ส.นริศราวัลถ์ได้ใช้โซเชียลมีเดียในการเปิดเผยข้อมูลและเรียกร้องขอความเป็นธรรมตลอด รวมทั้งเดินเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนกระทั่งไปถึงการฟ้องคดีแพ่ง ซึ่งในระหว่างนั้น นายทหารที่เกี่ยวข้องได้ไปแจ้งความไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนราธิวาสในข้อหาว่าเธอหมิ่นประมาทจากการโพสต์เรื่องนี้

    ทั้งนี้ เฟซบุ๊กบีบีซีไทยยังรายงานว่า ผู้แจ้งความให้ดำเนินคดี น.ส.นริศราวัลถ์คือร้อยโท ภูริ เพิกโสภณ ผู้บังคับหน่วยที่พลทหารวิเชียรร่วมฝึกซ้อมทหารใหม่และถูกทหารที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมลงโทษสองครั้งอย่างหนักจนต่อมาเสียชีวิตลงในสภาพมีบาดแผลทั่วตัว

    ด้านพันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวกับ น.ส.นริศราวัลถ์ แต่เป็นเรื่องระหว่างนายทหารที่ดูแลการฝึกซ้อมในเวลานั้นกับ น.ส.นริศราวัลถ์ อีกทั้งกองทัพยังทำการสอบสวนและพักราชการนายทหารสามนายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งตอนนี่ทั้งสามอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ส่วนคดีแพ่งที่ญาติของพลทหารวิเชียรฟ้องร้องสามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกร้องค่าเสียหายนั้น ทางการก็ได้จ่ายเงินไปแล้วตามคำสั่งศาลคือกว่า 7 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี หลังจากรับทราบข้อกล่าวหาและทำการประกันตัว น.ส.นริศราวัลถ์ได้บอกเล่าผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าจะให้ทนายทำเรื่องแก้ต่างรวบรวมหลักฐานส่งให้พนักงานสอบสวนต่อไป และ น.ส.นริศราวัลถ์ยังได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในตลอดกระบวนการ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับกุมอย่างให้เกียรติ ไปจนถึง พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

    สภากลาโหมไฟเขียวแนวปฏิรูป ลดจำนวนนายพลผู้ทรงคุณวุฒิลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2571

    เว็บไซต์ประชาไทรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2559 พล.ต. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปฏิรูปกระทรวงกลาโหม เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยการปรับระบบงานด้านกําลังพล ซึ่งปัจจุบันกระทรวงกลาโหมประสบปัญหาความคับคั่งของกําลังพลในชั้นยศสูง จึงต้องปรับลดให้มีขนาดที่เหมาะสม โดยส่วนแรกได้ปรับลดกําลังพลในตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิ นายทหารปฏิบัติการ ลงร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเริ่มดําเนินการตั้งแต่ปี 2551 และสิ้นสุดในปี 2571 ซึ่งจะสามารถลดจํานวนกําลังพลดังกล่าวได้ถึงร้อยละ 50 โดยปี 2551 มีนายทหารระดับ พลตรี พลโท พลเอก ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษทั้งหมด 768 นาย และจะลดลงในปี 2571 เหลือ 384 นาย เช่นเดียวกับนายทหารชั้นยศพันเอกพิเศษในตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการ (นปก.) ที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2551 จำนวน 2,698 นายจะต้องลดลงในปี 2571 เหลือ 1,349 นาย

    โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า การลดจำนวนนายพลโดยลดอัตราผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ จะเริ่มค่อยๆ ดำเนินการต่อไปเพราะที่ผ่านมาก็เริ่มทำมาแล้วตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งจะสอดคล้องกับการผลิตนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมทหารและนายร้อยฯ ทุกเหล่าทัพที่จะลดไปตามลำดับด้วย สำหรับการตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงหลังมีตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษในโผทหารจำนวนมากนั้นก็เป็นปัญหาความคับคั่งในระดับรองลงไป ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมได้จัดทําโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกําหนดจํานวน 3 โครงการ เพื่อเป็นกลไกรองรับต่อภารกิจดังกล่าว ทั้งระดับชั้นยศนายพล และทุกชั้นยศ มีกําลังพลเข้าร่วมโครงการใน 3 ปีที่ผ่านมากว่า 15,000 นาย

    พล.ต. คงชีพ กล่าวอีกว่า ยังมีการจัดทําระบบข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งเป็นระบบงานกําลังพลที่สามารถจําแนกกําลังพลตามลักษณะงานได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ งานใดที่เป็นภารกิจทางทหาร ทหารเป็นผู้ปฏิบัติ งานใดที่เป็นงานสนับสนุนภารกิจทางทหารก็มอบให้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมเป็นผู้ปฏิบัติซึ่งจะส่งผลให้กําลังพลในสังกัดกระทรวงกลาโหมมีความเป็นมืออาชีพ และจะประหยัดงบประมาณในด้านกําลังพลในอนาคตได้ การดําเนินการในปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทํากฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม และคาดว่าจะเสนอต่อสภากลาโหมเพื่อพิจารณาภายในปีงบประมาณนี้ (ก.ย. 2559)

    นอกจากนี้ยังมีการบรรจุกําลังพลสํารองที่ผ่านการฝึกมาบรรจุทดแทนในอัตราทหารเป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาของสัญญาที่กําหนด เพื่อให้หน่วยทหารมีอัตรากําลังพลเพียงพอในการปฏิบัติภารกิจ และมีการหมุนเวียนกําลังพลอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลให้กองทัพประหยัดงบประมาณด้านกําลังพล แต่ยังคงขีดความสามารถไว้เช่นเดิม อีกทั้งสามารถช่วยแก้ปัญหาความคับคั่งของกำลังพลในระยะยาวได้ ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้วางหลักเกณฑ์ คือ พ.ร.บ.กําลังพลสํารอง พ.ศ. 2558 มาตรา 30 กระทรวงกลาโหมอาจ รับสมัครกําลังพลสํารองเพื่อทําหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวได้ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร และกฎกระทรวง กําหนด ระยะเวลาการทําหน้าที่ เงินเดือน และค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบและวินัยของบุคคลเข้าทําหน้าที่ทหารเป็นการ ชั่วคราว พ.ศ. 2553 ไว้เรียบร้อยแล้ว

    เณรคำไม่ได้ประกัน นอนคุกสหรัฐฯ

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์​ (http://www.thairath.co.th/content/675872)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์​ (http://www.thairath.co.th/content/675872)

    29 ก.ค. 2559 เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานโดยอ้างรายงานจากสหรัฐอเมริกาว่า เมื่อวันพุธที่ 27 ก.ค. 2559 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับประเทศไทย วันที่ 28 ก.ค. เวลา 23.00 น. ศาลชั้นต้น คดีอาญารัฐบาลกลาง แขวงมณฑลริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เปิดพิจารณาคำร้องขอประกันตัวเป็นกรณีพิเศษของนายวิรพล สุขผล อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือ “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เณรคำ” ห้องพิจารณาคดี 333 หลังจากได้หลบหนีคดีในข้อกล่าวหาฉ้อโกง ร่วมเพศกับผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี จากประเทศไทย และดำเนินเรื่องขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา ต่อมาทางดีเอสไอได้ประสานกับตำรวจสหรัฐอเมริกาจับกุมตัวไว้ได้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิรพล สุขผล หรือเณรคำ อยู่ในชุดนักโทษสีส้ม พร้อมกุญแจมือ ได้ถูกนำตัวมาจากบริเวณด้านหลังของห้องพิจารณาคดี จากนั้น นายเจฟฟ์ แอร์รอน ทนายความของ “เณรคำ” แนะนำตัว และผู้พิพากษา นางเชอรี พิม (Sheri Pym) ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดี โดยผู้พิพากษากล่าวว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นเรื่องของการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศ

    นายเจฟฟ์ แอร์รอน ทนายความ กล่าวว่า การส่งตัวจำเลยกลับประเทศไทยไปนั้น อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของจำเลยได้ เพราะว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก และมีข้อพิพาทความขัดแย้งกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งกำลังเป็นเป้าต่อต้านกับ คสช. นอกจากนั้นทางฝ่ายจำเลยมีหลักฐานขอลี้ภัย และขณะที่นายวิรพลอยู่ในสหรัฐฯ นั้น ได้ทำคุณงามความดีต่อสังคมมากมาย

    ผู้พิพากษากล่าวว่า คดีนี้ทางกระทรวงต่างประเทศของไทยเป็นผู้ร้องขอมา แต่ทนายความของเณรคำแย้งว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นการขอส่งตัว และขอร้องศาลให้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยได้รับการประกันตัวเพื่อมนุษยธรรม และทางเณรคำฝ่ายผู้ลี้ภัยมีหลักทรัพย์มากกว่าหนึ่งล้านเหรียญ เป็นจำนวนมากพอที่จะขอประกันตัวได้ภายใต้กรณีพิเศษ ในเรื่องสุขภาพของผู้ลี้ภัย ถ้าถูกส่งตัวกลับไปอาจไม่มีสถานที่รักษา

    ทางด้านอัยการสหรัฐอเมริกา ได้อ้างสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยและกล่าวว่า เอกสารทั้งหลายที่ทางฝ่ายผู้ลี้ภัยจัดหาให้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ยังไม่ครบถ้วน ส่วนข้อสำคัญของการขอประกันตัว “กรณีพิเศษ” นี้ มีน้ำหนักพอที่จะให้ผู้ลี้ภัยได้รับการประกันหรือไม่ และผู้ลี้ภัยได้มาพำนักอยู่ในสหรัฐฯ เป็นเวลานานแล้วด้วย แต่อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของการกักขังคดีอาญาในที่นี้จะนำมาใช้กับคดีนี้ไม่ได้

    ผู้พิพากษากล่าวสรุปพิจารณาแล้วยังไม่ให้ประกันตัว โดยแจ้งให้ทนายความของเณรคำ ผู้ลี้ภัย ไปติดต่อกับผู้พิพากษาอีกคนหนึ่ง เพื่อพิจารณาในเรื่องขอประกันตัวอีกครั้งต่อไป

    สำหรับการขึ้นศาลครั้งนี้ เป็นการขอให้ศาลพิจารณาคดีขอประกันตัวเป็นกรณีพิเศษ ไม่ได้เกี่ยวกับคดีที่ศาลจะพิจารณาส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศไทยแต่อย่างใด

    “หมอเปรม” เคือง สั่งแก้ผ้า-กักขังนักข่าว

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (http://goo.gl/uUBbI0)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (http://goo.gl/uUBbI0)

    26 ก.ค. 2559 เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า ที่เทศบาลเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น และ อดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย สั่งเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองบ้านไผ่ 4 คน แก้ผ้าผู้สื่อข่าวชาย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วัย 64 ปี จนเหลือแต่กางเกงชั้นในชาย จากนั้นมีเจ้าหน้าที่เทศบาลถ่ายภาพนักข่าวที่ถูกถอดกางเกง ทั้งกล้องวิดิโอ, โทรศัพท์มือถือ ประมาณ 5 นาที ก่อนให้ใส่กางเกงกลับ หลังไม่พอใจการเสนอข่าวหน้าหนึ่ง

    นอกจากนี้ นพ.เปรมศักดิ์ ยังได้กักตัวผู้สื่อข่าวภายในห้องทำงาน ตั้งแต่เวลา 10.30 – 12.00 น. ประกอบด้วย ไทยทีวีสีช่อง 3, หนังสือพิมพ์มติชน, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, เนชั่นทีวี และ KKC เคเบิลทีวี โดยสั่งเจ้าหน้าที่ล็อกประตูห้อง เก็บกล้อง โทรศัพท์มือถือของนักข่าวทุกคน โดยภายในห้องมี นพ.เปรมศักดิ์ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เทศบาล รวม 7 คน ตำหนิสื่อมวลชนที่นำภาพจากโซเชียลมีเดียไปลงข่าว ว่า เป็นการประจานเรื่องส่วนตัว และปฏิเสธว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เรียกไปพบเพื่อตำหนิ

    ขณะที่ภาพจากโซเชียลมีเดีย ที่ นพ.เปรมศักดิ์ นั่งอยู่ข้างๆ หญิงวัยรุ่น พร้อมกับปึกธนบัตรที่ระบุว่าเป็นเงิน 4 แสนบาท เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย และนำไปตีพิมพ์เป็นข่าวหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นั้น นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวแต่เพียงสั้นๆ ว่า เป็นการช่วยเหลือครอบครัวเด็กสาว เพราะเดือดร้อน

    อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ในโซเชียลมีเดียได้แชร์ภาพ นพ.เปรมศักดิ์ สวมเสื้อสีชมพู นั่งให้ผู้สูงอายุผูกข้อมือ โดยมีหญิงวัยรุ่นนั่งประกบคู่ผูกข้อมือเช่นเดียวกัน โดยมีเงินสดจำนวนหนึ่ง พระพุทธรูป และสมุดทะเบียนรถอยู่ในภาพ พร้อมกับข้อความอ้างว่า นพ.เปรมศักดิ์ สู่ขอหญิงสาววัยรุ่นที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในเทศบาลตำบลบ้านไผ่ แบบเงียบๆ โดยมีสินสอด 4 แสนบาท พร้อมรถเก๋งโตโยต้า วีออส แต่เมื่อผู้สื่อข่าวสำนักต่างๆ พยายามสอบถาม แต่ไม่สามารถติดต่อได้ รวมทั้งตรวจสอบไปยังสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ ก็ไม่พบว่ามีการลงบันทึกประจำวัน