ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 4-10 มิ.ย. 2559: “รสนาติง-ไทยพีบีเอสตาม หั่นเทป ‘เถียงให้รู้เรื่อง'” และ “ตะลึง ครูหนุ่มโรงเรียนดัง ร่วมเพศวัยรุ่นชาย ‘ถ่ายภาพ-อัดคลิป’ ขึ้นทวิตเตอร์”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 4-10 มิ.ย. 2559

  • รสนาติง-ไทยพีบีเอสตาม หั่นเทป “เถียงให้รู้เรื่อง”
  • บุกจับอาบอบนวดดัง ค้ากามต่างด้าว-ต่ำกว่า 18 ปี-เจอบัญชีส่วย
  • คลังเตรียมพร้อม Natonal e-Payment ใครจ่ายสดเจอ VAT 10%
  • แจ้งจับ 3 นักสิทธิฯ เหตุ “รักษาเกียรติกองทัพ”
  • ตะลึง ครูหนุ่มโรงเรียนดัง ร่วมเพศวัยรุ่นชาย “ถ่ายภาพ-อัดคลิป” ขึ้นทวิตเตอร์
  • รสนาติง-ไทยพีบีเอสตาม หั่นเทป “เถียงให้รู้เรื่อง”

    ที่มาภาพ​: เว็บไซต์ประชาไท (http://prachatai.com/journal/2016/06/66220)
    ที่มาภาพ​: เว็บไซต์ประชาไท (http://prachatai.com/journal/2016/06/66220)

    ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ตอน “สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ออกอากาศเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559 โดยมีผู้ร่วมรายการคือ นางสาวรสนา โตสิตระกูล เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน และนายมนูญ ศิริวรรณ เครือข่ายปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) ดำเนินรายการโดยคุณอภิรักษ์ หาญพิชิตวาณิช ซึ่งปรากฏว่า มีการตัดส่วนที่เป็นการแสดงความเห็นของ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านแรงงาน และ ผศ.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกไป

    วันที่ 8 มิ.ย. 2559 ไทยพีบีเอสได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีใจความว่า เมื่อบันทึกรายการเสร็จ นางสาวรสนาได้ทักท้วงผู้ดำเนินรายการว่ารูปแบบรายการไม่สมดุล คือผู้ให้ความเห็น (commentator) ทั้งสองคนมีความคิดในกลุ่มความเห็นเดียวกัน จึงเกิดความไม่เป็นธรรมที่มีผู้อภิปรายไปในกลุ่มความเห็นเดียวกันถึงสามคน ในขณะที่มีเพียงตนคนเดียวในการให้ความเห็นอีกด้านหนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักการที่สำคัญของ ส.ส.ท. (องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย) ที่จะต้องดำรงความเป็นกลางในการนำเสนอความเห็นทั้งสองฝั่งอย่างสมดุล

    ต่อมา เมื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาเทปบันทึกรายการแล้วก็เห็นว่าอาจไม่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและไม่มีความเป็นกลาง จึงเสนอทางเลือก 2 ทาง คือ บันทึกรายการตอนนี้อีกครั้ง โดยคงผู้นำเสนอข้อมูลและความเห็นหลัก คือนายมนูญ ศิริวรรณ และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส่วนผู้ให้ความเห็นให้มี ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ และนายธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล เพื่อให้มีองค์ประกอบของผู้ให้ความเห็นที่แตกต่าง หลากหลาย และเกิดความสมดุล แต่ทางเลือกนี้นายมนูญไม่เห็นด้วย

    ผู้บริหาร ส.ส.ท. และผู้รับผิดชอบรายการ จึงตัดสินใจเลือกแนวทางที่ 2 คือ ตัดเทปรายการใหม่ โดยตัดความเห็นของนักวิชาการออก และคงไว้เฉพาะการถกเถียงระหว่างนายมนูญและนางสาวรสนาไว้ทุกคำถามโดยไม่มีการตัดทอน และการตัดสินใจดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานการสร้างสมดุลของข้อมูล โดยที่มิได้มีการแทรกแซงจากภายนอกแต่อย่างใด

    อนึ่ง ก่อนหน้าจะมีคำชี้แจงดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559 นายมนูญ ศิริวรรณ ได้โพสต์ความเห็นลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งคำถามว่าไทยพีบีเอสนั้นมีสิทธิ์อะไรไปเซ็นเซอร์ความเห็นของนักวิชาการที่มาร่วมรายการแทนที่จะให้คนดูตัดสิน พร้อมทั้งบอกว่าก่อนหน้านี้ก็มีกรณีที่ผู้ร่วมรายการโดนนักวิชาการรุมค้าน แต่ก็ไม่เห็นว่าทางไทยพีบีเอสจะแสดงความกังวลเรื่องความไม่เป็นกลางแต่อย่างใด

    ในวันที่ 8 มิ.ย. 2559 นางสาวรสนาก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องดังกล่าว โดยมีใจความว่า ตนไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าว่าต้องไปเถียงในฐานะตัวแทนของ คปพ. และไม่ได้รับแจ้งว่าใครจะเป็นผู้ให้ความเห็น แต่ ดร.พรายพลซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นนั้นอยู่ในกลุ่ม ERS เช่นเดียวกับนายมนูญ รวมทั้ง ผศ.ฐิติศักดิ์ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นอีกคนก็มีความคิดไปในทางเดียวกับ ERS การเถียงกันจึงไม่เป็นธรรมกับฝ่าย คปพ. พร้อมทั้งย้อนถามนายมนูญว่า หากเป็นตัวเองโดน 3 รุม 1 เช่นนี้จะยอมหรือไม่

    ในวันเดียวกัน หลังจากมีแถลงการณ์ของทางไทยพีบีเอส นายมนูญได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้งโดยมีใจความว่า เข้าใจในความจำเป็นของไทยพีบีเอส แต่คำถามคือกรณีแบบนี้สื่อจะตั้งตัวเป็นผู้ตัดสินหรือให้ผู้ชมเป็นผู้ตัดสิน การดีเบตเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลมาหักล้างกัน ไม่ใช่ใช้เสียงข้างมากมาตัดสิน ถ้านางสาวรสนามีเหตุผลที่ดีกว่า ถึงแม้อีกฝ่ายจะมีถึงสามคนก็ไม่มีความหมาย พร้อมทั้งบอกว่าสื่อไม่ควรทำตัวเป็นผู้พิพากษา

    บุกจับอาบอบนวดดัง ค้ากามต่างด้าว-ต่ำกว่า 18 ปี-เจอบัญชีส่วย

    วันที่ 8 มิ.ย. 2559 เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกทลาย “นาตารี อาบอบนวด” ย่านรัชดาภิเษก จับเอเย่นต์นำหญิงต่างด้าวอายุต่ำกว่า 18 ปี ลักลอบค้าประเวณี โดยสามารถควบคุมหญิงค้าประเวณี 119 คน ทั้งนี้ มีเยาวชนเมียนมา 6 คน และเด็กไทย 1 คน ซึ่งต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าถูกหลอกลวงมาหรือไม่ นอกจากนี้ ยังพบบัญชีส่วยที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน

    อนึ่ง การเข้าจับกุมครั้งนี้เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากองค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศว่ามีการนำพาหญิงต่างด้าวเป็นเด็กเข้ามาแอบแฝงค้าประเวณี

    จากการจับกุมดังกล่าว สำนักข่าวอิศรารายงานต่อมาในวันที่ 9 มิ.ย. 2559 ว่า พล.ต.ต. วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) มีคำสั่งเลขที่ 222/2559 ลงวันที่ 8 มิถุนายน ให้ตำรวจ 4 นาย ได้แก่ 1. พ.ต.อ.กิตติพงศ์ วิเศษสงวน ผกก.สน.ห้วยขวาง 2. พ.ต.ท. ศาสตร์ศักดิ์ ชัยประเสริฐ รองผกก.ป สน.ห้วยขวาง 3. พ.ต.ท. จีระพล ประพันธ์จันทร์ สว.สส. สน.ห้วยขวาง 4. พ.ต.ท. ศุภภัทร สวัสดี สวป. สน.ห้วยขวาง ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.บก.น.1 และมีคำสั่งให้ พ.ต.อ. ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.1 รักษาราชการแทน ผกก. สน.ห้วยขวาง พ.ต.ท. นิติธร แก้วใจทิ สวป.สน.ห้วยขวาง รักษาราชการแทน รอง ผกก.ป.สน.ห้วยขวาง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ กล่าวว่า ทางด้านการปกครองต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการทำผิดในลักษณะนี้เกิดขึ้น สน.ท้องที่ ได้มีการกวดขันดูแลเป็นไปตามนโยบายหรือไม่

    ในส่วนของเรื่องบัญชีส่วยที่พบนั้น พล.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า รายชื่อตัวย่อตำรวจหรือหน่วยงานที่ปรากฏในสมุดรับส่วยนั้น ซึ่งทาง ผบช.น. สามารถตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ตามอำนาจหน้าที่ ส่วนกรณีที่พบสมุดบัญชีส่วยที่จ่ายให้กับบุคคลหรือเจ้าหน้าที่นั้น การตรวจสอบไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะมีเทคนิคในการตรวจสอบอยู่แล้ว โดยปล่อยให้ทาง บช.น. ดำเนินการไปก่อน ยังไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นมาดูแล

    คลังเตรียมพร้อม “Natonal e-Payment” ใครจ่ายสดเจอ VAT 10%

    3

    4

    วันที่ 9 มิ.ย. 2559 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีแนวคิดปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเรื่องแรกที่ทำในเวลานี้คือ การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment) ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมประเทศไทย ในการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด โดยหากระบบสมบูรณ์จะลดต้นทุนได้ถึง 75,000 ล้านบาทต่อปี และลดการใช้เอกสาร รวมทั้งจะทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้เพิ่มปีละ 100,000 ล้านบาท

    “ต่อไปบัตรประชาชนใบเดียวนำไปใช้ได้ทุกที่ หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือก็โอนเงินได้ ดังนั้น เมื่อระบบพร้อมแล้ว การจูงใจให้คนไทยใช้อีเพย์เมนต์ คือ ถ้าใครชำระเป็นเงินสด จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% แต่ถ้าจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะเสียแวตแค่ 7%” นายสมชัยกล่าว

    นายสมชัยกล่าวอีกว่า ระบบ e-Payment จะทำให้คนจนได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางด้านการเงิน รวมถึงการรับสวัสดิการภาครัฐจะถึงมือประชาชนผู้มีสิทธิ์โดยตรง เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา ที่ปัจจุบันจ่ายผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบางแห่งก็ไม่โปร่งใส หรือพบการจ่ายให้กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นต้น ดังนั้นถ้าทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จ เงินสวัสดิการจะจ่ายได้ถูกคน ตรงเวลา และการทำระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่

    พร้อมกับย้ำว่า ต่อไปนี้กระทรวงการคลังจะทำแต่เรื่องใหญ่ ๆ และจะเป็นมาตรการระยะปานกลางและระยะยาวเป็นหลัก โดยจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นอีก ยกเว้นเกิดเหตุเกินคาดหมาย เช่น วิกฤตโลกรุนแรง ภัยแล้งไม่จบ เกิดโรคระบาด หรือเกิดแผ่นดินไหวที่ทำลายเศรษฐกิจไทย

    แจ้งจับ 3 นักสิทธิฯ เหตุ “รักษาเกียรติกองทัพ”

    เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรารายงานว่า พ.อ. พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แถลงในวันที่ 10 มิ.ย. 2559 ว่า พล.อ. ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะ รอง ผอ.รมน. ได้สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 คน ที่กล่าวหาว่าทหารทารุณกรรมผู้ต้องสงสัยและผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ถูกจับกุมได้

    การแจ้งความดำเนินคดีครั้งนี้เพื่อเป็นการธำรงเกียรติของกองทัพ เนื่องจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ยึดหลักกฎหมาย และนโยบายการแก้ปัญหาที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนตามที่ ผบ.ทบ. เน้นย้ำเสมอให้เป็นไปตามหลักสากล

    นอกจากนั้นระหว่างการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ตลอดมา กองทัพเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้าตรวจสอบได้ตลอดเวลา ฉะนั้น เมื่อมีการกล่าวหาโดยไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน จึงต้องมีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการต่อไป

    ด้าน น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม 1 ใน 3 เอ็นจีโอที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี เปิดเผยว่า นอกจากตนเองแล้ว ยังมี นายสมชาย หอมลออ นักสิทธิมนุษยชนชื่อดัง และ น.ส.อัญชนา หีมมินะ จากกลุ่มด้วยใจ ในฐานะผู้ที่ทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่ด้วย พร้อมทั้งบอกด้วยว่า ไม่เห็นด้วยที่มีการแจ้งความเอาผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ร่วมกับความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาของศาลบางคดีมาแล้ว

    ตะลึง ครูหนุ่มโรงเรียนดัง ร่วมเพศวัยรุ่นชาย “ถ่ายภาพ-อัดคลิป” ขึ้นทวิตเตอร์

    จากกรณีที่มีการเปิดเผยกันในอินเทอร์เน็ต ถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ที่มักทวีตรูปภาพและคลิปวิดีโอขณะตัวเองกำลังมีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชายกับเด็กหนุ่มวัยรุ่นมากหน้าหลายตา โดยมักมีถ้อยคำประกอบไปในทำนองที่ทำให้เชื่อว่าตนเป็นครูในโรงเรียน และกำลังมีเพศสัมพันธ์กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน ซึ่งจากการเปิดเผยนั้น ทำให้ทราบว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์คนดังกล่าวเป็นครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

    การเปิดเผยดังกล่าวนำมาซึ่งการระบุตัวและชื่อจริงของผู้ใช้ทวิตเตอร์คนดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าเป็นครูในโรงเรียนสวนกุหลาบฯ จริง ทำให้มีการย้ายครูคนดังกล่าวไปช่วยงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กรุงเทพฯ พร้อมกับตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย 5 คน คือ รองผู้อำนวยการที่เกี่ยวข้อง เป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วย หัวหน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ นิติกรโรงเรียน ผู้แทนผู้ปกครองและเลขานุการงานบุคคล โดยให้เวลาภายใน 15 วันรู้ผล

    ทั้งนี้ นายอำนวย จันทร์หอม รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารกิจการนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เปิดเผยว่า ตนได้พูดคุยกับครูคนดังกล่าวแล้ว โดยเจ้าตัวยอมรับว่าจริงบางส่วน คือมีการซื้อบริการทางเพศเด็กทางอินเทอร์เน็ต แต่ไม่มีเด็กสวนกุลาบฯ เป็นเด็กโรงเรียนอื่น และบอกว่าไปมีความสัมพันธ์ที่ที่พักส่วนตัว ไม่ใช่ที่โรงเรียน ส่วนข้อความที่โพสต์ในทำนองที่ชวนให้เข้าใจว่าเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ นั้นเป็นการล้อเล่น

    ส่วนจะมีโทษอย่างไรนั้น นายอำนวยกล่าวว่าต้องรอผลการสอบสวนจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ นายอำนวยยังแจ้งนักเรียนด้วยว่าถ้าใครได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ก็ขอให้มาแจ้งกับตัวเองโดยตรง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีเด็กคนไหนมารายงานว่าเป็นผู้เสียหาย