ดีเอสไอออกหมายเรียก “พระธัมมชโย” รับทราบข้อกล่าวหา “สมคบฟอกเงิน-ร่วมรับของโจร” เลื่อนได้ 1 ครั้ง ไม่มาเตรียมออกหมายจับ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงข่าวการออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มารับทราบข้อล่าวหา “กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร” ที่สำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในวันที่ 8 เมษายน 2559 เวลา 09.00 น. อีกครั้ง หลังจากพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ออกแถลงข่าวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันความบริสุทธิ์ของพระธัมมชโย

รายงานข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบสวนดำเนินคดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ในความผิดเรื่องยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายกว่า 16,000 ล้านบาทไปแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการได้มีคำแนะนำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ได้รับเงินที่ถูกยักยอกไปจากสหกรณ์ด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ดีเอสไอได้แถลงข่าวให้สาธารณชนรับทราบไปก่อนหน้านี้แล้ว

พระธัมมชโยเซ็นเอกสารบางอย่าง ระหว่างให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2558
พระธัมมชโยเซ็นเอกสารบางอย่าง ระหว่างให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2558

ต่อมา มีผู้เสียหายที่เป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำนวนหนึ่ง ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีกับผู้ที่รับเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยไม่มีมูลหนี้ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีมาระยะหนึ่ง จนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมประชุมกับพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาพยานหลักฐาน โดยที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าทางคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอจะแจ้งข้อหานายศุภชัย ศรีศุภอักษร, พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร

จึงได้มีมติร่วมกันให้ออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี และนางสาวศศิธร ในฐานะผู้ต้องหา โดยกำหนดวันให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาและให้ถ้อยคำที่สำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในวันที่ 8 เมษายน 2559 เวลา 09.00 น.

ด้าน พ.ต.อ. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เบื้องต้นดีเอสไอยังไม่ได้รับแจ้งจากพระธัมมชโยจะขอเลื่อนนัดวันรับทราบข้อกล่าวหา ตามกฎหมายผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะขอเลื่อนนัดได้ 1 ครั้ง ส่วนข้อกังวลที่ว่าอาจมีการอ้างอาการเจ็บป่วยไม่สามารถเดินทางมารับทราบข้อหากับพนักงานสอบสวนได้ตามกำหนดเวลานั้น ผู้ถูกกล่าวหาต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นส่งให้ดีเอสไอประกอบการพิจารณาตามขั้นตอน

ส่วนกรณีที่พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวงํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ออกแถลงข่าวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมกับยืนยันความบริสุทธิ์ของพระธัมมชโยว่า “พระธัมมชโยรับบริจาคเงินมาเหมือนพระสงฆ์ทั่วไป ไม่ทราบถึงที่มาของเงินบริจาค จึงนำเงินดังกล่าวไปสร้างศาสนสถานแล้ว” แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ เนื่องจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นตีเช็คหลายฉบับ สั่งจ่ายพระธัมมชโยในสมัยที่ดำรงสมณศักดิ์พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อ้างว่าไม่ทราบแหล่งที่มาของเงินบริจาคไม่ได้ กรณีนี้เป็นการรับบริจาคเงินหลายครั้ง รวมเป็นเงินจำนวนมาก แตกต่างจากการรับบริจาคเงินของสงฆ์ทั่วไป อย่างเช่น การถวายสังฆทานให้พระสงฆ์มีคนทำบุญเป็นหมื่นคน คนละ 100-500 บาท กรณีนี้อาจจะอ้างได้ว่าไม่สามารถตรวจเช็คที่มาของเงินบริจาคเป็นเงินผิดกฎหมายหรือไม่ หลังจากที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว ต่อมากลุ่มลูกศิษย์ได้ร่วมกันลงขันระดมเงิน “กองทุนเยียวยาช่วยเหลือ” คืนให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไปแล้วกว่า 600 ล้านบาท ไม่อาจนำมาหักล้างการกระทำความผิดซึ่งเกิดขึ้นแล้วตามข้อกล่าวหาของดีเอสไอได้ ดังนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการ จึงมีความเห็นร่วมกันว่าพระธัมมชโยมีความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร”

เช็ค 878 ฉบับ ของสหการณ์เ

แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวต่อว่า หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา หากมีเหตุผลจำเป็นไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามวันและเวลาที่กำหนด พระธัมมชโยมีสิทธิที่จะขอเลื่อนได้อีก 1 ครั้ง หากกรมสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไปแล้วไม่มาพบพนักงานสอบสวนอีก ตามกฎหมายกรมสอบสวนอาจจะต้องทำเรื่องขออนุมัติศาลออกหมายจับ

อ่านเพิ่มเติมซีรีย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น