ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 28 ก.พ. – 5 มี.ค. 2559: “ก็นั่นละฮะท่านผู้ชม – คุก ‘สรยุทธ’ 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา” และ “จำคุก ‘มือปืนป๊อปคอร์น’ 37 ปี ไม่รอลงอาญา”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 28 ก.พ. – 5 มี.ค. 2559

  • ก็นั่นละฮะท่านผู้ชม – คุก “สรยุทธ” 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา
  • “ขอคุยค่ำๆ” ทหาร-ตำรวจ-ปกครอง เยือนบ้านคนต้านเหมืองทองพิจิตร
  • สร้างใหญ่ เซ็นเงียบ จ้างออกแบบทางเดินเจ้าพระยา
  • โดนกันทั่ว ฟ้องยิ่งลักษณ์-กปปส. เลือกตั้ง 2 ก.พ. ล่ม
  • จำคุก “มือปืนป๊อปคอร์น” 37 ปี ไม่รอลงอาญา
  • ก็นั่นละฮะท่านผู้ชม – คุก “สรยุทธ” 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา

    นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/crime/382690
    นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/crime/382690

    29 ก.พ. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา คดีบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สรุปสำนวนชี้มูลความผิด นายสรยุทธ กรรมการผู้จัดการบริษัท และเจ้าหน้าที่ อสมท กับพวก ร่วมกันสนับสนุนยักยอกเงินโฆษณา ทำให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เสียหายกว่า 138 ล้านบาท โดยศาลได้สั่งจำคุกนายสรยุทธกับเจ้าหน้าที่บริษัทไร่ส้ม 20 ปี ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน ส่วนอดีตเจ้าหน้าที่ อสมท คุก 30 ปี ลดเหลือ 20 ปี ไม่รออาญา ปรับไร่ส้ม 80,000 บาท

    ทั้งนี้ นายสรยุทธได้รับการประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์เป็นเงินสด 2 ล้านบาท และแม้ในช่วงเย็นของวันที่มีคำพิพากษานั้นนายสรยุทธจะไม่ได้ไปจัดรายการ “เจาะข่าวเด่น” ที่สถานีโทรทัศน์ช่องสามตามปรกติ แต่ในวันต่อมา นายสรยุทธก็ได้กลับไปทำหน้าที่เล่าข่าวในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ตามปรกติ พร้อมทั้งยังเป็นผู้อ่านข่าวคำพิพากษาที่ตัวเองได้รับด้วยตนเอง ขณะที่บอร์ดช่องสามประชุมได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันที่จะสนับสนุนให้นายสรยุทธทำงานร่วมกับช่องต่อไป หลังร่วมงานกันมานานกว่า 12 ปี เพราะมั่นใจว่ารู้จักนายสรยุทธดีมากกว่าคนอื่น กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนร่วมงานกัน อีกทั้งคดียังไม่สิ้นสุด อยู่ระหว่างการพิสูจน์ในชั้นศาล

    ทว่า การที่นายสรยุทธยังคงทำหน้าที่ต่อไป ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากหลายภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวกับสื่อ โดยสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ช่องสามทบทวนการทำหน้าที่ของนายสรุยุทธเพื่อเป็นแบบอย่างในการสร้างบรรทัดฐานด้านจริยธรรมให้กับวงการสื่อมวลชนไทย นอกจากนี้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปท.) ที่ได้รวบรวม รายชื่อสมาชิกสปท. บางส่วน เพื่อเสนอญัตติต่อ ร.อ. ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. โดยมีหัวข้ออภิปราย เรื่อง การปฏิรูปจริยธรรมของสื่อมวลชนและการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีที่ศาลชั้นต้น ได้มีคำตัดสินจำคุกนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

    ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีการเผยแพร่รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ซึ่งมีนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ไปออกรายการ หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีของนายสรยุทธ ซึ่งแม้ภายหลังจะมีการชี้แจงว่าเป็นเทปที่อัดไว้ก่อนศาลจะมีคำพิพากษา ต่อเรื่องดังกล่าว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นความเห็นว่า “เทปมีเยอะแยะทำไมไม่เอามาออก แต่เอาเทปที่บันทึกไว้ล่วงหน้า 2 สัปดาห์มาออกใหม่แล้วออกซ้ำอยู่นั่นแหละ แล้วสื่อก็เอามาตี เอารูปอธิบดีผมมาออก เขาพูดไปตั้ง 2-3 สัปดาห์ ผมดูแล้วสงสัยว่าเอามาออกเพื่ออะไร ไปถามช่อง 3 มาสิว่าทำไมให้คนต่อว่ารัฐบาลไม่สนใจ แล้วมาตีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการทุจริตแต่กลับให้นำเทปนี้มาออกอากาศ”

    อย่างไรก็ดี ในวันที่ 3 มี.ค. 2559 นายสรยุทธก็ได้โพสต์ข้อความลงในอินสาแกรมส่วนตัว โดยระบุว่าขอยุติหน้าที่พิธีกรเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับช่องสามและเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย พร้อมทั้งขอบคุณครอบครัวช่องสาม แฟนข่าว และทุกกำลังใจ โดยลงท้ายว่า “จนกว่าเราจะพบกันใหม่ครับ”

    “ขอคุยค่ำๆ” ทหาร-ตำรวจ-ปกครอง เยือนบ้านคนต้านเหมืองทองพิจิตร

    ที่มาภาพ: ผู้จัดการออนไลน์ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000021828
    ที่มาภาพ: ผู้จัดการออนไลน์ http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000021828

    ศูนย์ข่าวภาคเหนือ ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วันที่ 1 มี.ค. 2559 น.ส.ธัญญารัศมิ์ สินทรธรรมทัช (ชื่อเดิม น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง) แกนนำกลุ่มต่อต้านเหมืองทองพิจิตร เปิดเผยว่า คืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 19.00 น. ได้มีกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง รวม 20 นาย เดินทางมาหาตนถึงบ้านเลขที่ 209 ม.9 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร โดยแบ่งกำลังส่วนหนึ่งเข้ามาคุยเจรจาบริเวณใต้ถุนบ้าน อีกส่วนรอคุมเชิงอยู่หน้าบ้าน โดยการมานั้นเป็นไปในลักษณะจู่โจม ไม่มีหนังสือ หรือหมายใดๆ มาอ้างประกอบ ทำให้ทุกคน คือ พี่สาว พี่เขย และลูกสาววัย 10 ขวบที่อยู่ในบ้านแตกตื่น

    อนึ่ง ประเด็นที่มาพูดคุยคือ ต่อรองไม่ให้ตนนำหนังสือไปยื่นต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ห้ามตนและกลุ่มผู้เดือดร้อนไม่ให้ไปกรุงเทพฯ แต่พอ ตนอ้างว่าฝ่ายเหมืองทอง (อัครา) ก็ล่ารายชื่อ (อ้างพนักงานเดือดร้อนหากปิดเหมือง) จะไปยื่นหนังสือที่กรุงเทพฯ เหมือนกัน ฝ่ายปกครองกลับบอกว่าไม่ทราบ

    น.ส.ธัญญารัศมิ์เปิดเผยอีกว่า มันน่าเศร้าใจไหม ชาวบ้านเขาทราบกันหมดว่าเหมืองทองล่ารายชื่อ แต่เจ้าหน้าที่กลับมาห้ามฝ่ายชาวบ้านไม่ให้เคลื่อนไหวกันอย่างนี้ แล้วจะเรียกว่าช่วยชาวบ้านอย่างไร ต้องถามว่า “พวกคุณช่วยแต่นายทุนกันใช่หรือไม่” พอถามว่า ทำไมต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทหารบอกนายสั่งมา

    อนึ่ง สำหรับหนังสือที่กลุ่ม น.ส.ธัญญารัศมิ์ สินทรธรรมทัช และนางธัญนันท์ พงษา ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตรและเพชรบูรณ์ เตรียมนำเข้าร้องเรียนต่อ พล.อ. ประยุทธ์ ดังกล่าวนั้น มีเนื้อหาถึงนายกรัฐมนตรี และสำเนาถึง 1. รมว.อุตสาหกรรม 2. ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 3. อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 4. อธิบดีกรมโรงงาน 5. อุตสาหกรรมพิจิตร 6. อุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร โดยเนื้อหาใจความย่อๆ ระบุว่า ใบอนุญาตประกอบโลหกรรมของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จะหมดอายุ 13 พ.ค. 59 เพื่อขยายการผลิตแร่ทองคำและเงิน เป็นการก่อสร้างโครงการที่ผิดกฎหมาย ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกไปแล้วและกำลังอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด ตลอดเวลา 10 ปี ประชาชนได้รับสารพิษและโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง จึงมีข้อเรียกร้องสองประการ คือ

    1. ขอคัดค้านการต่ออายุใบอนุญาตโรงประกอบโลหกรรม 2. ขอให้ตรวจสอบการขยายโรงประกอบโลหกรรมก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตและความเห็นชอบรายงาน EHIA ว่า เป็นการกระทำโดยมิชอบและละเมิดกฎหมาย

    สร้างใหญ่ เซ็นเงียบ จ้างออกแบบทางเดินเจ้าพระยา

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/bangkok/383169
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/bangkok/383169

    2 มี.ค. 2559 เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า นายประสาร พิทักษ์วรรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา(สนย.) เปิดเผยว่า กทม.โดยสำนักการโยธา ได้ลงนามสัญญาจ้างศึกษาโครงการ ด้วยงบประมาณ 120 ล้านบาท กับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ไปเมื่อวันที่ 29 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากนี้จะเริ่มดำเนินการตามแผนที่ กทม. ได้รายงานไว้กับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ทันที โดยใช้เวลาในการศึกษาทั้งสิ้น 7 เดือน จะแล้วเสร็จและเริ่มต้นก่อสร้างในเดือน ต.ค. 59 โดยจะมีการสำรวจและออกแบบโครงการฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชน พร้อมทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ

    รายงานข่าวแจ้งว่า ทั้งนี้ สถาบันฯ ที่จะมาเป็นที่ปรึกษาโครงการฯ จะต้องเข้ามาดำเนินการศึกษา สำรวจและออกแบบโครงการฯ อีกทั้งดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณากำหนดรูปแบบ รายละเอียด รวมถึงงบประมาณของโครงการให้ชัดเจน ทั้งนี้ ส่วน มข. จะเข้ามาช่วยในส่วนของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอจากนั้นจึงจะกำหนดรูปแบบ รายละเอียด รวมถึงงบประมาณของโครงการให้ชัดเจน โดย จะต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะทำงานประสานงานด้านการออกแบบและภูมิสถาปัตย์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมก่อนที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งรูปแบบและขนาดของโครงการฯ รวมถึงงบประมาณที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามการออกแบบโครงการฯ ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาของบริษัทหรือสถาบันที่ ปรึกษาฯ อีกทั้งต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดสาย ของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

    โดนกันทั่ว ฟ้องยิ่งลักษณ์-กปปส. เลือกตั้ง 2 ก.พ. ล่ม

    น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/Y.Shinawatra
    น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/Y.Shinawatra

    3 มี.ค. 2559 บีบีซีไทยรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ดำเนินการฟ้องคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 เป็นโมฆะ โดยฟ้อง กปปส. ฐานขัดขวางการเลือกตั้ง และฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานละเมิดการปฏิบัติหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 2,400 ล้านบาท

    สำหรับบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ขัดขวางการเลือกตั้งนั้น กกต. ระบุว่ามีจำนวน 234 คน โดยมีหลักฐานภาพถ่ายสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ โดยเฉพาะกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. นายถาวร เสนเนียม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย พระพุทธอิสระ แกนนำ กปปส. เป็นต้น โดยมีการเรียกค่าเสียหาย 2,400 ล้านบาท

    ในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กกต. ชี้ว่ามีความผิดฐานละเมิด โดยการปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตาม พ.ร.บ.ความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เนื่องจากปล่อยให้มีการจัดการเลือกตั้งทั้งที่มีการทักท้วงแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์ขัดขวางการเลือกตั้งขึ้น เรียกค่าเสียหายเป็นจำนวน 2,400 ล้านบาทเช่นกัน

    จากนี้ กกต. จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนของข้อกฎหมายต่อไป โดยคดีดังกล่าวจะมีอายุความ 10 ปี และค่าเสียหายที่เรียกไปเท่ากันทั้งสองกรณีนั้น เป็นค่าเสียหายจากการเลือกตั้งทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลว่าจะให้กลุ่มบุคคลใดจ่ายค่าเสียหายเท่าใด

    ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน วอยซ์ทีวีรายงานว่า นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการเลือกตั้ง ให้ความเห็นทางข้อกฎหมายถึงความรับผิดชอบต่อการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่เป็นโมฆะไปโดยมองว่า บุคคลกลุ่มแรกที่ต้องรับผิดชอบ คือ ผู้ที่ขัดขวางการเลือกตั้งเพราะมีหลักฐานชัดเจนส่วน กกต. มีหน้าที่บริหารจัดการเลือกตั้งรวมทั้งอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้ง ดังนั้น กกต. ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

    จำคุก “มือปืนป๊อปคอร์น” 37 ปี ไม่รอลงอาญา

    มือปืนป๊อปคอร์น ที่มาภาพ:http://www.posttoday.com/media/content/2014/02/13/238BF53FE2F14A9A8A01F4586CBDBFB2.jpg
    มือปืนป๊อปคอร์น
    ที่มาภาพ:http://www.posttoday.com/media/content/2014/02/13/238BF53FE2F14A9A8A01F4586CBDBFB2.jpg

    3 มี.ค. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุกิจรายงานว่า ศาลอาญา รัชดาฯ นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือ ท็อป มือปืนป๊อปคอร์น อายุ 24 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

    สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2557 เวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีกลุ่ม นปช. และคนเสื้อแดงผู้สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง ที่มาชุมนุมอยู่หน้าศูนย์การค้าไอทีแสควร์ แยกหลักสี่ ซึ่งต่อมามีกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ลาดพร้าว เคลื่อนมาจาก ถ.วิภาวดีรังสิต มาถึงแยกหลักสี่

    แล้วปรากฏว่า ผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มได้ตะโกนด่า ท้าทายกัน จนเกิดมีเสียงคล้ายระเบิดขึ้นหลายครั้ง แล้วมีคนใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมทำให้ น.ส.สมบุญ สักทอง อายุ 52 ปี ผู้เสียหายกับพวก ถูกยิงได้รับบาดเจ็บหลายคน

    ต่อมา นายอะแกว แซ่ลิ้ว อายุ 72 ปี พ่อค้าขายน้ำอัดลมรถเข็น บริเวณหน้าโรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 2 ที่เป็น 1 ในผู้เสียหาย ซึ่งถูกกระสุนปืนยิงได้รับบาดเจ็บ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2557

    คดีดังกล่าว มีการสืบพยานเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2558 และศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้

    ล่าสุด ศาลอ่านคำพิพากษา จำคุกนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ มือปืนป๊อปคอร์น 37 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น พ.ร.บ.อาวุธปืน ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

    ต่อคำพิพากษาดังกล่าว เว็บไซต์สำนักข่าวประชาไทรายงานว่า ด้านพ่อของจำเลย ที่เดินทางมาจากพิษณุโลกพร้อมกับภรรยาจำเลยรวมถึงเพื่อนจำเลยอีก 5-6 คน กล่าวว่า เขามีอาชีพรับจ้างทำไร่ทำนาอยู่จังหวัดพิษณุโลกและมีฐานะยากจน ที่ผ่านมาเกือบ 2 ปีแทบไม่ได้เดินทางไปเยี่ยมวิวัฒน์ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงในการมากรุงเทพฯ จะมาก็เพียงแต่ครั้งที่ศาลมีนัดพิจารณาคดีเท่านั้น ยอมรับว่าลูกชายไปอยู่ตรงนั้นจริง แต่มีคนจำนวนมากที่มีอาวุธ ไม่รู้ว่าผู้เสียชีวิตนั้นโดนกระสุนจากปืนกระบอกไหน ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงลงโทษกับลูกชายทั้งหมด

    “เราอยู่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้ยิงเขาตาย” พ่อจำเลยกล่าวหลังฟังคำพิพากษา

    ขณะที่ทางบุตรสาวของนายอะแกวนั้น แม้คำพิพากษาจะทำให้ครอบครัวที่สูญเสียพ่อรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมบ้าง แต่ประเด็นที่ยังค้างคาใจคือ หลังเกิดเหตุมีการเผยแพร่ภาพบุคคลในกลุ่มเดียวกับนายวิวัฒน์หลายคนที่เห็นหน้าค่อนข้างชัด แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถจับกุมใครได้เลย ยกเว้นนายวิวัฒน์เพียงรายเดียว