อสส. ชงคดี “จำนำข้าว” ฟ้องศาลฎีกาฯ นัดแรก 19 มี.ค. 58 ไม่มา “ออกหมายจับ” รอคลัง-พาณิชย์สรุปสำนวน ส่งศาลปกครองไล่เบี้ย ทนายยิ่งลักษณ์ยื่นคัดค้าน

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 คณะทำงานอัยการสูงสุด นำโดย นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานสอบสวน นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ได้เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 13

และข้อหา เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) พ.ศ. 2542 มาตรา 4, มาตรา 123/1 พ.ร.บ.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2544 มาตรา 65

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดฟังคำสั่ง 19 มี.ค. 58 – แจงขั้นตอนทำงาน

คณะทำงาน อสส. นำโดย นายชุติชัย อธิบดีอัยการ สำนังงานคดีพิเศษ และนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เดินทางเข้ายื่นสำนวนฟ้องคดีจำนำข้าว
คณะทำงาน อสส. นำโดย นายชุติชัย อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ และนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เดินทางเข้ายื่นสำนวนฟ้องคดีจำนำข้าว

ภายหลังคณะทำงานจาก อสส. ทำการยื่นฟ้องเสร็จสิ้น นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา แถลงต่อสื่อว่า ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกากับองค์คณะอีก 3 ท่าน ได้พิจารณาคำฟ้องในเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว และมีนัดฟังคำสั่งเรื่องนี้ภายในวันที่ 19 มีนาคม 2558

นอกจากนี้ นายธีรทัย ได้แถลงขั้นตอนการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอาญา ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ต่อสื่อ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 และข้อกําหนดเกี่ยวกับการดําเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2543

ภายในระยะเวลา 14 วัน ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ เพื่อทำการเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา จำนวน 9 ท่าน จากผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาจำนวน 170 ท่าน เป็นองค์คณะผู้พิพากษา โดยวิธีลงคะแนนลับ

หลังจากนั้น ประธานศาลฎีกาจะทำการประกาศรายชื่อขององค์คณะผู้พิพากษาไว้ที่ศาลฎีกาภายใน 5 วัน นับตั้งแต่วันประชุมใหญ่ ซึ่งในส่วนนี้ได้เปิดช่องให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายสามารถยื่นคัดค้านผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกได้ ก่อนการเริ่มไต่สวนพยานหลักฐาน

ต่อจากนั้น ให้องค์คณะผู้พิพากษาเลือกผู้พิพากษาจาก 1 ใน 9 เป็น “ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน” โดยวิธีลงคะแนนลับเช่นกัน จากนั้น องค์คณะผู้พิพากษาจะร่วมกันพิจารณาคำฟ้องว่าชอบด้วยกฎหมายและครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ก่อน “ประทับฟ้อง” ไว้พิจารณา โดยจะต้องทำการพิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อน หรืออย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 19 มีนาคม 2558

ทั้งนี้ นายธีรทัยได้กล่าวย้ำถึงการนำตัวจำเลยมาศาลในวันยื่นฟ้อง ว่าตามข้อกฎหมายไม่ได้บังคับว่าในวันยื่นฟ้องคดีโจทย์จะต้องนำตัวจำเลยมาศาล ดังนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์จะมาศาลหรือไม่ก็ได้

“ถ้าจำเลยมาศาลในวันยื่นฟ้องก็จะเสนอให้ผู้พิพากษาในแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาพิจารณาการขังหรือปล่อยชั่วคราวต่อไป (ประกันตัว) ถ้าไม่มาศาลดังเช่นกรณีวันนี้ ขั้นตอนต่อไปจะต้องรอจนกว่าจะมีการตั้งองค์คณะผู้พิพากษา และพิจารณาประทับรับฟ้อง ซึ่งจะมีการออกสำเนาคำฟ้อง และส่งหมายเรียกให้แก่จำเลย เพื่อให้มาศาลในวันนัดพิจารณาครั้งแรกต่อไป พอถึงวันนัดต้องดูอีกครั้งว่าจำเลยจำมาศาลหรือไม่ โดยองค์คณะผู้พิพากษาจะใช้ดุลพินิจว่าจะสามารถให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้หรือไม่” นายธีรชัยกล่าว

หากองค์คณะมีมติประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลจะกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรกและส่งสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยให้มาศาลในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก เพื่อให้การ “ต่อสู้คดี” ส่วนนี้เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ เนื่องจาก หากนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มาตามนัด ศาลมีอำนาจในการออกหมายจับและสั่ง “จำหน่ายคดี” ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาอยู่ในอำนาจศาล

ดั้งนั้น แม้สถานะปัจจุบันของนางสาวยิ่งลักษณ์จะถูกระบุว่าเป็น “จำเลย” ในคดีจำนำข้าว แต่หากยังไม่มาแสดงตัวต่อศาล เท่ากับว่าตัวจำเลยยัง “ไม่อยู่ในอำนาจศาล” ซึ่งหากนางสาวยิ่งลักษณ์มาแสดงตัวต่อศาลในวันพิจารณาคดีนัดแรก แล้วไม่มาให้การในชั้นศาลในครั้งต่อไป คดีจะยังคงดำเนินต่อไป และศาลสามารถทำการ “พิจารณาคดีลับหลัง” ซึ่งกรณีดังกล่าวนางสาวยิ่งลักษณ์จะเสียสิทธิในการต่อสู้คดี ส่งผลต่อการแพ้-ชนะคดีในท้ายที่สุด

 นายธีรทัย เจริญวงศ์เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้นางสาวยิ่งลักษณ์มีสิทธิขอตรวจและขอคัดสําเนาเอกสารในสํานวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ เพื่อใช้ยันกับ ป.ป.ช. ในชั้นไต่สวนพยานหลักฐาน แล้วกำหนดวันตรวจพยานหลักฐานต่อไป

ในชั้นไต่สวน โจทก์และจําเลยจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล ก่อนวันพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 7 วัน ซึ่งในวันตรวจพยานหลักฐาน โจทก์และจำเลยต้องส่งพยานเอกสารและพยานวัตถุต่อศาล เพื่อให้อีกฝ่ายตรวจสอบ

ทั้งนี้ ศาลจะต้องดําเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานต่อเนื่องติดต่อกันไปทุกวันทําการจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา โดยการทำคำสั่งที่เป็น “การวินิจฉัยชี้ขาด” หรือ “การพิพากษาคดี” ให้ผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็นหนังสือ พร้อมทั้งต้องแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ

และให้ถือมติตามเสียงข้างมาก โดยองค์คณะอาจมอบหมายให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในองค์คณะเป็นผู้จัดทำคำสั่งหรือคำพิพากษาตามมตินั้นก็ได้ และให้ทำการเปิดเผยโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนความเห็นในการวินิจฉัยคดีของผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนให้เปิดเผยตามวิธีการที่ประธานศาลฎีกากำหนด

อสส.ระบุตัวเลขค่าเสียหายไม่เกี่ยว “อาญา”

ภายหลังจากการแถลงของเลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ด้านอัยการสูงสุด (อสส.) นำโดย นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่า แม้จำเลยจะไม่ได้มาศาลในวันยื่นฟ้อง อสส. ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตามข้อกําหนดเกี่ยวกับการดําเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2543 ในข้อ 8 วรรค 2

นายสุรศักดิ์เปิดเผยว่า ขณะนี้ อสส. ได้ตั้งคณะทำงานทั้งหมด 6 คน ที่รับผิดชอบในการดำเนินดี “จำนำข้าว” ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยมีนายนายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ส่วนตนเป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน และทีมงานอีก 4 คน สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ไปคงจะต้องรอฟังว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร ในวันที่ 19 มีนาคม 2558

ทั้งนี้ นายชุติชัยระบุว่า ตามเอกสารแนบท้ายคำฟ้องที่ อสส. ยื่นต่อศาลฎีกาฯ ไม่มีข้อคัดค้านการประกันตัวหรือการเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด ซึ่งระหว่างนี้หากมีการขอเดินทางออกนอกประเทศ อำนาจการพิจารณาอนุมัติหรือไม่นั้นอยู่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากนางสาวยิ่งลักษณ์ได้มาแสดงตัวต่อศาลแล้วอำนาจการพิจารณาดังกล่าวจะเปลี่ยนมือจาก คสช. มาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

“ในส่วนของอัยการสูงสุด ตอนนี้ที่มีการเรียบเรียงคำฟ้องแล้วก็ถือว่าสมบูรณ์ครบถ้วนหมดแล้ว ร่วมกับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่งมาที่สำนักงาน อสส. ก่อนหน้านี้จำนวน 20 ลัง ไปเสนอที่ศาลด้วย ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับองค์คณะของศาลที่จะตรวจพิจารณา” นายชุติชัยกล่าว

นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนังงานอัยการสูงสุด แถลงต่อสือมวลชน
นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนังงานอัยการสูงสุด แถลงต่อสื่อมวลชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจำนวนเงินความเสียหายในกรณีโครงการรับจำนำข้าวว่า ป.ป.ช. ได้รวมตัวเลขในส่วนนี้ให้ อสส. หรือไม่ นายชุติชัยกล่าวว่า ในส่วนคดีอาญา การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อก่อให้เกิดผลเสียหาย อันเป็นเจตนาพิเศษที่ก่อให้เกิดผลเสียหาย ก็ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ข้อมูลมูลค่าความเสียหายที่ระบุไปในสำนวนฟ้องนั้นยังไม่ใช่ตัวเลขล่าสุด ซึ่งในส่วนมูลค่าความเสียหายเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม ไม่มีผลต่อรูปคดีแต่อย่างใด

ส่วนการพิจารณานัดแรกนั้น นายสุรศักดิ์ระบุว่า หลังจากคำสั่งศาลในวันที่ 19 มีนาคม 2558 ในส่วนนี้ศาลจะเป็นผู้กำหนดวันพิจารณานัดแรก ด้าน อสส. จะต้องรอฟังคำสั่งของศาลว่าจะมีการกำหนดวันเมื่อไร แต่ตามการคาดการณ์ของตน หากวันที่ 19 มีนาคม 2558 มีการประทับฟ้องเรียบร้อยแล้ว โดยทั่วไปจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือนที่ศาลจะระบุวันพิจารณานัดแรกออกมา

นายสุรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ในการคัดค้านการประกันตัวของทาง อสส. เมื่อศาลเปิดช่องให้นางสาวยิ่งลักษณ์สามารถประกันตัวได้นั้น อสส. จะสามารถคัดค้านการประกันตัวได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะถาม อสส. มาหรือไม่

สำหรับพยานบุคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำการไต่สวนไว้มีมากกว่า 13 ราย ซึ่งศาลจะยึดสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาคดี ทั้งนี้ ศาลสามารถไต่สวนพยานเพิ่มเติมนอกจากสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามวิธีการพิจารณาคดีในระบบ “ไต่สวน”

ด้านนายชุติชัยกล่าวต่อไปว่า คดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นดคีที่เกี่ยวโยงกับคดี “ทุจริตระบายข้าวจีทูจี” ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก ที่ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนการไต่สวนมาให้ อสส. ดำเนินการพิจารณาส่งฟ้องแล้วในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งหากจะส่งฟ้องจะต้องทำการส่งฟ้องภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่อง แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาว่าหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ หากยังไม่สมบูรณ์ อสส. จะทำการตั้งข้อไม่สมบูรณ์เพื่อให้ ป.ป.ช. กลับไปรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน

ทั้งนี้ นายสุรศักดิ์ระบุว่า ในส่วนของการฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น เป็นการดำเนินคดีทางละเมิด ดำเนินคดีในศาลปกครอง โดยคดีละเมิดจะมีอายุความ 1 ปี นับแต่เกิดการทำละเมิด เป็นคนละส่วนกับกรณีปฎิบัติหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นคดีอาญา การดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการ และจะส่งเรืองมาให้แก่ อสส. เพื่อทำสำนวนฟ้องอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนการนับอายุความในกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์นั้น มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงไม่เกิน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 มีอายุความในการฟ้องไม่เกิน 15 ปี ซึ่ง อสส. ได้ดำเนินการฟ้องอยู่ในอายุความอยู่แล้ว (ตามสำนวนฟ้องระบุการเริ่มนับอายุความในปีเดือนสิงหาคม 2554 อันเป็นปีที่เริ่มดำเนินโครงการรับจำนำข้าว)

“ประเด็นอาจจะถามต่อไปว่า หากจำเลยหลบหนีจะทำอย่างไร ตอนนี้กฎหมาย ป.ป.ช. มีการแก้ไขให้ระหว่างการดำเนินคดี หากมีการหลบหนีเกิดขึ้น อายุความจะสะดุดหยุดลง เป็นไปตามมาตรา 74/1 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2542” นายสุรศักดิ์กล่าว

ทนายยิ่งลักษณ์เตรียมยื่นหนังสือคัดค้านกระทรวงการคลัง ย้ำไม่หนี

นอกจากนี้ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง และนายเอนก คำชุ่ม ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ถึงสาเหตุที่ไม่เดินทางไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ

โดยทีมทนายให้เหตุผลว่า วันนี้เป็นเรื่องของอัยการสูงสุดทำหน้าที่ส่งฟ้อง ยังไม่ใช่ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหา แต่หากศาลฎีการับคำฟ้องและส่งสำนวนแล้ว ยืนยันว่านางสาวยิ่งลักษณ์จะเดินทางมาต่อสู้คดีด้วยตนเอง ไม่มีการหลบหนี ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีจะมีทุกประเด็น ทั้งข้อกฎหมาย ชี้ว่ากระบวนการสอบสวนไม่เป็นธรรม

ทีมทนายยังระบุอีกว่า กรณีที่ ป.ป.ช. ขอให้กระทรวงการคลังฟ้องร้องนางสาวยิ่งลักษณ์ เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการดำเนินนโยบายจำนำข้าวแล้วขาดทุนกว่า 600,000 ล้านบาท ทางทีมทนายเตรียมจะยื่นหนังสือคัดค้านต่อกระทรวงการคลังในสัปดาห์หน้า(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

4ปีคดีจำนำข้าว

จากวันชี้มูล สู่การยื่นฟ้องศาลฎีกาฯ

อนึ่ง หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำการ “ชี้มูลความผิดอาญา” นางสาวยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 จากกรณีที่ละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และได้ทำสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. สมควรสั่งฟ้องให้ อสส. เพื่อทำสำนวนคดีส่งฟ้องต่อศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ก่อนหน้านี้ อสส. ได้ตีกลับสำนวนการไต่สวน พร้อมให้แก้ไขประเด็นที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการแก้ไขถึง 4 ครั้ง โดยเหตุความล่าช้าอาจมีส่วนเกี่ยวโยงถึงความสัมพันธ์ในเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 12

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2558 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติ “ถอดถอน” นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยคะแนน 190-18

ทั้งนี้ นอกจากการดำเนิน “คดีอาญา” แล้ว เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ป.ป.ช. ทําหนังสือถึงกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้เสียหายร่วม เพื่อให้เรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวใน “คดีความรับผิดทางละเมิด”

ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ป.ป.ช. ได้ส่งสรุปสำนวนไต่สวน จำนวน 60 ลัง กรณีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และพวก ให้ อสส. เพื่อส่งฟ้องคดี โดยก่อนหน้านี้มีหลายความเห็นได้ออกมาแสดงทัศนะเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้คดีและทางหนีทีไล่ของนางสาวยิ่งลักษณ์ เมื่อ อสส. ยื่นคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง บ้างวิเคราะห์ว่า อดีตนายกหญิงอาจจะทำการขอ “ลี้ภัยทางการเมือง” ตามช่องทางของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 เช่นเดียวกับพี่ชายที่เคยใช้ช่องทางนี้เมื่อครั้งถูกยื่นฟ้องในปี 2550 ในคดีที่ดินรัชดา

จนทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตรการคุมเข้ม ไม่อนุญาตให้นางสาวยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 นางสาวยิ่งลักษณ์จึงเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษร่วมกับญาติๆ ที่วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซี่ง คสช. ส่ง “ทัพภาค 3” ตามประกบตรวจค้นขบวนรถอดีตนายกฯ หญิงก่อนออกไปทำบุญในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558

ในวันเดียวกัน ป.ป.ช. ส่งหนังสือเรียกตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ให้มารายงานตัวต่อ อสส. เพื่อส่งคดีฟ้องศาล ด้านทีมทนายของนางสาวยิ่งลักษณ์ได้เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ อสส. ให้ทบทวนการสั่งฟ้อง และกรณีการสอบสวนเพิ่มเติมข้อไม่สมบูรณ์ของคดีใน 3 ประเด็น