ครม. “พล.อ. ประยุทธ์” รับลูก 24 นักธุรกิจ ตั้ง “พล.อ.ประวิตร-ดร.สมคิด” บี้งาน ครม.-ไฟเขียวจ่ายเงินพิเศษให้พนักงาน กฟผ. ปีละ 152 ล้านบาท

การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน มีการอนุมัติยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ รวมทั้งเห็นชอบโครงการ งบประมาณ และแผนงาน ดังนี้

รัฐบาลรับลูก 24 นักธุรกิจสั่ง ครม. เร่งใช้งบ-ให้ด่านศุลกากรใช้ระบบทหาร

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำผลจากการรับฟังผู้นำธุรกิจภาคเอกชนจำนวน 24 คน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2558 ที่บ้านรับรองเกษะโกมล เข้ามาสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เบื้องต้น 4 ประเด็น คือ 1. นายกฯ สั่งให้มีการขับเคลื่อนการใช้งบประมาณรายจ่ายของภาครัฐบาล ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัดที่มีคณะกรรมการนโยบายจังหวัด (กนจ.) เพื่อให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ภายหลังจากได้รับฟังภาคเอกชนมาว่า การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจยังมีปัญหา การกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า การช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าว มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเกือบครบ 100% แต่การจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางยังไม่มากนัก ขณะที่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการซ่อมแซมและก่อสร้างก็ยังไปไม่ได้มากนักเช่นกัน

2. นายกฯ ขอให้กรมศุลกากรพิจารณาเปลี่ยนแปลงการทำงานเป็นกะ เพื่อให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากนักธุรกิจแจ้งถึงปัญหาการขนส่งสินค้าผ่านจุดต่างๆ ของด่านศุลกากรชายแดนแล้วมีสินค้าคั่งค้างและใช้เวลานานกว่าจะผ่านด่านได้เพราะระบบปฏิบัติการเป็นแบบพลเรือนไม่ใช่ระบบทหาร ที่ทำงานเช้าแล้วจบที่เวลา 16.30 น.

3. นายกฯ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการอนุญาตการตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการก่อสร้าง กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถทำได้ ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่าได้นำเสนอเรื่องนี้แล้วรออยู่หน้าห้อง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งจะมีการกระจายอำนาจไปอีก 6 จังหวัด คือ ภูเก็ต กระบี่ พังงา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี และถ้ารวมกรุงเทพฯ ด้วยจะเป็น 7 จังหวัด ซึ่งไม่เกิน 1 เดือน น่าจะมีผลบังคับใช้

4. กรณีที่ภาคเอกชนเสนอให้คงราคากลางของค่าก่อสร้างไว้ จากการที่ราคาน้ำมันจะลดลงนั้น นายกฯ ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ เพราะ ครม. ได้ออกมติเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้การกำหนดราคากลางเป็นไปตามราคาน้ำมันที่ลดลง หากไม่ทำเช่นนี้ประเทศและประชาชนจะเสียประโยชน์ขณะที่เอกชนได้ประโยชน์

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ยังได้รับทราบข้อเสนอของภาคเอกชนทั้งหมด สรุปได้ว่า ในปี 2558 เศรษฐกิจของโลกยังผันผวน ราคาสินค้าเกษตรยังคงตกต่ำตามราคาน้ำมัน เศรษฐกิจคู่ค้าของไทยยังคงไม่ฟื้นตัวในหลายประเทศ ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตประ 3-4% ซึ่งไม่เต็มศักยภาพและไม่เพียงพอต่อการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง และเห็นตรงกันว่ารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจมาถูกทิศทางแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติมากนัก และในปี 2558 นี้คาดหวังบทบาทของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ภาคเอกชนทุกสาขาการผลิตเห็นตรงกันคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและประมง และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ยังติดอุปสรรคด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยากและล่าช้า ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนของราชการ และปัญหาคอร์รัปชัน ทั้งได้มีข้อเสนอจากเอกชนภาคการเงินให้รัฐบาลเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางด้านระบบราง โทรคมนาคม 4G สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 และอื่นๆ โดยเน้นโครงการระยะยาวที่รัฐบาลในสถานการณ์ปกติไม่ดำเนินการ เมื่อรัฐบาลลงทุนแล้ว ภาคเอกชนจะลงทุนตาม ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นและเติบโตเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ ภาคการส่งออกแสดงความกังวลปัญหาราคาข้าว คือ แรงกดดันของสต็อกข้าว 17 ล้านตัน ที่ทำให้ราคาข้าวไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ จึงเสนอให้ภาครัฐควรเร่งระบายข้าวโดยเร็ว เช่น ควรระบายข้าวครึ่งหนึ่งของสต็อกข้าวไปให้กับอุตสาหกรรมอาหารและเอทานอลของประเทศในราคาเหมาะสม ส่วนการส่งออกสินค้าประมง ต้องเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานและปัญหาประมงผิดกฎหมาย (IUU) การค้ามนุษย์ (TIP Report) โดยควรดำเนินการให้หลุดจากบัญชี 3 ให้ได้ในปีนี้ และแก้ความไม่โปร่งใสของระบบราชการ และการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องให้เสร็จโดยเร็ว

พล.ต. สรรเสริญกล่าวด้วยว่า พล.อ. ประยุทธ์ได้มีความเห็นด้วยว่า ข้อเสนอแนะหลายๆ ด้านสอดคล้องกับสิ่งที่ คสช. และรัฐบาลได้เร่งดำเนินการในห้วง 8 เดือนที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่างานหลายด้านซึ่งได้สั่งการไปแล้วแต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ซึ่งจะไปเร่งรัดดำเนินการต่อไป และเห็นว่าการประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารการดำเนินการและผลงานของรัฐบาลจะต้องมีความเข้มข้นยิ่งขึ้น และขอให้ภาคเอกชนพิจารณาเสนอแนวความเห็นเพื่อร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการจากภาคเอกชน เพื่อมาประสานกับรัฐบาลในการเป็นตัวแทนไปเจรจากับผู้ค้าผู้ลงทุนในต่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและเวทีโลก ตลอดจนในด้านความต้องการแรงงานจากต่างประเทศ ให้รวบรวมตัวเลขมาว่าแต่ละสาขาต้องการจำนวนเท่าใดจากประเทศใด รัฐบาลก็จะสามารถช่วยเจรจากับผู้นำของประเทศนั้นๆ ได้

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ตั้ง “ประวิตร-สมคิด” บี้งาน ครม.

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้า คสช. และรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อติดตามและตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรี ส่วนราชการ แต่ได้นำทหารเข้ามาช่วยขับเคลื่อนด้วย โดยจะมีการติดตามการทำงานที่ส่อทุจริต คนที่ไม่ทำงาน เกียร์ว่าง และติดตามการใช้งบประมาณ ควบคู่การทำงานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนงานของนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกอบด้วย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นรองประธานกรรมการ คณะกรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ. วิลาศ อรุณศรี พล.อ.อ. ถาวร มณีพฤกษ์ นายอำพน กิตติอำพน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งอีกไม่เกินสามคน มี พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินการของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรายงานผลการดำเนินการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข เสนอต่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดแนวทางและมาตรการหรือกลไกในการประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือช่วยเหลือในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามความจำเป็น

สั่งขึ้นบัญชีเกษตรกรทุกอาชีพ ดันราคายางถึง 65 บ./กก.

ขณะที่พล.อ. ประยุทธ์ แถลงถึงกรณีปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปแจ้งความคดีรับจำนำข้าว ว่าเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยราชการ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณาอยู่

สำหรับเรื่องราคายางพาราที่ยังตกต่ำอยู่ในปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นผลมาจากปริมาณยางพาราที่ปลูกเพิ่มขึ้น โดยในรัฐบาลที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านไร่ เป็น 11 ล้านไร่ นอกจากนั้น ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ยางมากก็มีการปลูกยางพาราเองหรือไปเช่าพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่อื่นๆ ทำให้มีต้นทุนการปลูกยางพาราต่ำกว่าประเทศไทยทำให้มีคู่แข่งขันมากขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาต้องเพิ่มปริมาณการใช้และปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การปลูกกล้วยไม้ที่ประเทศไทยเป็นผู้ปลูกมากที่สุดอันดับ 2 ของโลกให้ขึ้นเป็นอันดับ 1 รวมทั้งควรมีการพิจารณาความพร้อมของปริมาณพืชพลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน ว่าเพียงพอต่อการส่งเสริมใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 7–บี 10 หรือไม่

นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเร่งรัดการแก้ปัญหาราคายางอย่างต่อเนื่องโดยได้ใช้เงินจากกองทุนมูลภัณฑ์กันชนที่มีวงเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ขณะนี้เบิกเงินมาใช้แล้วกว่า 6,000 ล้านบาท และใช้เงินไปกว่า 2,000 ล้านบาทในการซื้อยางเข้าสู่สต็อกแล้วกว่า 30,000 ตัน ทำให้ราคายางพาราปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 62 บาทต่อกิโลกรัม และคาดว่าราคาจะขยับไปอยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม ได้เร็วๆ นี้ก่อนที่ฤดูกาลกรีดยางจะสิ้นสุดลงในอีก 2 เดือน

“ราคายางขณะนี้เกษตรกรก็พอใจ แต่เขาอยากให้มีช่องทางในการขายยางได้มากกว่านี้ โดยกระทรวงเกษตรฯกำลังอยู่ระหว่างประสานให้เกิดตลาดเครือข่ายยางอีกกว่า 108 แห่ง เพื่อให้มีช่องทางในการขายยางของเกษตรกรมากขึ้นและเป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรอีกรูปแบบหนึ่ง” นายอำนวยกล่าว

พล.ต. สรรเสริญกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการจัดกลุ่มเกษตรกรให้มีความชัดเจนเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเป็นไปอย่างถูกต้องและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังระบุว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลต่างๆ มักมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเป็นหลัก และการกำหนดนโยบายต่างๆ ก็เกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยมีเงื่อนไขและการหวังผลเรื่องการเมืองเป็นการต่อรองเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจกับเกษตรกรใหม่ไม่ให้ยึดติดกับแผนทางการเมือง โดยการทำความเข้าใจให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานต่างที่ใกล้ชิดกับเกษตรกร เช่น กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย

ร.อ. ยงยุทธ มัยลาภ (ซ้าย)โฆษกประจำสักนายกรัฐมนตรี แถลงร่วมกับ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/
ร.อ. ยงยุทธ มัยลาภ (ซ้าย)โฆษกประจำสักนายกรัฐมนตรี แถลงร่วมกับ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/

ไทย-จีน เตรียมประชุมคืบหน้ารถไฟความเร็วปานกลาง

ร.อ. ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม. รับทราบรายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าความเร็วปานกลาง ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ที่จะมีการลงทุนร่วมกันระหว่างไทย-จีน ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยวันที่ 21-23 มกราคม 2558 ผู้แทนคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีนจะหารือร่วมกันครั้งแรก เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน และในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2558 จะมีการหารือร่วมกันเป็นครั้งที่ 2 เพื่อตกลงแผนงานบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย รวมถึงการสำรวจและออกแบบการก่อสร้าง เพื่อเดินหน้าโครงการฯ ให้เป็นรูปธรรมต่อไป

ไฟเขียวจ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้พนักงาน กฟผ. ปีละ 152 ล้านบาท

นอกจากนี้ครม. เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอการจ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้แก่ผู้ปฏิบัติงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงสุดของระดับหรือตำแหน่ง หรือที่เรียกว่าเงินเดือนเต็มขั้น ซึ่งผู้ปฏิบัติงานนั้นมีผลการปฏิบัติงานและคุณสมบัติได้ขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำปี โดยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 152 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้ให้ใช้เงินรายได้จากการรับทำงานให้บุคคลภายนอกทั้งในและต่างประเทศ เช่น งานเดินเครื่องและบำรุงรักษา ซึ่งมีเพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ให้กำหนดอัตราการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในอัตรา 2-5% ของเงินเดือนหรือค่าจ้างขั้นสูงสุดของระดับหรือตำแหน่งตามผลการปฏิบัติงานของแต่ละคน แต่วงเงินรวมต้องไม่เกิน 3% ของฐานเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมของผู้ที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงสุดของระดับหรือตำแหน่ง สำหรับหลักเกณฑ์ในการจ่ายให้พิจารณาเป็นรายปี โดยจ่ายเป็นรายเดือนแยกต่างหากจากเงินเดือนหรือค่าจ้างตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. ของทุกปีและมีลักษณะการจ่ายเป็นการชั่วคราว รวมทั้งไม่เป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเงินเดือนหรือค่าจ้างทุกเรื่อง ขณะเดียวกัน หากมีการเลื่อนระดับหรือตำแหน่งสูงขึ้น หรือมีการปรับเงินเดือนหรือค่าจ้างขั้นสูงสุดโดยไม่ได้รับการปรับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ให้ได้รับเงินตอบแทนพิเศษจนถึงวันก่อนที่จะได้รับการขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างในปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ให้ความเห็นว่า การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวอาจไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากการจ่ายค่าตอบแทนของพนักงาน กฟผ. จะเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นภาระแก่ประชาชนผู้บริโภค

พล.ต. สรรเสริญกล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานฯ มาตรา 9 (5) ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการต้องโทษจำคุกพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้เข้มงวดกว่าข้าราชการพลเรือน โดยกำหนดว่าการได้รับโทษจำคุกไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ ให้ถือเป็นลักษณะต้องห้ามของพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย ทำให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดอาญาที่ไม่ร้ายแรง เช่น การขับรถขณะเมาสุรา หรือกระทำความผิดครั้งแรกและศาลได้ตัดสินให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ ต้องพ้นจากการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในขณะที่รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้ามของข้าราชการพลเรือน ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคกันในกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ร้องขอให้มีการทบทวนการกำหนดลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการต้องโทษจำคุกของเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่างๆ โดยควรให้โอกาสผู้ที่เคยต้องโทษจำคุกในการกลับตนเป็นคนดีและสามารถเข้าทำงานในหน่วยงานของภาครัฐได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน

อนุมัติเวนคืนที่ดินทำรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา จำนวน 4 ฉบับ ตามที่ กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อดำเนินการเพื่อกิจการขนส่งมวลชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง–บางแค และช่วงบางซื่อ–ท่าพระ รวม 4 ฉบับ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป

สำหรับสาระของพระราชกฤษฎีกาเหล่านี้ประกอบด้วย 1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุงเทพมหานคร พ.ศ. …. เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟฟ้าตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง–บางแค

2. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. …. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ดังกล่าว เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟฟ้าตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ–ท่าพระ

3. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะดำเนินการเพื่อกิจการขนส่งมวลชน ในท้องที่เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุงเทพมหานคร พ.ศ. …. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะดำเนินการเพื่อกิจการขนส่งมวลชนในท้องที่เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตพระนคร เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตบางแค กรุงเทพมหานคร เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการขนส่งมวลชนตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง–บางแค

4. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะดำเนินการ เพื่อกิจการขนส่งมวลชน ในท้องที่เขตบางซื่อ เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. …. เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการขนส่งมวลชนตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ–ท่าพระ

ดันภูเก็ตเป็นศูนย์กลางจอดเรือยอร์ช

ร.อ. ยงยุทธกล่าวว่า พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการจอดเรือสำราญขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ล่าสุดกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งพัฒนาพื้นที่ท่าเรือเดิมที่ปัจจุบันใช้ขนส่งเฉพาะสินค้าเพื่อปรับปรุงเป็นท่าเรือที่รองรับเรือสำราญและขนส่งผู้โดยสารได้ ขณะเดียวกันยังต้องมีสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวก คาดว่าในช่วงปลายปี 2558 จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเป็นแห่งแรกของประเทศไทยได้

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงการผลักดันแนวทางดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นได้กำหนดเส้นทางการเดินเรือนำร่อง 2 เส้นทาง คือ เส้นทางภูเก็ต-สิงคโปร์ และเส้นทางภูเก็ต-เมียนมาร์ โดยจากนี้จะต้องนัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ประเทศ ร่วมสำรวจให้ได้ข้อสรุปว่า ท่าเรือที่จะใช้เป็นจุดจอดอยู่ที่ใด มีระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกใดบ้างที่ต้องพัฒนา ซึ่งถ้าทำสำเร็จจะช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศในภูมิภาคอาเซียนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดเครือข่ายการท่องเที่ยวระหว่างประเทศด้วย

“การเดินหน้าเรื่องดังกล่าว พล.อ. ประยุทธ์ได้รับทราบจาก รมว.คมนาคมแล้ว และยังบอกให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ไปช่วยกันเร่งส่งเสริมโครงการดังกล่าว และยังต้องประชาสัมพันธ์ให้เอกชนรับทราบด้วย เพราะหากทำได้สำเร็จจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มากับเรือสำราญเป็นกลุ่มคนรวยและใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก”

สำหรับการผลักดันเรื่องดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากการหารือระหว่างนายกฯ คณะ คสช. และภาคธุรกิจเอกชน 24 คน เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ได้เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในด้านต่างๆ โดยในด้านของการท่องเที่ยว นอกจากจะให้รัฐบาลดูแลด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวแล้ว ยังได้เสนอให้พัฒนาท่าเรือที่จังหวัดภูเก็ตเป็นจุดจอดเรือสำราญ รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะเห็นว่าปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ดังนั้น หากพัฒนาเรื่องดังกล่าวสำเร็จจะส่งผลดีต่อด้านการท่องเที่ยวประเทศของประเทศเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ในแนวทางดังกล่าว น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการ บริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป ชี้แจงว่า หากรัฐบาลส่งเสริมเรื่องดังกล่าว จะช่วยทำให้ประเทศไทยยกระดับการท่องเที่ยวเป็นดูไบออฟอีสต์ หรือเป็นเมืองที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มเรือสำราญเหมือนกับเมืองดูไบ

ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/
ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/

สั่งติดตามกองทุนการออมแห่งชาติ รับสังคมผู้สูงอายุ 10 ล้านคน

พล.ต. สรรเสริญกล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุให้สามารถเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของกองทุนการออมแห่งชาติ ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล และการออมในรูปแบบการประกันตนตามมาตรา 40 ของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นแนวทางการลดเงินอุดหนุนให้ผู้สูงอายุในอนาคตที่จะมีจำนวนสูงขึ้นมากจะได้ไม่เป็นภาระของรัฐบาล ที่จะต้องจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โดยให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รายงานใน ครม. ว่า สถานการณ์แนวโน้มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนสูงขึ้น และอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยในปี 2556 ประชากรไทยมีจำนวน 67 ล้านคน มีผู้สูงอายุจำนวน 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 14% และประมาณการณ์ว่าในปี 2561 จะเป็นปีแรกที่จำนวนผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และในปี 2564 จะมีสัดส่วน 20% ของประชากร ขณะที่ปี 2578 จะมีสัดส่วน 30% โดยพบว่าผู้สูงอายุจำนวน 1 ใน 3 มีรายได้ต่ำกว่าเส้นระดับความยากจน หรือ 29,000 บาทต่อคนต่อปี

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อรับมือสถานการณ์ไว้ 3 ส่วน คือ 1. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี เช่น การพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยี ให้ผู้สูงอายุได้อยู่อย่างปลอดภัย การส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามาดูแล การออกแบบก่อสร้าง อาคารที่พัก ให้เกื้อกูลเหมาะสมกับการดำเนินชีวิต เป็นต้น 2. การเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ จัดระบบสาธารณสุขให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าไปใช้บริการอย่างสะดวกและง่ายขึ้น และ 3. ส่งเสริมประกันรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยผู้สูงอายุบางคนที่อายุครบ 60 ปีแล้ว แต่ยังมีศักยภาพในการทำงาน และบางคนมีความสามารถในงานเฉพาะทาง จึงจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ