Generation Citizen กับการปฏิรูปวิชา “หน้าที่พลเมือง”

สฤณี อาชวานันทกุล

ถึงวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าคุณภาพของระบบการศึกษาคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ชาติจะเดินได้ต้องอาศัย “พลเมือง” ที่ตื่นตัว อีกทั้งเศรษฐกิจสมัยใหม่ยังแข่งขันกันที่เทคโนโลยีและความรู้ ต้องวิ่งตามให้ทันความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนต่างๆ ซึ่งนับวันมีแต่จะผันผวนปรวนแปรยิ่งขึ้นในยุคทรัพยากรหายากแต่ข้อมูลเหลือเฟือ กลับกันกับสมัยคุณปู่ซึ่งมีทรัพยากรเหลือเฟือแต่ข้อมูลหายาก

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษาไม่ต่างจากปัญหาทุกเรื่อง ตรงที่การเลือก “วิธีการ” ที่ถูกต้อง (หรือแย่น้อยที่สุด) สำคัญไม่แพ้การระบุ “สภาพปัญหา” ให้ชัดเจน ปัญหาคือผู้มีอำนาจมักจะสอดแทรกทัศนคติหรืออคติของตัวเองเข้าไป ซึ่งก็มักจะเป็นอคติที่คับแคบล้าหลัง ใช้วัฒนธรรมอำนาจนิยม มากกว่าจะคิดวิธีการอื่นที่ได้ผลดีกว่า

หนังสือเรียนวิชา "หน้าที่พลเมือง" ระดับมัธยมปลาย
หนังสือเรียนวิชา “หน้าที่พลเมือง” ระดับมัธยมปลาย

ภายหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ไม่ถึงเดือน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ประกาศรื้อหลักสูตรการศึกษาใหม่ นัยว่าเพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยได้ประกาศให้วิชา “หน้าที่พลเมือง” เป็นวิชาบังคับ ต้องเรียน 40 ชั่วโมงต่อปีสำหรับเด็กระดับประถมถึงมัธยมต้น และ 80 ชั่วโมงต่อปีสำหรับเด็กมัธยมปลาย

ข่าวนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงบทสนทนากับ สก็อต วอร์เรน (Scott Warren) ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (social entrepreneur) รุ่นใหม่ไฟแรง เมื่อครั้งไปศึกษาดูงานที่สหรัฐอเมริกา ปี 2556

Scott Warren ผู้ก่อตั้ง Generation Citizen
Scott Warren ผู้ก่อตั้ง Generation Citizen

ผู้เขียนได้คุยกับเขาเพียงหนึ่งชั่วโมงในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกรุงซานฟรานซิสโก แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม

สก็อตคือผู้ก่อตั้ง Generation Citizen โครงการสร้างวิชา “หน้าที่พลเมือง” ชนิดใหม่ถอดด้ามและ “ทำจริง” สำหรับเด็กเกรดแปดในอเมริกา (เทียบเท่ากับมัธยมสองบ้านเรา) เขาได้รางวัลมากมายรวมทั้ง “Top 30 Social Entrepreneurs Under 30” ของนิตยสาร Forbes ประจำปี 2012

สก็อตเล่าว่าปัญหาที่เขาสังเกตคือ วิชา “หน้าที่พลเมือง” ถูกปล่อยละเลยหรือไม่ก็ถูกตัดทิ้งไปเลยมากขึ้นเรื่อยๆ ในโรงเรียนรัฐ โดยเฉพาะโรงเรียนในเขตรายได้น้อย เด็กนักเรียนเองส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบเรียนวิชานี้เพราะครูสอนแบบน่าเบื่อจำเจ เอะอะก็ให้ท่องตำราลูกเดียว เนื้อหาในตำราก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับชีวิตของพวกเขาเลย

เขาบอกว่าปัญหานี้ทำให้เด็กอเมริกันโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เบื่อการเมือง ไม่อยากไปใช้สิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานอย่างเช่นไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ส่งผลให้อเมริกาเป็นประเทศที่คนจำนวนมากไม่ออกไปใช้สิทธิ (จากสถิติปี 2012 มีคนอเมริกันเพียงร้อยละ 54.9 ของผู้มีสิทธิเท่านั้นที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี คนที่นอนหลับทับสิทธิมีจำนวนมากถึง 96 ล้านคน)

เมื่อคนที่ควรจะสนใจการเมืองกลับไม่สนใจ นักการเมืองก็ยิ่งเถลิงอำนาจหรือทำงานสบาย เอาเวลาไปเอาอกเอาใจกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าจะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ทำให้คนยิ่งไม่พอใจหรือเบื่อหน่าย ถอยห่างจากการเมืองมากกว่าเดิม

Generation Citizen พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการออกแบบวิชา “หน้าที่พลเมือง” ใหม่เอี่ยม เรียกชื่อวิชาเสียใหม่ว่า “การเคลื่อนไหวของพลเมือง” (Action Civics) ไปเสนอวิชานี้ให้โรงเรียนต่างๆ ใช้ในคาบ “หน้าที่พลเมือง” แทนวิชาเดิม การทำงานขององค์กรได้ทุนสนับสนุนจากมูลนิธิหลายแห่ง

กลไกสำคัญในวิชา “การเคลื่อนไหวของพลเมือง” คือ ก่อนอื่นโครงการจะรับสมัครนักศึกษามหาวิทยาลัยมาเป็น “โค้ชประชาธิปไตย” (Democracy Coach) ให้กับนักเรียนระดับมัธยมทั้งห้อง

เนื้อหาของวิชาจะเน้นการลงมือปฏิบัติจริงมากกว่าทฤษฎี ให้เด็กๆ ได้ใช้สิทธิพลเมืองของตัวเอง โดยให้เด็กๆ ระดมสมองว่ามีปัญหาอะไรในชุมชนของตัวเองที่อยากแก้ไข โค้ชและโครงการจะช่วยติดต่อประสานงานกับผู้มีอำนาจในชุมชน ให้เด็กๆ ได้เข้าไปเสนอแนวทางแก้ปัญหาและติดตามผล ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ก็มีหลากหลายและล้วนแต่เป็นประเด็นจริงๆ ที่ส่งผลต่อนักเรียน ตั้งแต่สวนสาธารณะไม่ปลอดภัย รถเมล์ไม่ตรงต่อเวลา เพื่อนร่วมโรงเรียนขาดอาหาร คนในชุมชนไม่ไว้ใจตำรวจ โรงอาหารทิ้งขยะมากเกิน ฯลฯ

สก็อตบอกว่า ไม่มีอะไรที่จะทำให้เด็กๆ รู้สึกถึง “พลัง” ของตัวเองในฐานะพลเมืองได้ดีเท่ากับการใช้สิทธิของตัวเองในฐานะพลเมือง ร่วมกันระดมสมองแก้ปัญหาในชุมชน และเรียกร้องให้ผู้แทนตอบสนองความต้องการของพวกเขา

ถ้าเด็กเห็นพลังของตัวเอง พวกเขาก็น่าจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งขันกับการใช้สิทธิพลเมือง

เนื้อหาหลักสูตรวิชา "การเคลื่อนไหวของพลเมือง"
เนื้อหาหลักสูตรวิชา “การเคลื่อนไหวของพลเมือง”

โครงการ Generation Citizen มีอายุเพียง 6 ปี (ก่อตั้งปี 2008) แต่โตเร็วมาก วันนี้โครงการทำงานกับเด็กนักเรียนกว่า 9,500 คนในห้องเรียน 380 ห้อง ในเมืองโพรวิเดนซ์, นิวยอร์ก, บอสตัน และซานฟรานซิสโก ฝึกนักศึกษาให้เป็นโค้ชประชาธิปไตยไปแล้ว 500 คน

เป้าหมายสูงสุดของสก็อต คือ การทำให้วิชา “การเคลื่อนไหวของพลเมือง” เข้าไปอยู่ในหลักสูตรพื้นฐานของโรงเรียนทุกโรงในอเมริกาให้ได้

สก็อตอธิบายว่า เขาเน้นทำงานกับโรงเรียนรัฐในเขตยากจนเป็นหลักเพราะเป็นที่ที่เกิด “วงจรอุบาทว์” กล่าวคือ โรงเรียนในเขตยากจนปกติจะให้การศึกษาที่ด้อยคุณภาพกว่าโรงเรียนในเขตรวย วิชาหน้าที่พลเมืองยิ่งแล้วใหญ่ พอเด็กเบื่อ โตไปก็ไม่ไปเลือกตั้ง กลายเป็นว่าคนที่ออกไปใช้สิทธิคือคนที่มีฐานะค่อนข้างดี ยิ่งเป็นแบบนี้คนด้อยโอกาสยิ่งไม่มีปากเสียงในระบบการเมือง ปัญหาของพวกเขายิ่งไม่ได้รับการแก้ไข

ถามว่าความท้าทายของเขาคืออะไร สก็อตตอบว่าการระดมทุนมาสนับสนุนโครงการยังเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่อยากบริจาคเงินให้ปรับปรุงวิชาพื้นฐานอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่เวลาบอกว่าวิชาหน้าที่พลเมืองก็สำคัญ คนส่วนใหญ่จะยังมองไม่เห็นว่าสำคัญอย่างไร

เด็กมัธยมปลายที่ชนะรางวัล Change Maker Award จาก Generation Citizen ในปี 2014
เด็กมัธยมปลายที่ชนะรางวัล Change Maker Award จาก Generation Citizen ในปี 2014

ผู้เขียนถามว่าทีมของเขากับโค้ชไม่รู้สึกเซ็งกับการเมืองแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มุ่งทำลายคู่แข่งมากกว่าสร้างผลงานในอเมริกาวันนี้หรือ เขาเอาแรงบันดาลใจในการทำงานมาจากไหน

สก็อตตอบว่า เรื่องที่นักการเมืองอเมริกันทะเลาะกันนั้นเป็นเรื่องระดับชาติ แต่ถ้ามองประเด็นปัญหาระดับท้องถิ่นจริงๆ ทุกคนเอาเข้าจริงก็อยากจะร่วมกันแก้ปัญหาของชุมชนทั้งนั้น รวมทั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นเองด้วย

แล้วใครล่ะจะอยากปฏิเสธเด็กตาดำๆ ได้ลงคอ

หันกลับมาดูประเทศไทย การออกไปเลือกตั้งยังถูกกฎหมายกำหนดให้เป็น “หน้าที่” ไม่ใช่ “สิทธิ” ผู้มีอำนาจรัฐยังใช้วัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมเป็นหลัก บังคับให้ท่องจำนามธรรมอย่าง “ค่านิยม 12 ประการ” (ซึ่งหลายข้อก็ซ้ำซ้อนซ้ำซาก) และใช้เงินประหลาดๆ อย่างเช่นการจัดทำสติ๊กเกอร์ไลน์ของค่านิยมชุดนี้ โดยที่ไม่ชัดเจนว่าผลลัพธ์คืออะไร (ใครจะอยากโหลดสติ๊กเกอร์ไปใช้? คนที่ใช้สติ๊กเกอร์แปลว่ากำลังทำตามค่านิยมเหล่านี้อยู่หรือไม่? รัฐจะรู้ได้อย่างไร?)

ผู้เขียนคิดว่าวิชา “การเคลื่อนไหวของพลเมือง” ของ Generation Citizen ก็น่าจะให้บทเรียนหลายบทกับเราได้เป็นอย่างดี.