“ประยุทธ์” สั่งสร้าง “แบรนด์ไทยใหม่” ปั้นสินค้าเกษตร เพิ่มมูลค่าส่งออก แก้ปัญหาราคายางพารา ต่ออายุภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา-นิติบุคคล ห้ามขึ้นป้ายโฆษณาผลงาน โยก ขรก.มหาดไทย 37 ตำแหน่ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2557 ว่า ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลให้น้ำหนักเป็นพิเศษ เรื่องการส่งออกสินค้า ยกระดับสินค้า พัฒนาด้านเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม การแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าผลผลิตทางการเกษตร และสร้างแบรนด์สินค้าไทยขึ้นมาใหม่

สำหรับแนวทางพัฒนาผลผลิตสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง รัฐบาลจะต้องดำเนินการ และจะต้องอธิบายประชาชนว่าราคาสินค้าเป็นกลไกที่กำหนดเองลำบาก เพราะเป็นการค้าตามข้อตกลงองค์การการค้าโลก ซึ่งขณะนี้มีปัญหามาก เพราะมีเรื่องมาตรการด้านภาษี กลไกการค้าโลก สินค้าเกษตรบางรายการภาษีนำเข้า 0% ประกอบกับค่าแรง 300 บาท จึงแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้

“เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างแบรนด์ใหม่ เพื่อไม่ต้องไปแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ผมมักพูดมาโดยตลอดว่า สินค้าไทยต้องพัฒนาอย่างไรให้แข่งขันได้ ไม่ใช่ 10 ปีที่แล้วขายอย่างไรวันนี้ก็ขายอย่างนั้น วันนี้จึงต้องพัฒนา เช่น การทำรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งสินค้าเราดีทุกอย่างเพียงแต่รูปแบบไม่สวยงาม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาประเทศมีภาระงบประมาณในการชำระหนี้เงินกู้ เพราะมีการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร หากมีการอุดหนุนเพิ่มอีก ก็จะต้องมีการกู้เงินเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดก็จะมีแต่เงินกู้เพื่อใช้หนี้เท่านั้น ไม่มีเงินงบประมาณบริหารประเทศ

สำหรับแนวทางจัดหารายได้ผ่านการปรับโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะภาษีมรดกนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะทำงานด้านกฎหมาย และขอให้ประชาชนอย่ากังวล เพราะการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะไม่ทำให้ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเดือดร้อน เพราะมีมาตรการยกเว้นต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ได้เก็บภาษีทุกคน ทุกอย่างมีข้อยกเว้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กับคนมีรายได้มากก็เสียภาษีมาก คนมีรายได้น้อยก็เสียน้อย ซึ่งมีเกณฑ์รายได้ในการเสียภาษีอยู่แล้ว

มติคณะรัฐมนตรีที่สำคัญ: ตั้งศูนย์รับซื้อสินค้าเกษตรชายแดน-แก้ราคายางตกต่ำ

ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการนัดแรกที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน กรรมการที่สำคัญประกอบด้วย รมว.พาณิชย์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานว่า สถานการณ์ราคายางพาราลดลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จำเป็นต้องใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติที่มีการปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุม เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับยางพาราทั้งระบบสำหรับการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและวางมาตรการเพื่อดำเนินการในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ร.อ.ยงยุทธกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายในที่ประชุม ครม. เรื่องการส่งออกผลไม้ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปร่วมกันหาแนวทางส่งออกผลไม้ให้มากที่สุด เนื่องจากมีปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ไปร่วมกันวางแนวทางการจัดตั้งศูนย์รับซื้อสินค้าเกษตรตามแนวชายแดนในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อนำสินค้าเกษตรมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม แก้ปัญหาการลักลอบนำสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศโดยไม่ถูกกฎหมาย ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม. เรื่องการปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่หรือโซนนิงถึง 3 ครั้ง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งไปดำเนินการ

เห็นชอบพระราชกฤษฎีกาต่ออายุลดภาษีบุคคลธรรมดา-นิติบุคคล

ครม. ยังได้รับทราบพระราชกฤษฎีกา ออกตามประมวลรัษฎากร การลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ พ.ร.ฎ. ฉบับนี้ถือเป็นการต่ออายุอัตราภาษีที่ใช้เมื่อปี 2556 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ขั้น ได้แก่ 1. เงินได้สุทธิ ไม่เกิน 1 แสนบาท ให้คงจัดเก็บในอัตรา 5% ส่วนเงินได้สุทธิเกิน 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 3 แสนบาท จัดเก็บเหลือ 5% จากเดิม 10% 2. เงินได้สุทธิเกิน 3 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท ให้คงจัดเก็บในอัตรา 10%

3. เงินได้สุทธิ เกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 7.5 แสนบาท ให้เก็บในอัตรา 15% จากเดิม 20% 4. เงินได้สุทธิ เกิน 7.5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้คงจัดเก็บที่อัตรา 20% 5. เงินได้สุทธิ เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ให้เก็บในอัตรา 25% จากเดิม 30% 6. เงินได้สุทธิ เกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 4 ล้านบาท ให้คงจัดเก็บที่อัตรา 30% และ 7. เงินได้สุทธิในส่วนที่เกิน 4 ล้านบาทขึ้นไปให้จัดเก็บในอัตรา 35% จากเดิมที่ 37%

นอกจากนี้ยังได้รับทราบการต่ออายุพระราชกฤษฎีกา ออกตามประมวลรัษฎากร การลดอัตราภาษี นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัด จากอัตรา 35% เหลืออัตรา 20% ของกำไรสุทธิ

ห้ามที่ปรึกษารัฐมนตรีพิมพ์นามบัตร-ลดเงินเดือน

ครม. ยังได้รับทราบแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รัฐมนตรีที่แต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี เดิมเงินเดือน 63,800 บาท ซึ่งสูงกว่าที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จึงให้ปรับลดลงเหลือ 50,000 บาท จำนวนผู้ช่วยรัฐมนตรีที่แต่งตั้งได้ 30 คน ทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้ 420,000 บาทต่อเดือน และห้ามไม่ให้ที่ปรึกษาที่ไม่เป็นทางการใช้ตำแหน่งไปพิมพ์นามบัตรว่า “เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี” แต่ให้ใช้ว่าเป็น “คณะทำงาน” และไม่ต้องพิมพ์นามบัตร นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการไม่ให้มีการขึ้นป้ายคัตเอาต์เพื่อโฆษณาผลงานรัฐมนตรี เพราะรัฐมนตรีทุกคนต้องทำหน้าที่อยู่แล้ว

ยกเลิกไมค์-เครื่องเสียงห้องประชุม ครม.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการติดตั้งไมโครโฟนและเครื่องเสียงที่ใช้ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งมีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย ว่ามีราคาแพงกว่าราคาที่ตามท้องตลาดว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ถอดเครื่องเสียงทั้งหมดออก เพื่อสอบสวนและหาข้อเท็จจริง โดยการประชุมในครั้งหน้านั้น จะใช้ห้องประชุมคณะรัฐมนตรีที่ตึกบัญชาการ 1 และจะนำเครื่องเสียงเก่ามาติดตั้งก่อน

“ได้ทบทวนใหม่ทั้งหมด ยุติไปก่อน ราคาที่รัฐบาลจะจัดซื้อไม่ใช่ราคานั้น ต้องไปสอบสวนขั้นตอนว่าเหมาะสมหรือไม่ ควรจะต้องใช้ดีขนาดนี้หรือไม่ จริงๆ แล้วเราต้องการให้มีการประชุมทางไกลได้ เห็นหน้าเห็นตาของทุกคนเวลาสั่งการ เพราะวันหนึ่งเราต้องเดินไปสู่อาเซียน แนวคิดจึงเป็นแบบนั้นมา ส่วนเรื่องของราคานั้น เท่าที่ทราบ ไมโครโฟนรุ่นนี้นำเข้ามาราคากลางๆ ยังไม่ชัดเจน อยู่ในขั้นของการต่อรอง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนว่าถูกต้องหรือไม่ สมควรจะใช้หรือไม่ ตอนนี้ยุติทั้งหมดแล้ว” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะสามารถใช้ห้องประชุมตึกบัญชาการได้ ถ้าจะใช้ต้องใช้ไมโครโฟนเก่าไปชั่วคราวก่อน ตอนนี้นายกฯ รับผิดชอบอยู่แล้วในการให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่าเพิ่งไปลงโทษกันนักหนา รัฐบาลต้องการให้เกิดความโปร่งใส แล้วก็ต้องดูเจตนาว่าทำเพราะอะไร อย่างไร ต้องไปหากันต่อ ใจเย็นๆ สำหรับสื่อก็ตรวจสอบไป แต่ต้องให้เวลาบ้าง เพราะต้องเรียกคนมาสอบสวน และทางคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เองก็มีกฎหมายตรวจสอบอยู่ มีทั้งภาคทัณฑ์ กักขัง จำขัง ไล่ออก ตัดเงินเดือน ขึ้นอยู่กับเจตนาหรือไม่ ดูในข้อกฎหมาย ทั้งนี้ สิ่งที่อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองพูดให้รับฟังดูบ้าง ถ้ายังไม่ได้ทุจริตอย่างเพิ่งไปทำอะไร

ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการปรับปรุง และจัดซื้อไมโครโฟนห้องประชุม ครม. ชั้น 5 ตึกบัญชาการ ได้ให้เจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้รับเหมาทำการรื้อและถอดไมโครโฟนออกจากการติดตั้งทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่ สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล สั่งห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นไปบนตึกบัญชาการ ชั้น 5 โดยเด็ดขาด ในช่วงที่เจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการและผังเมืองถอดรื้อไมโครโฟน

แต่งตั้งโยกย้ายมหาดไทย 37 ตำแหน่ง

ครม. ยังได้อนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 37 ราย ประกอบด้วย
1. นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดชุมพร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครศรีธรรมราช
3. นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมที่ดิน
4. นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสงขลา ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมการปกครอง
5. นายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพังงา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสงขลา
6. นายคณิต เอี่ยมระหงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
7. นายพินิจ หาญพาณิชย์ อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมที่ดิน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสมุทรปราการ
8. นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอุบลราชธานี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
9. นายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอุบลราชธานี
10. นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดระยอง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
11. นายธานี สามารถกิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดระยอง
12. นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
13. นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดชัยนาท ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดขอนแก่น
14. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสระบุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดชัยนาท
15. นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสระบุรี
16. นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดตาก ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเชียงใหม่
17. นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ(ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดตาก
18. นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดร้อยเอ็ด ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
19. นายสมศักดิ์ จังตระกูล ที่ปรึกษา (วิชาการทรงคุณวุฒิ) ด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดร้อยเอ็ด
20. นายสุวิทย์ สุบงกฎ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
21. นายภุชงค์ โพธิกุฎสัย ที่ปรึกษา (วิชาการทรงคุณวุฒิ) ด้านการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์
22. นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครราชสีมา
23. นายเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพัทลุง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบุรีรัมย์
24. นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครราชสีมา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพัทลุง
25. นายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดจันทบุรี
26. นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดภูเก็ต ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
27. นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดราชบุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดภูเก็ต
28. นายสุรพล แสวงศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสิงห์บุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดราชบุรี
29. นายชโลธร ผาโคตร ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบึงกาฬ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสิงห์บุรี
30. นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอุทัยธานี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดกาญจนบุรี
31. นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดชัยภูมิ
32. นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพิษณุโลก ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครสวรรค์
33. นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสุโขทัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพิษณุโลก
34. นายชนม์ชื่น บุญญานุสาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสมุทรสงคราม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนนทบุรี
35. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดแพร่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
36. นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดยะลา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสตูล
37. นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดมหาสารคาม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอุดรธานี

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป