คสช. ครั้งสุดท้าย ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรก เร่งอนุมัติงบลงทุนไตรมาสแรกปี’58 วงเงิน1.5 แสนล้าน- บันทึกความตกลงขายข้าวฟิลิปปินส์ 3 ล้านตัน 3 ปี

พ.อ.วินธัย สุวารี และ นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุม คสช. เพื่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 13/2557 เมื่อวันที่ 2 กันยายน  2557 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยหัวหน้า คสช. กำชับให้ทุกกระทรวงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 (ตุลาคม-ธันวาคม 57) ให้ได้วงเงิน 157,538 ล้านบาท

นพ.ยงยุทธกล่าวว่า คสช. ได้พิจารณาอนุมัติมาตรการการใช้จ่ายงบประมาณ 2558 โดยหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้สำนักงบประมาณเร่งรัดการใช้งบประมาณภาพรวม 97%  โดยเป็นการตั้งเป้าการเบิกจ่ายสูงงบลงทุนมากที่สุดในประวัติการณ์ถึง 87% แบ่งการเบิกจ่ายไตรมาสแรก 35% คิดเป็นวงเงินประมาณ 157,538 ล้านบาท จากงบประมาณในการลงทุนทั้งปี 450,110 ล้านบาท และ 3 ไตรมาสที่เหลือเบิกจ่ายไตรมาสละประมาณ 20%  

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณจะเป็นมาตรการเชิงรุก จะช่วยให้เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวเป็นไปตามเป้าหมาย และเห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2558 นอกจากนี้ยังต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจและทุกหน่วยงาน ให้จัดลำดับความสำคัญในการลงทุน  เพื่อให้เงินออกสู่ระบบเศรษฐกิจ  และให้กระทรวงการคลังสั่งการให้เบิกจ่ายงบรายการเพื่อการอบรมสัมมนา สัดส่วน 50% ของงบทั้งหมดในปี 2558 และให้รายงานผลการใช้งบประมาณทุก 3 เดือน” นพ.ยงยุทธ กล่าว

ทีมโฆษก คสช. กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการเพิ่มเติมว่า ห้ามไม่ให้ทุกหน่วยงานมีการเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และหากหน่วยงานใดเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จะมีการปรับลดงบประมาณหน่วยงานนั้นในปีงบประมาณถัดไป สำหรับหน่วยงานที่ตั้งเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ให้ตั้งไว้เฉพาะรายจ่ายประจำ  ทั้งนี้ ต้องการให้ความสำคัญกับการลงทุนซ่อมแซมส่วนราชการต่างๆ รวมทั้งการจัดซื้อพัสดุ อุปกรณ์

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.  ที่มาภาพ : http://news.bbcimg.co.uk/media/images/75035000/jpg/_75035810_75035805.jpg

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
ที่มาภาพ : http://news.bbcimg.co.uk/media/images/75035000/jpg/_75035810_75035805.jpg

อย่างไรก็ตาม  คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) โดย พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ได้รายงานให้ให้ คสช. รับทราบว่า ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และลดการใช้จ่ายงบประมาณไปได้ 2,400 ล้านบาท จากโครงการก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 4 โครงการ ซึ่งมีการประมูลงานในราคาที่สูงเกินจริง

ในวาระเดียวกันนี้ คสช. ได้อนุมัติงบกลางปี 2557 วงเงิน 180 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการทหาร ทั้งชั้นประทวนและสัญญาบัตร 9,231 คน และยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับข้าราชการทหารที่เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ในปี 2556-2561 จำนวน 5,000 คน ใช้งบประมาณ 1,982 ล้านบาท และยกเว้นภาษีรวม 10 ล้านบาท

อนุมัติบันทึกความตกลงขายข้าวฟิลิปปินส์ 3 ล้านตัน 3 ปี

คสช. ยังได้อนุมัติการลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยมอบอำนาจให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ หรือผู้ที่ รมว.พาณิชย์มอบหมายให้เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย

โดยร่างบันทึกความตกลงในครั้งนี้ สาระสำคัญเหมือนฉบับที่หมดอายุลง โดยปรับเวลาสิ้นสุดให้เป็น 31 ธ.ค. 2559 ซึ่งไทยสามารถเข้าร่วมประมูลขายข้าวหรือเจรจาซื้อขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)  กับฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้ รมว.พาณิชย์ หรือผู้ที่ รมว.พาณิชย์มอบหมายให้เป็นผู้ลงนามในบันทึกความตกลงฯ

สำหรับเนื้อหาโดยสรุปคือ ัฐบาลไทยและฟิลิปปินส์จะซื้อขายข้าวขาวไม่เกิน 1 ล้านตันต่อปี ระหว่งปี 2557-2559 ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดข้าวโลกและผลผลิตในทั้งสองประเทศ และให้ใช้ราคาตลาดระหว่างประเทศขณะนั้น ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศคาดว่าฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวในปี 2557 ประมาณ 1.45 ล้านตัน

คสช. เพิ่มโทษนักปั่นหุ้นทางแพ่งควบคู่อาญา

คสช. วันเดียวกันนี้ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติหรือ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎหมายเดิมที่กำหนดให้มีการเอาผิดทางแพ่งในความผิดบางประเภทเพิ่มเติม จากเดิมที่กำหนดไว้แต่ทางอาญาเท่านั้น เพื่อทำให้การเอาผิดดำเนินการได้รวดเร็วและทันสถานการณ์มากยิ่งขึ้น  และยังป้องกันผู้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบในตลาดทุน

นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดฐานความผิดในส่วนของการกระทำที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การเพิ่มเติมบทสันนิษฐานเพื่อลดภาระของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. โดยกำหนดให้ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทผู้สอบบัญชี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุคคลที่รู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นประการอื่น เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ในกฎหมายฉบับใหม่ที่แก้ไข ยังกำหนดห้ามไม่ให้บุคคลใดซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน ซื้อหรือขายหรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์  ไม่ว่าเพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น และการเปิดเผยข้อมูลภายในไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมและไม่ว่าด้วยวิธีใดแก่บุคคลอื่นต่อไป โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้รับข้อมูลอาจนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ในการซื้อหรือขายหรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์

“เมื่อ คสช. เห็นชอบกฎหมายฉบับนี้แล้ว จะนำเสนอให้ สนช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาตามกระบวนการต่อไป โดยกระทรวงการคลังรายงานว่า กฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาความผิด และทำให้เกิดการส่งเสริมการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างตรงไปตรงมา”

ก่อนหน้านี้ นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า การเสนอให้ลงโทษทางแพ่งเพิ่มขึ้นนั้น เป็นการเพิ่มเครื่องมือลงโทษผู้กระทำความผิด รวมถึงช่วยดูแลความผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมองว่าควรรีบใช้มาตรการลงโทษดังกล่าว เพื่อให้ทันกับผู้ที่กระทำความผิดในคดีทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ ก.ล.ต. ได้ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลา 1 ปี

เพราะในปัจจุบันนี้ การเอาผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ จะเอาผิดทางอาญาอย่างเดียว ทำให้ต้องใช้เวลานานในการตรวจสอบ เพราะต้องผ่านการตรวจสอบในกระบวนการต่างๆ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยการปรับปรุงกฎหมายและการลงโทษทางแพ่งเพิ่มเติมที่ ก.ล.ต. เสนอ เช่น เมื่อผู้กระทำความผิดแสวงหาประโยชน์จากตลาดหุ้นไปจำนวนเท่าใด ก็ต้องนำเงินดังกล่าวมาคืนรัฐพร้อมทั้งเสียค่าปรับประมาณ 2-3 เท่าของยอดเงินที่กระทำความผิด ซึ่งขึ้นกับคณะกรรมการจะพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดในแต่ละรายต้องเสียค่าปรับกี่เท่า นอกจากนี้ จะห้ามไม่ให้ผู้ที่ทำผิดเข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายในตลาดทุนอีก 5 ปี หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายบางข้อชัดเจน