ThaiPublica > เกาะกระแส > สภาพัฒน์ฯ วิเคราะห์เศรษฐกิจสวนทางแบงก์ชาติ ชี้ใช้ดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นต่อ ส่วน ธปท. มองต่าง ควรกลับสู่ภาวะปกติ

สภาพัฒน์ฯ วิเคราะห์เศรษฐกิจสวนทางแบงก์ชาติ ชี้ใช้ดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นต่อ ส่วน ธปท. มองต่าง ควรกลับสู่ภาวะปกติ

21 พฤษภาคม 2012


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ  เลขาธิการ สภาพัฒน์ฯ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สภาพัฒน์ฯ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ แถลงรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบระยะเดียวกันปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นจากที่หดตัว 8.9% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2554 และขยายตัว 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 0.3% มาจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต การบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มดีขึ้น นอกจากนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้ประกาศประมาณจีดีพี ปี 2555 ไว้เท่าเดิมที่ 5.5-6.5% และประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปเท่าเดิมที่ 3.5-4.0% (รายละเอียดภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มปี 2555)

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สภาพัฒน์ฯ กล่าวในการแถลงข่าวว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัว 0.3% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังจากวิกฤตน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่การฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยในบางอุตสาหกรรมการผลิตยังไม่เต็มที่ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ของบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่คาดว่าน่าจะเริ่มการผลิตเต็มที่ได้ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

“คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวสู่ภาวะปกติได้ไตรมาสสอง โดยจีดีพีน่าจะโตได้ในอัตรา 4-5% และจีดีพีที่เหลืออีก 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีก็น่าจะขยายตัวได้เฉลี่ยประมาณ 5%” นายอาคมกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายอาคมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปีนี้จะคงประมาณการจีดีพีไว้ที่ 5.5-6.6% หรือค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6% โดยรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการคลังเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม จากงบประมาณ 2 ส่วน คือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นฟูหลังน้ำท่วม 120,000 และ งบลงทุนสร้างอนาคตของประเทศอีก 350,000 ล้านบาท ถึงแม้ว่าจะมีส่วนทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจดีขึ้น และสามารถฟื้นฟูภาคการผลิตกลับมาได้ รวมทั้งการส่งออกที่สามารถแข่งขันได้ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาจากฐานของจีดีพีที่ต่ำมาก ซึ่งทั้งปี 2554 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 0.1%

ดังนั้น ในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการคลังในการไปช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสูงขึ้นแล้วอยากจะฝากว่า ในเรื่องนโยบายการเงิน หากคิดว่าจะเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนเพื่อจะชะลอเศรษฐกิจนั้นไม่น่าจะใช่ นโยบายภาคการเงินยังต้องดูแลภาคเศรษฐกิจจริงให้ฟื้นตัวให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน

“ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่พูดว่าขอให้ช่วยดูแลเศรษฐกิจของเราให้ฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างเต็มที่ เพราะปีที่แล้วเราประสบปัญหา 3 เดือนสุดท้าย และไตรมาสแรกปีนี้อัตราการบริโภคยังเพิ่มขึ้นน้อยมากคือ 2.7% ซึ่งไม่ถือว่าเป็นอัตราปกติของการบริโภค เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าบอกว่าเศรษฐกิจฟื้นขึ้นร้อนแรง (over heat) คงไม่ใช่ เพราะปัญหาของเรานั้นจะมาจากต้นทุนการผลิตเสียมากกว่าที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้น ต้องดูต้นทุนทางการเงินให้เอกชนสามารถลงทุนได้ ทั้งในด้านการปรับตัว การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน” นายอาคมกล่าว

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า เงินเฟ้อในช่วงต้นปีเร่งขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่นำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงโดยในเดือนมีนาคมเฉลี่ยอยู่ที่ 122 ดอลลาร์/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนเมษายนราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มชะลอลงจากเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศขยายตัวไม่เต็มที่ และปัญหาของกรีซส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ขยับตัวสูงมากในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ราคาน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 10% ของตะกร้าเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นเมื่อราคาน้ำมันสูงทำให้เงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้นตาม

“เวลานี้รัฐบาลได้ช่วยภาระในเรื่องบ้านหลังแรก รถคันแรก เป็นสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีโอกาสใช้จ่ายมากขึ้น อีกด้านหนนึ่งก็ช่วยดูแลค่าใช้จ่าย เช่น มาตรการน้ำฟรี ไฟฟรี รถไฟฟรี รวมทั้งส่วนที่เป็นเรื่องกองทุนน้ำมันรัฐบาลก็ดูแลราคาน้ำมันช่วยลดผลกระทบเงินเฟ้อ”

นายอามคมระบุว่า ทั้ง 3 มาตรการข้างต้นเป็นมาตรการทางด้านการคลังทั้งสิ้น เพื่อช่วยดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตเข้าสู่ภาวะปกติได้ แต่อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าอัตราการลงทุนของภาคเอกชนไทยนั้นตั้งแต่วิกฤติปี 2540 ไม่เพิ่มขึ้นเลย จึงถึงเวลาที่ภาคเอกชนต้องขยายโรงงาน ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่

ตัวอย่างเช่น เรื่องของการขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่สอง การขยายการขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร เรื่องการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคภายในประเทศโดยรถไฟ หรือเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า สร้างรายได้เข้าประเทศ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ นายอาคมเห็นว่าถึงเวลาจำเป็นต้องทำแล้ว

ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์เฉพาะเชิงตัวเลขอาจจะมองว่าสูงมาก แต่อย่าลืมว่าปีที่แล้วฐานต่ำมากแค่ 0.1% ถ้าหากวิเคราะห์แบบนี้แล้วบอกว่าจำเป็นต้องดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งก็เห็นว่าทางการมีมาตรการหลายอย่างช่วยดูแลแล้ว อีกด้านหนึ่งถ้าดอกเบี้ยสูงอาจจะไปทำให้การลงทุนชะลอตัว

เพราะฉะนั้น หากนโยบายการเงินจะปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า เป็นการดำเนินการที่เร็วเกินไปในแง่ของการดำเนินนโยบาย

พร้อมย้ำว่า“ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ขึ้น แต่พูดว่าขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ดำเนินนโยบาย” เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ฯ ดูจะสวนทางกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เพิ่งประเมินเศรษฐกิจออกเป็นรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนพฤษภาคม 2555 โดย กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด และปัจจัยเสี่ยงเงินเฟ้อมีเพิ่มขึ้น

โดย นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ผู้แถลงรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อระบุว่า นโยบายการเงินในขณะนี้เป็นนโยบายผ่อนปรนหรือผ่อนคลายเป็นพิเศษ สะท้อนได้จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังติดลบ การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำก็เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติ แนวนโยบายการเงินก็ต้องปรับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นกัน สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่มีความเห็นว่า เมื่อเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว การดำเนินนโยบายการเงินการคลังก็ควรลดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากดูด้านสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันเงินเฟ้อ จากรายงานข้อมูลผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2555 ปรากฏว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกขยายตัว 13.9% จากระยะเดียวกันปีก่อน ถือว่าอยู่ระดับสูงเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2554 ที่สินเชื่อทั้งปีขยายตัว 14.9%

โดยแบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ (คิดเป็นสัดส่วน 71% ของสินเชื่อรวม) ขยายตัว 13.2% ชะลอลงจาก 14.8% ทั้งนี้เป็นผลจากการชะลอตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ และสินเชื่อ SME (คิดเป็นสัดส่วน 51.7% ของสินเชื่อธุรกิจ) ขยายตัว 14.8% เพิ่มขึ้นจากที่ขยายตัว 14.4% ณ สิ้นปี 2554

ส่วนสินเชื่อธุรกิจที่ขยายตัวชะลอลง ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต การพาณิชย์ และสาธารณูปโภค ขณะที่สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ยังคงเร่งตัวต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 29% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 15.7% เพิ่มขึ้นจาก 15.4% ณ สิ้นปี 2554 โดยเพิ่มขึ้นในสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นเป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ชะลอตัวลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากประชาชนยังมีความต้องการใช้จ่ายซ่อมแซมหรือซื้อทรัพย์สินทดแทนที่เสียหายจากอุทกภัย

ทั้งนี้ การประเมินภาวะเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ฯ ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องทั้งด้านนโยบายการเงินและการคลัง โดยเชื่อว่าไม่เป็นแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ ธปท. ประเมินว่าไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และค่อนข้างเป็นห่วงเงินเฟ้อที่มาจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ คือ จากการใช้จ่่ายภาครัฐและเอกชน การขยายตัวของสินเชื่อที่ค่อนข้างแรง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

นี่คือความเห็นต่างของ 2 หน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศ ถือว่ามีนัยสำคัญที่ตลาดต้องจับตามอง โดยเฉพาะความคิดเห็นต่างของสภาพัฒน์ฯ ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล และเป็นช่วงเวลาการคัดเลือก ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานบอร์ด ธปท. คนใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติไปในการประชุม ครม. สัญจรที่กาญจนบุรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างเสนอให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง