อัยการสูงสุดยื่นฟ้องอาญาเอกชน 7 ราย ร่วมสนับสนุน “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ทุจริตระบายข้าวจีทูจี

 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 นายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุด (กลาง) พร้อมกับนายพันธุ์โชติ บุญศิริ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน (ซ้าย) และนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน (ขวา) ร่วมกันแถลงข่าว “อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเอกชน 7 ราย เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต กรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ” ณ ห้องประชุม 303 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

นายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุด (กลาง) พร้อมกับนายพันธุ์โชติ บุญศิริ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน (ซ้าย) และนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน (ขวา) ร่วมกันแถลงข่าว “อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเอกชน 7 ราย เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต กรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ” ณ ห้องประชุม 303 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 นายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุด พร้อมกับนายพันธุ์โชติ บุญศิริ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน และนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน เปิดเผยว่าอัยการสูงสุดยื่นฟ้องเอกชน 7 ราย เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต กรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ “จีทูจี”โดยนายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้อง Guangdong Stationery & Sporting Goods Imp.&Exp. Corp. (บริษัท กวางตุ้ง จำกัด) กับพวกรวม 14 ราย ร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต กรณีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในโครงการรับจำนำข้าว กรณีดังกล่าวนี้อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า พยานหลักฐานยังมีข้อไม่สมบูรณ์ จึงตั้งคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด รวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ ซึ่งหลังจากคณะทำงานร่วมฯ รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จเรียบร้อยและได้ข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินคดีนี้แล้ว จึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป

ล่าสุด อัยการสูงสุดมีความเห็นว่า คดีในส่วนของบริษัท กวางตุ้ง จำกัด กับพวก ซึ่งเป็นนิติบุคคล รวมทั้งผู้แทนหรือเจ้าหน้าที่นิติบุคคลจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวม 7 ราย มีข้อไม่สมบูรณ์ จึงให้ดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างการดำเนินการขอความร่วมมือทางอาญา ส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร กับพวกรวม 7 ราย ซึ่งมีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอฟ้อง อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ดำเนินคดีฟ้องนิติบุคคลกับพวกกลุ่มนี้ไปก่อน

นายชุติชัยกล่าวต่อว่า ในวันนี้ อัยการสูงสุดได้เป็นโจทย์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงสีกิจทวียโสธรกับพวกรวม 7 ราย เป็นจำเลย ต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 มาตรา 83 มาตรา 86 และมาตรา 91 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 123/1 พร้อมกันนี้ อัยการสูงสุดได้นำคำฟ้อง พร้อมสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเอกสารหลักฐานต่างๆ จำนวน 300 กล่อง 2,280 แฟ้ม หรือประมาณ 85,990 แผ่น ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย ทั้งนี้ ศาลได้รับฟ้องไว้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.1/2559 และนัดฟังคำสั่งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 น.

โดยจำเลยทั้ง 7 รายมีรายชื่อดังนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร โดยนายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1, นายทวี อาจสมรรถ เป็นจำเลยที่ 2, บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัดโดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่ 3, บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด โดยนายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการ เป็นจำเลยที่ 4 , นายปกรณ์ ลีศิริกุล จำเลยที่ 5, บริษัท เจียเม้ง จำกัดโดยนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการ จำเลยที่ 6 และนางประพิศ มานะธัญญา เป็นจำเลยที่ 7 ทั้งนี้ นายทวี อาจสมรรถ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร และในฐานะกรรมการ บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ทำการแทนนิติบุคคลทั้ง 2 แห่ง การบรรยายฟ้องในสำนวนคดีจึงมีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 7 ราย

“จำเลยคดีนี้ประกอบด้วยนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยรวม 7 ราย แม้วันนี้จำเลยทั้งหมดจะมาศาลหรือไม่ก็ตาม อัยการสูงสุดยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2543 ข้อ 8 วรรค 2” นายชุติชัยกล่าว

สำหรับขั้นตอนตามกฎหมายภายหลังศาลรับฟ้องคดี ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกองค์คณะผู้พิพากษาเพื่อพิจารณาคดีนี้จำนวน 9 คน โดยเลือกจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน องค์คณะผู้พิพากษาดังกล่าวจะประชุมเพื่อเลือกเจ้าของสำนวนคดีจำนวน 1 คน เพื่อพิจารณาคำฟ้องของอัยการสูงสุด หากไม่มีการแก้ไข ศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งประทับฟ้อง

และเนื่องจากคดีฟ้องเอกชนทั้ง 7 ราย มีข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกันและมีพยานหลักฐานชุดเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.25/2558ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการสูงสุดเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวกรวม 21 คน และศาลนัดไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ นัดแรกวันที่ 2 มีนาคม 2559 ดังนั้น คณะพนักงานอัยการจึงยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขอรวมพิจารณาคดี ซึ่งอัยการสูงสุดต้องรอฟังคำสั่งศาลว่าจะอนุญาตให้รวมพิจารณาคดีหรือไม่

ด้านนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวว่า อัยการสูงสุดมั่นใจ สำนวนคดีและพยานหลักฐานที่อัยการสูงสุดส่งให้ศาลฎีกาฯ พิจารณามีความชัดเจนเพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่าการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการระบายข้าวแบบจีทูจี เพราะข้าวที่ซื้อขายกันเป็นข้าวที่กรมการค้าต่างประเทศทำสัญญาขายข้าวให้กับบริษัทจีน 2 แห่ง แต่กลับนำเงินจากนิติบุคคลในประเทศไปจ่ายกรมการค้าต่างประเทศเป็นแคชเชียร์เช็ค และนำข้าวไปส่งให้นิติบุคคลในประเทศซึ่งเป็นเจ้าของโกดังเก็บข้าว ทั้งที่บุคคลกลุ่มนี้น่าจะรู้ว่าการซื้อขายข้าวในโครงการระบายข้าวแบบจีทูจีต้องขายข้าวให้ต่างประเทศเท่านั้น ไม่ได้ให้ขายในประเทศ ดังนั้น กรณีที่นิติบุคคลออกแคชเชียร์เช็คนำไปชำระค่าข้าวให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ถือเป็นการสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ทางอัยการสูงสุดจึงนำหลักฐานแคชเชียร์เช็คทั้งหมดส่งให้ศาลฎีกาฯ พิจารณา