“บิ๊กตู่” แจกสิทธิประโยชน์ BOI ตรึม อุ้มเอกชนลงทุน คลังชี้ 6 ปี ภาษีหาย 1.68 ล้านล้าน แลกดึงทุนนอก 5 แสนล้าน-จ้างงาน 3 แสนคน

หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเร่งรัดการลงทุน ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นำเสนอ โดยให้สิทธิแก่นักลงทุนที่ยื่นขอบีโอไอตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559 หากเริ่มลงทุนก่อสร้างโรงงาน หรือเปิดให้บริการได้ภายในปี 2560 จะได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 1-4 ปี และจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ของอัตราปกติต่อไปอีก 5 ปี (เดิมยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี หลังจากนั้นจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ของอัตราปกติอีก 5 ปี)

การที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุนเพิ่มเติมจากปกติ นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า หลังจาก BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้กิจการต่างๆ ในปี 2557 จำนวน 2,320 โครงการ มูลค่า 875,000 ล้านบาท พบว่าปัจจุบันโครงการเหล่านี้ได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรแค่ 38% ส่วนปี 2558 แจกบัตรส่งเสริมการลงทุนอีก 362 โครงการ รวมเม็ดเงินลงทุน 48,000 ล้านบาท แทบจะไม่มีการลงทุนเลย นอกจากนี้กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2559 จะมีนักลงทุนมายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาทเท่านั้น ทำให้ที่ประชุม ครม. ต้องออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน

ธนาคารโลกแนะยกเลิกTax holidays

สอดคล้องกับผลการศึกษาของธนาคารโลกก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ขณะนี้แนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก คือ ประเทศต่างๆ พยายามหลีกเลี่ยงการให้ Tax holidays โดยเฉพาะประเทศไทย มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากเกินไป จากประสบการณ์ของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ยกเลิก Tax holidays ไปหมดแล้ว (Completely disappeared) ส่วนประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศกำลังทยอยยกเลิก Tax holidays โดยธนาคารโลก จึงทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยดังนี้

1) เสนอให้ทบทวนและจำกัดประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริม และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ โครงการที่จะได้รับการส่งเสริมควรจะมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นและสำคัญมากๆ
2) BOI ต้องสร้างกลไกและระบบติดตามการประเมินผลการให้สิทธิประโยชน์ของ BOI เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าโครงการที่ได้รับ BOI มีความคุ้มค่าเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้น
3) แนะนำให้เปลี่ยนตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จากเดิมวัดที่ “มูลค่า” กิจการที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุน มาเป็น “ความคุ้มค่า” ของการส่งเสริมการลงทุน
4) ปรับเปลี่ยนบทบาทของบีโอไอ โดยให้หันมามุ่งเน้นในเรื่องของการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน (Facilitator) มากกว่าการเป็นผู้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

Web

หลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย ก่อนประชุมคณะกรรมการ BOI ครั้งแรก สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ก่อนถูกยุบเลิก) ทำหนังสือด่วนที่สุดเลขที่ สศ. 0001/671 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2557 ถึง พล.อ. ประยุทธ์ โดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ เสนอให้ยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของ BOI กับธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจต่างชาติ(ในข้อ 2.5.3)

วันที่ 18 มิถุนายน 2557 พล.อ. ประยุทธ์ เรียกประชุมคณะกรรมการ BOI ครั้งที่ 1/2557 ได้มอบนโยบายแก่ BOI ดังนี้

1. เร่งรัด BOI ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 ตุลาคม 2557 โดยมอบหมายให้ BOI ร่วมกับกระทรวงการคลังทบทวนการให้สิทธิประโยชน์ BOI ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และดูแลฐานภาษีเงินได้ของประเทศให้สอดคล้องกับการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (30% ลดเหลือ 20%)

2. ปัจจุบันมีกิจการอยู่ในข่ายส่งเสริมการลงทุน 243 ประเภท ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 1 แสนล้านบาท ควรมีการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ BOI ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยจำกัดประเภทกิจการ หรือ ปรับลดประเภทกิจการลง และให้เน้นให้การส่งเสริมการลงทุนกับโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง เช่น เป็นโครงการที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี, ใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ, ประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทดแทน, พัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย (SMEs), รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยการปรับลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปรับเปลี่ยนบทบาท BOI เน้นอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน นอกจากจะช่วยให้การพัฒนาประเทศมีความยั่งยืน ยังลดการสูญเสียรายได้จากภาษีอากร ทำให้รัฐมีงบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศเพิ่มมากขึ้น

3. การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ควรคำนึงถึงความคุ้มค่า โดยจะต้องมีตัวชี้วัดที่แสดงถึงประสิทธิผล นอกเหนือจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริม

4. การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ควรคำนึงถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ รองรับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจชายแดน(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

ทั้งนี้มีรายงานข้อมูลสำนักงบประมาณพบว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสูญเสียรายได้จากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI รวมทั้งสิ้น 1.68 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2.8 แสนล้านบาท รวม 5 ปี เพื่อแลกกับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจต่างชาติ 505,381 ล้านบาท โดยระบุว่าก่อให้เกิดการจ้างงาน 333,559 คน และมีผลต่อระบบเศรษฐกิจหรือจีดีพีเฉลี่ย 0.17% ต่อปี เฉพาะปีงบประมาณ 2558 คาดว่าจะสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพากรและภาษีศุลกากรรวมทั้งสิ้น 320,764 ล้านบาท ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐยอมสูญเสียแลกกับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศคุ้มค่าหรือไม่

เวลาผ่านมา 1 ปี 4 เดือน ปรากฏว่าการลงทุนภาคเอกชนยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชน ไตรมาสที่1/2558 ขยายตัว 3.6% ต่อปี ไตรมาสที่ 2/2558 หดตัว 3.2% ต่อปี และไตรมาสที่ 3/2558 หดตัว 6.6% ต่อปี สอดคล้องกับตัวเลขส่งออกที่ยังคงติดลบอย่างต่อเนื่องทั้ง 3 ไตรมาส จึงน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ ตัดสินใจกลับมาใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกระตุ้นการลงทุน

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ เป็นประธาน อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 15 โครงการ รวมมูลค่า 37,516 ล้านบาท ในจำนวนโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทั้งหมด ที่น่าสนใจคือ โครงการผลิตไก่รุ่นและไข่ไก่ของบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จำนวน 5 โครงการ เพื่อทำการผลิตพันธุ์ซีพี บราวน์ ปีละ 9.435 แสนตัว และไข่ไก่ปีละ 319 ล้านฟอง รวมมูลค่าการลงทุน 6,439 ล้านบาท ขณะที่บริษัทที่เหลืออีก 10 บริษัท ได้รับส่งเสริมการลงทุนรายละ 1 โครงการ

แจกสิทธิประโยชน์สวนทางยุทธศาสตร์ประเทศ

ในอดีตที่ผ่านมา BOI เคยถูกบรรดานักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง กรณี BOI แจกสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กิจการ 21 ประเภท ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ เช่น กิจการผลิตยางรัดของ, ผลิตถุงเท้า, ผลิตสกรู, ก้นกรองบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กิจการกลุ่มนี้ BOI ตอบไม่ได้ว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเด็นไหน ขณะที่มีกิจการประเภทเดียวกันเป็นจำนวนมากผลิตสินค้าเหมือนกับกลุ่มนี้ แต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี ต้นทุนสูงกว่า ไม่สามารถแข่งขันกับกิจการที่ได้ BOI

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 ที่ประชุม ครม. อนุมัติโครงการ “ต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม เติม 5 อุตสาหกรรมใหม่” ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการขึ้นมาอีกหน่วยงานหนึ่ง ทำหน้าที่กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั่วโลก เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) รวมทั้งกำหนดมาตรการที่จำเป็นในการผลักดันให้มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า คณะกรรมการระดับชาติชุดนี้มีต้นแบบมาจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของประเทศสิงค์โปร์ ซึ่งใช้วิธีการชักชวนหรือเจรจาเป็นรายกรณีไป และการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายมีความยืดหยุ่นกว่า ดังนั้น การทำงานของคณะกรรมการระดับชาติชุดนี้ จึงมีความแตกต่างจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) ที่เน้นให้สิทธิประโยชน์เป็นการทั่วไปเท่านั้น (243 ประเภทกิจการ)

สาเหตุที่รัฐบาลต้องจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาทำงานคู่ขนานกับ BOI แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตในลักษณะที่ถดถอย ขณะที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการส่งออกของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 14% ต่อปี ในช่วงปี 2541-2550 ลดเหลือ 5% ในช่วงปี 2551-2557 และคาดว่าในปี 2558 ก็น่าจะขยายตัวแค่ 5% ต่อปี

ทั้งนี้ เนื่องจาก ประเทศไทยขาดความมุ่งมั่นอย่างจริงจังและต่อเนื่องที่จะลงลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน ขณะประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน กลายเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะมีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศอย่างชัดเจน และมีการใช้ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงพื้นที่ ทำให้สามารถดึงดูดนักลงทุน และผลักดันการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างก้าวกระโดด เช่น ประเทศจีนพัฒนาเมืองเซินเจิ้นเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ขณะที่ขีดความสามารถของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องในเกือบทุกสาขา ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมทั้งมิติในการสนับสนุน โดยเฉพาะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการสาธารณูปโภคที่จะรองรับการขยายตัวของสาขาการผลิตต่างๆ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง อดีตเคยเป็นจุดแข็งของไทย ปัจจุบันมีความแออัด และมีข้อจำกัดในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่และตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.1% และมูลค่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 1.1% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของไทยจึงขยายตัวในระดับที่ต่ำ เติบโตเพียง 2-3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และต่ำกว่าการลงทุนในอดีตของประเทศไทยที่เคยขยายตัว 10% ต่อปี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ “นักลงทุนต่างประเทศ มองประเทศไทยว่าน่าลงทุนน้อยลง” ทำให้ส่วนแบ่งจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign direct investment) ในกลุ่มอาเซียนสู่ประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 31% ในปี 2550 เหลือ 20% ในปี 2557

จากปัจจัยที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ กระทรวงการคลังจึงทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล สรุปว่า “การลงทุนที่ลดลงเป็นปัจจัยสำคัญในการฉุดรั้งการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมของไทย” และเป็นสาเหตุที่ทำให้การลงทุนไทยขยายตัวช้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดจากนักลงทุนไม่มั่นใจในหลายประเด็น อาทิ ความไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง การขาดแคลนแรงงาน แต่ประเด็นที่สำคัญคือ ความไม่มั่นใจในทิศทางการส่งเสริมการลงทุน ดังจะเห็นได้ว่า การลงทุนต่างๆ เกิดขึ้นในลักษณะที่ต่างคนต่างทำ กล่าวคือ มีการส่งเสริมให้เอกชนลงทุน แต่ไม่มีการวางแผนร่วมกับภาครัฐเพื่อจัดวางปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างเป็นระบบ ดังจะเห็นได้จากการที่ภาคเอกชนมีการลงทุนแบบกระจายตัวทั่วประเทศ (Cluster) ทำให้เกิดต้นทุนทางอ้อมในระยะยาว เป็นต้น

“หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามจากสถานะของประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงทุกด้าน ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการบริหารจัดการ ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายที่ชี้วัดการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ ประชากรมีรายได้ 12,746 เหรียญสหรัฐต่อปี แต่ปัจจุบันประชากรไทยมีรายได้เพียง 5,410 เหรียญสหรัฐเท่านั้น” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าว

5+5 อุตสาหกรรมพลิกฟื้น ศก.ไทย

ที่มาของข้อเสนอ “ต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม เติม 5 อุตสาหกรรมใหม่” แนวความคิดนี้เกิดขึ้นจากการที่กระทรวงการคลังจัดตั้ง “คณะทำงานส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคเอกชน” ขึ้นมาทำการศึกษาวิเคราะห์ สถานภาพและศักยภาพของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะมีบทบาทต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย รายงานของกระทรวงการคลังฉบับนี้มีประเด็นที่นำเสนอ 3 เรื่อง คือ

    1. กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั่วโลก และจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยในอนาคต
    2. กำหนดมาตรการที่จำเป็นในการผลักดันให้มีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
    3. กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

และจากการวิเคราะห์ของคณะทำงานชุดนี้ พบว่าประเทศไทยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลกอย่างน้อย 10 กลุ่ม คือ

1.ต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม (First s-surve) ประกอบด้วย

– อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next Generation Automotive)
– อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)
– อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism)
– การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agricuture and Biotechnology)
– อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for the future)

2.เติม 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยมีศักยภาพทางการแข่งขัน ประกอบด้วย

– อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics)
– อุตสาหกรรมการบิน (Aviation)
– อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals)
– อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital)
– อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)
กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5+5 จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่แนวทางพัฒนาที่ถูกต้อง

สำหรับมาตรการที่จะผลักดันให้เกิดการการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ก็มาจากการสัมภาษณ์บรรดานักลงทุนและเจ้าของเทคโนโลยีรายสำคัญทั่วโลก 70 ราย นำมาประมวลผลจนได้ข้อสรุปที่สำคัญว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทยโดยทั่วไป ยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดดูดการลงทุนได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการพัฒนาส่งเสริมการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น โดยใช้วิธีเจรจาเป็นรายๆ

ดังนั้น เพื่อผลักดันการลงทุน 5+5 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามที่กล่าวข้างต้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม คณะทำงานชุดนี้จึงมีข้อเสนอแนะสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ควรมีองค์กรหลักทำหน้าที่ชักชวนและเจรจาเรื่องสิทธิประโยชน์กับบริษัทชั้นนำของโลกที่จะเป็นแกนนำในการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยแยกเจรจาเป็นรายๆ เพื่อเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์จากที่เคยให้เป็นปกติ ทั้งนี้ เพื่อให้สะท้อนถึงการยอมรับความแตกต่างของแต่ละคลัสเตอร์ และให้มีความคล่องตัวในการดึงดูดการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง
2.ควรมีมาตรการส่งเสริมนอกเหนือจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะ ดังนี้

– นโยบายและแผนของอุตสาหกรรมเป้าหมายแต่ละอุตสาหกรรม
– สิทธิประโยชน์เรื่องอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ควรอยู่ในระดับ 10 ไม่เกิน 15% และอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากต่างประเทศไม่ควรเกิน 15%
– สิทธิประโยชน์ด้านการเข้าออกและการทำงานของผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากต่างประเทศเทียบเท่าคนไทยในระยะ 5 ปี
– ปรับอัตราศุลกากรของพิกัดศุลกากรของอุปกรณ์ชิ้นส่วนอะไหล่ไม่ให้สูงกว่าอัตราภาษีที่เก็บจากสินค้าสำเร็จรูป
– สัดส่วนการถือหุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ 100% ในระยะเริ่มต้น หรือกรณีที่เป็นการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ซึ่งนักลงทุนไทยมีความเชี่ยวชาญ
– การถือครองที่ดิน 99 ปี (โดยขายคืนให้รัฐบาลเมื่อครบกำหนด)

หลังจากที่กำหนดมาตรการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว คณะทำงานชุดนี้ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เพื่อผลักดันนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายให้มีความต่อเนื่อง อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน และให้ความคุ้มครองนักลงทุนที่ได้มาตรฐาน ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจเข้ามาลงทุนโดยไม่มีข้อกังวลใดๆ คณะทำงานชุดนี้จึงนำเสนอโครงสร้างการกำกับดูแลและขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวดังต่อไปนี้

1. ควรมีคณะกรรมการเร่งรัดการลงทุนคลัสเตอร์เป้าหมายขึ้นมาทำหน้าที่ “กำหนดแผนอุตสาหกรรม-ชักชวน-เจรจานักลงทุนรายสำคัญ” โดยนำเสนอสิทธิประโยชน์ทั่วไปภายใต้การส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์พิเศษนอกเหนือจากการส่งเสริมการลงทุนทั่วไป

2. ควรมีการจัดตั้ง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” หรือ “เขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษ” เพื่อให้พื้นที่นั้นๆ มีความได้เปรียบจากการลงทุนของหลายคลัสเตอร์ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้มีเป้าหมายการพัฒนาในเชิงพื้นที่โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ สนามบิน รถไฟ โรงเรียน มหาลัย ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

3. จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่อนุมัติแผนการพัฒนาเศรษฐกิจเขตเศรษฐกิจพิเศษ อนุมัติงบประมาณ และประสานงานเชิงนโยบายภายในและระหว่างประเทศ

4. จัดตั้งสำนักงานบริหารเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้บริการแบบครอบคลุมเบ็ดเสร็จ (End To End) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน

5. ควรมี “โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกระยะที่ 2” โดยจัดตั้งเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เป็นโครงการนำร่อง โดยการลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5+5 จะอยู่ในพื้นที่นี้ ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วทั่วโลก จึงมีความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกได้ทันที

(อ่าน ข้อเสนอกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยฉบับสบบูรณ์)

  • sanpetchfive

    World Bank ก็ต้องฟังแต่ไม่ต้องกังวลมาก
    ไม่เห็นเขาทำให้ประเทศไหนรวยขึ้นมาได้ซักประเทศ
    เห็นมีแต่ทำให้จนลงๆ อเมริกาใต้ หรือที่ไหน
    เขาเป็นองค์กร Tool ชนิดนึงใน Washington Consensus
    เท่าน้ันเอง หลังสงครามเย็น ข้อเสนอแนะบางทีก็คนทำงานข้างใน
    ก็มาจากหลายประเทศหลายองค์การ ทั้งลับไม่ลับมาก่อน
    มีแต่คนของเราที่ส่วนใหญ่จบจากมหาลัยดีๆ เข้าไปทำงานคือ
    ไปทำงานหาข้อมูลให้เขาจริงๆ แต่ประเทศอื่นๆเขาให้จงใจเข้าไป
    เพื่อหาช่องทางให้ประเทศของเขานะผมว่า วิธีคิดต่างกัน
    จีนส่งคนเข้าไป IMF , World Bank ก็เพื่อสร้างคนและสร้างโอกาส
    รู้วิธีคิดของตะวันตกแต่คนของเรายังไงก็ไม่แน่ใจ แต่ Profile สวยแน่ๆ
    วาทกรรมเยี่ยม
    ถ้าจะทำ cluster จริงๆ ก็ต้องเดินหน้าทุกทางที่ทำได้
    พ่อค้าคิดอะไรอยากได้อะไร ทีมประเทศไทยน่าจะรู้อยู่แล้ว ก็เดินหน้าเต็มสูบครับ
    ตัดขั้นตอน ชัดเจน และผู้นำสนับสนุน ผมว่าไปได้ แต่อาจต้องใช้เวลานิดหน่อย
    แต่ต้องยอมรับว่าอาจไม่ง่ายแต่ไปได้แน่นอน เพราะเราไม่ได้เน้นสร้างงานอย่างเดียว
    เรามองยาวว่า เราให้เขาเริ่มให้ แต่ระยะยาวเราจะทำเองก็ต้องยอมเสียเพื่อจะได้
    “Our lost is our gain.” นายกก็พูดไว้ดีแล้วล่ะผมว่า
    สมัยสงครามโลกครั้งที่สองปัญหาหนักกว่านี้เยอะ อย่างอังกฤษ สู้ยิบตาแต่่ผม
    ไม่ได้ชอบอังกฤษเลยซักนิด(เช่นชวนไทยตีพม่าตอนร.4 ดีที่อัจฉริยะภาพของพระองค์ท่าน
    ไม่หลงกลอังกฤษ ประวัติศาสตร์ให้แง่คิดเสมอ) แต่ชอบศึกษาวิธีการวิธีคิดเขามากกว่า
    เขารบอยู่ก่อนสงครามหลังสงครามจบรวมๆ ไม่ต่ำกว่าสิบปีนะปัญหาผมว่า
    แต่ก็ผ่านมาได้ ประเทศเราคนเก่งเยอะมากและยังมีรัฐบาลปัจจุบันผมว่าไปได้
    ถึงแม้อุปสรรคเยอะและหนักมากๆจริงๆ เห็นใจมากๆแต่ผมมองไม่เห็นใครอีกแล้วล่ะ
    ที่จะนำพาประเทศให้ผ่านวิกฤติได้เท่าช่วงนี้แล้ว ถึงแม้ไม่ได้สำเร็จรวยอะไรมากมาย
    แต่เราจะต้องฝ่าวิกฤติไปให้ได้ เท่าที่จะทำได้อย่างน้อยคนดีในสังคมประเทศชาติ
    จะไม่หมดกำลังใจหรือศรัทธาที่มีต่อประเทศ หรือการเมือง
    ประชาชนทั่วไป หรือนักวิชาการ สื่อมวลชน สังคมประชาธิปไตยแบบเสรี
    ของเรามันก็ธรรมดา คนก็ว่ากันไปเรื่อยนะผมว่า ต้องอดทนต่อคำล่วงเกินทั้งหลาย
    หลายฝ่ายก็พยายามยั่วให้โกรธ ผมเข้าใจว่ากำลังใจผู้นำสำคัญที่สุด เชอร์ชิลก่อน
    เข้ามาแก้ท้อไม่รู้กี่รอบ เป็นเหมือนคนแก่ๆ คนนึงแต่พอเข้ามากลับมีชีวิตชีวา
    สนุกกับการแก้ปัญหา เหมือนง่ายแต่จริงๆ ทั้งเครียดทั้งเสี่ยง ยิ่งต้องสั่งยิงกองเรือฝรั่งเศส
    คนตายไปสองชั่วโมง สี่ห้าพันคนหรือไงไม่แน่ใจเพื่อไม่ให้เยอรมันใช้บุกอังกฤษ
    ฝรั่งเศสบางส่วนโกรธมากเหมือนกัน แต่กำลังใจฝรั่งเศสตอนแพ้เยอรมันผู้นำอ่อนมาก
    แพ้แค่อาทิตย์เดียว แต่อังกฤษอาจโชคดีที่อยู่เกาะแต่จริงๆ ทีมเขาเตรียมไว้ก่อนสงครามแล้ว
    ผมว่านายกฯของเราตอนนี้น่าจะดีที่สุดแล้วล่ะ ไม่ได้เชียร์ แต่มองตามความเป็นจริงใคร
    จะมาแก้ปัญหาแบบจริงๆ ไม่มีหรอกช่วงวิกฤติแบบนี้มีแต่ วาทกรรมไปเรื่อยผมว่า
    แต่การลงทุนอาจต้องพยายาม มองว่า โลกปัจจุบันต้องหาอะไรที่ประหยัด ราคาต้องไม่สูง
    ตลาดโลก อาเซียนก็จะไปได้ เทรนด์มันน่าจะไม่ฟุ้งเฟ้อมาก แต่การเพิ่มมูลค่าดีแต่ต้องให้พอประมาณ เพราะโลกอาจต้องการๆประหยัดมากขึ้น ไม่ว่าพลังงาน หรืออะไรก็ตามแต่
    ก็คิดและเสนอแบบบ้านๆนะครับผม