องค์การอนามัยโลกเปิดรายงาน “ดื้อยา” ประกาศยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาโรคได้อีกต่อไป – ระบุ 7 โรคเสี่ยง

รายงานขององค์การอนามัยโลกฉบับใหม่ประกาศว่ายาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาโรคได้อีกต่อไป จากข้อมูลของ 114 ประเทศทั่วโลก เปิดเผยว่าไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะได้อีกแล้วในอนาคต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทุกวัย และทุกประเทศ

ดร.เคอิจิ ฟุกุดะ (Keiji Fukuda) ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า จากการประสานงานระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โลกกำลังมุ่งไปทิศทางยุคหลังยาปฏิชีวนะ (Post-antibiotic era) ซึ่งเป็นยุคที่การติดเชื้อและอันตรายอื่นๆ ที่เคยรักษาได้มานานหลายทศวรรษนั้นสามารถกลับมาฆ่าเราได้อีกครั้ง

ยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น อยู่อย่างสุขภาพดี และได้รับประโยชน์จากการแพทย์สมัยใหม่ ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของการปรับปรุงความพยายามที่จะป้องกันโรคและเปลี่ยนวิธีการสร้าง การกำหนด และการใช้ยาปฏิชีวนะแล้ว โลกก็จะสูญเสียสินค้าสุขภาพและสิ่งที่เกี่ยวข้องก็จะเสียหายไปด้วย

ในรายงาน “การดื้อยา: รายงานจากการเฝ้าระวังทั่วโลก” (Antimicrobial resistance: global report on surveillance) ระบุว่าการดื้อยานั้นเกิดในโรคต่างๆ มากมาย แต่ในรายงานจะมุ่งศึกษาการดื้อยาในแบคทีเรียทั่วไป 7 ชนิด เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) โรคท้องร่วง (Diarrhea) โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infections) และโรคหนองใน (Gonorrhoea) ผลที่ได้พบว่ามีการดื้อยาทั้งหมดในทุกภูมิภาคของโลก

ที่มาภาพ : http://www.microbioncorp.com/wp-content/uploads/2014/05/AMR.jpg
ที่มาภาพ: http://www.microbioncorp.com/wp-content/uploads/2014/05/AMR.jpg

ประเด็นสำคัญของรายงานฉบับนี้

เชื้อแบคทีเรียเคล็บเซียลลานิวโมเนีย (Klebsiella Pneumoniae) ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคปอดอักเสบ ดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มคาร์บาพีเน็ม (Carbapenem) แล้วทั่วโลก ซึ่งเชื้อเคล็บเซียลลานิวโมเนียนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในโรงพยาบาล เช่น โรคปอดอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อของเด็กแรกเกิด และการติดเชื้อของผู้ป่วยวิกฤต ในบางประเทศการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มคาร์บาพีเน็ม ทำให้ยาไม่สามารถใช้ได้อีกแล้วกับคนที่ติดเชื้อเคลบเซลลา นิวโมเนีย

การดื้อต่อฤทธิ์ของ อี. โคไล-ฟลูออโรควิโนโลนส์ (E. coli–fluoroquinolones) ซึ่งเป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบนั้นแพร่กระจายมาก ยาตัวนี้ถูกผลิตขึ้นในทศวรรษ 1980 ดูเหมือนแทบจะไม่มีการดื้อยา แต่ทุกวันนี้มีหลายประเทศในหลายส่วนของโลกที่ยาตัวนี้ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบแล้ว

มีการยืนยันแล้วว่าการรักษาโรคหนองในล้มเหลว จากการดื้อยาในกลุ่มเซฟาโลสปอรินส์ รุ่นที่ 3 (Cephalosporins) ในประเทศออสเตรีย ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นอร์เวย์ สโลเวเนีย แอฟริกาใต้ สวีเดน และสหราชอาณาจักร ในทุกๆ วันมีผู้ติดเชื้อโรคหนองในมากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วโลก

การดื้อยาทำให้คนมีอาการป่วยนานขึ้น และมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น การดื้อยาเมทิซิลิน (Methicillin) ของคนที่ติดเชื้อสตาฟีโลคอกคัสออเรียส (Staphylococcus aureus) หรือโรคที่เกิดจากสัตว์สู่คน ประมาณ 64 เปอร์เซ็นต์มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ดื้อยา การดื้อยายังทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงข้ึน ระยะเวลาการรักษาตัวในโรงพยาบาลยาวนานขึ้น และความเข้มงวดของการดูแลเพิ่มขึ้นด้วย

แนวทางการต่อสู้การดื้อยา

รายงานระบุว่าในหลายประเทศยังมีช่องว่างหรือยังไม่มีการเริ่มติดตามหรือรับฟังปัญหา ซึ่งถือระบบระบบพื้นฐานที่สุด ในขณะที่บางประเทศมีท่าทีในการแสดงออกที่เห็นความสำคัญของปัญหา ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีความต้องการเฉพาะของตัวเอง

ก้าวย่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการป้องกันการติดเชื้อขั้นต้น เช่น การรักษาความสะอาดที่มากขึ้น การได้เข้าถึงน้ำสะอาด การมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ควบคุมการติดเชื้อ และการมีวัคซีนป้องกันโรค องค์การอนามัยโลกกำลังเรียกร้องให้มีการพัฒนาสำหรับโรคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเครื่องมือที่สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญพร้อมสำหรับการเตือนภัยการดื้อยาที่เกิดขึ้นด้วย

รายงานฉบับนี้กระตุ้นให้โลกได้สนใจประเด็นการดื้อยา รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ มาตรฐาน และการร่วมมือกันจากทั่วโลกเพื่อสู้กับการดื้อยา เพื่อประมาณค่าทางสุขภาพและผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาด้วย

จะสู้กับการดื้อยาอย่างไร

ประชาชนสามารถช่วยสู้การดื้อยาโดย

● ใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น
● ใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องถึงแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
● ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับผู้อื่นหรือใช้ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากการสั่งยาครั้งก่อน

เจ้าที่สาธารณสุขและเภสัชกรสามารถช่วยสู้การดื้อยาโดยส่งเสริมการป้องกันและควบคุมโรค

● สั่งยาและจ่ายยาเมื่อผู้ป่วยมีความต้องการจริงๆ เท่านั้น
● สั่งยาและจ่ายยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องกับโรค

ผู้กำหนดนโยบายสามารถช่วยสู้การดื้อยาโดย

● เพิ่มระยะการสู้และความสามารถในการทดลอง
● ควบคุมและสนับสนุนการใช้ยาที่เหมาะสม

ผู้กำหนดนโยบายและอุตสาหกรรมสามารช่วยสู้การดื้อยาได้โดย

● ส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ การวิจัย และการพัฒนาของเครื่องมือ
● สนับสนุนความร่วมมือและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างผู้เกี่ยวข้อง
● รายงานนี้ยังรวมถึงข้อมูลของการดื้อยาของโรคอื่นๆ ซึ่งให้ภาพที่ครอบคลุมที่สุด เช่น โรคเอดส์ (HIV) โรคมาลาเรีย (Malaria) วัณโรค (Tuberculosis) และไข้หวัดใหญ่ (Influenza) จาก 114 ประเทศอีกด้วย

  • Tenorist

    เขียนชื่อวิทยาศาสตร์ผิดนะครับ อยากให้แก้ไขให้ถูกต้อง

  • Khomgrit

    เพิ่งอ่านต้นฉบับจาก media center ของ WHO มา ถือว่าบทความนี้แปลได้แม่นยำดีครับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสำนักอื่น ตรงนี้ขอชื่นชม แต่ว่าเนื่องจากเราแปล material แทบทั้งหมดมาจากส่าน media report ไม่ได้เขียนมาจากตัว report โดยตรง ดังนั้น “การอ้างถึง” report อย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ “ในการ acknowledge แหล่งที่มา” ตามข้อกำหนด ( Any use of information in the web site should be accompanied by an acknowledgment of WHO as the source, citing the uniform resource locator (URL) of the article….)

    ผมคิดว่า เราจำเป็นต้องระบุว่าเป็นเนื้อข่าว “ที่แปลมา” และระบุแหล่งด้วย (http://www.who.int/mediacentre/news/releases/2014/amr-report/en/)

    มาสร้างมารฐานที่ยอมรับได้ให้กับวงการสื่อไทยเถอะครับ
    ประชาชนผู้เสพสื่อรอดูอยู่