8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย

4 เมษายน 2014

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2557 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา และ ดร.ศิริกัญญา ตันสกุล นักวิจัยอาวุโส มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ได้เปิดเผยผลการวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับ “8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย” ว่าในประเทศไทยมีครอบครัวทั้งหมด 22 ล้านครอบครัว หากอยากรู้ว่าความเหลื่อมล้ำหน้าตาเป็นอย่างไร ให้ลองสำรวจรายได้ของแต่ละครอบครัว แล้วจึงเรียงลำดับจากครอบครัวที่รายได้น้อยที่สุดไปหาครอบครัวที่รายได้สูงที่สุด ตั้งแต่ครอบครัวที่ 1 ไปจนถึงครอบครัวที่ 22 ล้าน จากนั้นแบ่ง 22 ล้านครอบครัวนี้ออกเป็น 10 หมู่บ้านโดยในแต่ละหมู่บ้านประกอบไปด้วยครอบครัวคนไทย ราว 2.2 ล้าน หรือมีครอบครัวหมู่บ้านละ10% ของครอบครัวทั้งหมด ให้ครอบครัว 10% แรก หรือ 2.2 ล้านครอบครัวที่จนที่สุด ให้อยู่ในหมู่บ้านที่ 1 (ขอเรียกว่า ครอบครัวที่จนที่สุด 10%) ส่วนครอบครัวที่จนที่สุดรองลงมาอีก 10% ให้อยู่ในหมู่บ้านที่ 2 ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงครอบครัว 10%สุดท้ายซึ่งเป็นครอบครัวที่รวยที่สุดอยู่ในหมู่บ้านที่ 10 (ขอเรียกว่า ครอบครัวที่รวยที่สุด 10%)

ถ้าเราลองทำการสำรวจในหมู่บ้านที่ 1 (ครอบครัวที่จนที่สุด 10%) ที่ประกอบไปด้วยครอบครัวที่จนที่สุดราว 2 ล้านครอบครัว เราพบว่ารายได้เฉลี่ยของหมู่บ้านนี้ตกอยู่ประมาณ 4,300 บาทต่อเดือน หรือเป็นหมู่บ้านของครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,700 บาทต่อเดือน ถ้าเราจะดูว่าครอบครัวเหล่านี้หน้าตาเป็นยังไง ให้ลองจินตนาการว่าเรากำลังเดินเข้าไปในหมู่บ้านในชนบท ซึ่งส่วนใหญ่ราว 40% เป็นบ้านที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว มีรายได้หลักมาจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้ อีกส่วนหนึ่งประมาณ 1 ใน 4 เป็นครอบครัวเกษตรกร

มองความเหลื่อมล้ำผ่าน 10 หมู่บ้าน

มองความเหลื่อมล้ำผ่าน 10 หมู่บ้าน

ถ้าเราลองเดินต่อไปที่หมู่บ้านที่ 5 ที่มีฐานะระดับกลางๆ ปรากฏว่ารายได้ครอบครัวในหมู่บ้านนี้เฉลี่ยราว 13,000 บาทต่อเดือน โดยแต่ละครอบครัวมีรายได้อยู่ระหว่าง 12,000 – 15,000 บาท หน้าตาของหมู่บ้านที่ 5 คงเทียบได้กับชุมชนในเมือง หรือเขตอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดราว 20% มีหัวหน้าครอบครัวทำอาชีพเสมียน หรือเป็นพนักงานขาย รองลงมา ประกอบอาชีพพ่อค้า แม่ค้า ซึ่งมีสัดส่วนพอๆ กันกับ หนุ่ม/สาวโรงงานอยู่ที่ 16%

จากนั้นเดินต่อไปที่หมู่บ้านสุดท้าย ถ้าลองจินตนาการดูหมู่บ้านนี้คงเป็นหมู่บ้านจัดสรร มีรายได้ครอบครัวเฉลี่ยราว 90,000 บาทต่อเดือน 40 % เป็นครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวทำอาชีพเฉพาะทาง (อย่างหมอหรือวิศวกร) อีก 12% เป็นเจ้าของธุรกิจหรือเถ้าแก่ด้วยการฉายภาพครอบครัวในแต่ละหมู่บ้านแบบนี้ ทำให้ค้นพบ 8 ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจได้แก่

ข้อเท็จจริงที่ 1: ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ดีขึ้นเลย จากเมื่อสามทศวรรษที่ผ่านมา 25 ปีที่ผ่านมา GDP ของไทยนั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า แต่รายได้ส่วนที่ตกถึงครอบครัวไทยนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 3 เท่า และยิ่งเมื่อดูเป็นรายหมู่บ้าน เราจะพบว่ารายได้ของแต่ละหมู่บ้านก็เพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน รายได้ของหมู่บ้านที่ 10 นั้นโตขึ้นราว 3.2 เท่า ในขณะที่รายได้ของหมู่บ้านที่ 1 นั้นเพิ่มขึ้นไม่ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เป็นผลให้รายได้ของ 2 หมู่บ้านนี้ยิ่งแตกต่างและทิ้งห่างกันไปเรื่อยๆ จนหมู่บ้านที่ 1 ยากที่จะตามทันได้

ช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้น  จาก 20 เป็น 21 เท่าจากเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว

ช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้น
จาก 20 เป็น 21 เท่าจากเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว

ข้อเท็จจริงที่ 2: ครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านที่ 1 ที่เป็นหมู่บ้านที่จนที่สุด คือครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ใช่ชาวนา หรือเกษตรกรอย่างที่เคยเข้าใจกันทั่วไป ครอบครัวคนชราที่มีอยู่ราว 40% มีรายได้หลักมาจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้ ที่กลายมาเป็นสิ่งที่พบเห็นทั่วไปในครอบครัวไทยในชนบท ส่วน 40% ของครอบครัวในหมู่บ้านที่ 10 ทำอาชีพเฉพาะทางอย่างหมอ หรือวิศวกร อีก 12% เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเป็นเถ้าแก่ นอกจากนี้การเป็นเกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องจนเสมอไป เพราะ 9%ในหมู่บ้านนี้เป็นเกษตรกรภาคใต้

ข้อเท็จจริงที่ 3: เกือบครึ่งของครอบครัวไทยมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ครอบครัวในหมู่บ้านที่ 5 ซึ่งอยู่ตรงกลางพอดีนั้นยังมีรายได้เฉลี่ยไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่รายได้ครอบครัวเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 23,000 บาท/เดือน ครอบครัวที่ได้รายได้เท่ากับรายได้เฉลี่ยจะได้อยู่ในหมู่บ้านที่ 8 ส่วนรายได้ที่ครอบครัวกลุ่มใหญ่ที่สุดราว 1 ล้านครอบครัวได้รับนั้นอยู่ที่ราว 7,000-8,000 บาทต่อเดือน โดยครอบครัวกลุ่มนี้จะกระจายอยู่ในหมู่บ้านที่ 2 และหมู่บ้านที่ 3

ข้อเท็จจริงที่ 4: ความเหลื่อมล้ำจริงนั้นยิ่งแย่กว่าที่รายงานทั่วไปอย่างน้อย 25% เพราะข้อมูลรายได้ของหมู่บ้านที่รวยอย่างหมู่บ้านที่ 9 และ 10 นั้นสำรวจไม่ครบ โดยหายไปเกือบ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมรายได้ที่หายไปนี้กลับเข้าไปจะทำให้ช่องว่างระหว่างรายได้ของหมู่บ้านที่ 9 และหมู่บ้านที่ 10 เทียบกับหมู่บ้านที่ 1 และ 2 นั้นเพิ่มขึ้น 25% และทำให้อันดับด้านความเหลื่อมล้ำของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ร่วงลงไปกว่า 10 อันดับ

ข้อเท็จจริงที่ 5: ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก ถ้ารายได้ของทุกหมู่บ้านรวมกันเท่ากับ 100 บาท จะอยู่ที่หมู่บ้านที่ 10 ถึง 38 บาท อยู่ที่หมู่บ้านที่ 1 เพียง 2 บาท ส่วนทรัพย์สิน (หลังหักหนี้สินแล้ว) ถ้าสมมุติให้มีมูลค่ารวมกันทั้งประเทศมูลค่า 100 บาท หมู่บ้านที่ 10 นั้นมีส่วนแบ่งถึง 57 บาท ส่วนหมู่บ้านที่ 1 นั้นมีหนี้มากกว่าทรัพย์สิน ถ้าที่ดินทั่วประเทศมี 100 ไร่ หมู่บ้านที่ 10 เป็นเจ้าของที่ดินร่วม 60 ไร่ ในขณะที่หมู่บ้านที่ 1 มีไม่ถึงไร่ ไม่น่าแปลกใจที่ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก

ข้อเท็จจริงที่ 6: ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวสส. รวยกว่าอีก 99.999% ของครอบครัวไทย เราอาจจะคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นควรจะต้องเป็นตัวแทนของแต่ละหมู่บ้าน แต่ในความเป็นจริงแทบทุกครอบครัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นอยู่ในหมู่บ้านที่ 10 และเกือบจะเป็นบ้านที่มั่งมีที่สุดในหมู่บ้าน ทรัพย์สินรวมของครอบครัวสส. 500 ครอบครัวนั้นเท่ากับทรัพย์สินของ 2 ล้านครอบครัว

มูลค่าทรัพย์สินรวม

ข้อเท็จจริงที่ 7: นอกจากรายได้และสินทรัพย์ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุขนอกจากหมู่บ้านที่ 10 จะมีรายได้ และทรัพย์สินสูงกว่าหมู่บ้านที่ 1 มากๆแล้ว ลูกหลานของครอบครัวในหมู่บ้านที่ 10 ยังได้เรียนโรงเรียนดีกว่า มีโอกาสได้เรียนต่อปริญญาตรีมากกว่าเด็กจากหมู่บ้านที่ 1 ถึง 3 เท่า แม้แต่การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับเท่าเทียมกัน เด็กจากหมู่บ้านที่ 10 ยังสอบผ่านการทดสอบระดับนานาชาติ (PISA) มากกว่าเด็กจากหมู่บ้านที่ 1 ถึง 2 เท่า

ข้อเท็จจริงที่ 8: ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่ควรแก้ คือความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าเราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนรายได้เท่ากัน และอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันหมด แต่สิ่งที่ต้องทำ คือทำให้คนรู้สึกว่ายังมีโอกาสที่จะได้ย้ายไปสู่หมู่บ้านที่สูงกว่า

อ่านรายละเอีดยฉบับเต็ม8 ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในไทย

  • mitr

    “ทรัพย์สินรวมของครอบครัวสส. 500 ครอบครัวนั้นเท่ากับทรัพย์สินของ 2 ล้านครอบครัว” แหม่ ถ้าอยากจะเทียบแบบนี้ เทียบบางครอบครัวทรัพย์สินเยอะกว่า ครอบครัว 5 ล้านครอบครัวรวมกันอีกนะครับ

  • Theeti Suwanasart

    ครอบครัวที่รวยที่สุดน่าจะมีรายได้เกินกว่า 9 หมื่นต่อเดือนไปเยอะเลย

    • Mho Mo

      เค้าเอาค่าเฉลี่ยของสิบเปอร์เซ็นครับ …ลองเอาแค่หนึ่งเปอร์เซ็นสูงสุดคงจะมากกว่า เก้าหมื่นไปเยอะโข

  • Wut BoZo

    ความเลื่อมล้ำทางสังคมไทย ส่วนหนึ่งก็มาจากนิสัยของคนไทยด้วยส่วนหนึ่ง อยากให้ทำการวิจัยการใช้จ่ายเงินของทั้ง 10 หมู่บ้านด้วยนะครับ เพราะหมู่บ้านที่1-5 ผมว่าเกิน 50% ไม่รู้จักการออม ได้เงินมาแทนที่จะแบ่งไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเก็บออมกลับนำมาใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง หาได้เท่าไหร่ใช้เท่านั้น ติดเหล้า ติดการพนัน พอช่วงวันหยุดเทศกาลเหล้ายาปลาปิ้งพร้อม ที่แปลกใจคือกลุ่ม ก. หมู่บ้านที่1-5ตอนนี้ ต้นตระกูลบางส่วนเคยเป็นเจ้าของที่นาทำกินกันทุกบ้าน กลับกัน กลุ่ม ข. หมู่บ้านที่ 8-10ตอนนี้ ต้นตระกูลบางส่วนเคยเป็นคนจีนหรือคนต่างชาติอพยพมา มีแต่ตัว สมบัติก็มีแค่เสือผืนหมอนใบ ผ่านไป100ปี ลูกหลานกลุ่ม ก.กลับไม่มีที่นาทำกิน แต่ลูกหลานกลุ่ม ข.กลับเป็นเจ้าของโรงงานบนที่นาของกลุ่ม ก.เหตการณ์แบบนี้เป็นมาทุกยุคทุกสมัย จากรุ่นสู่รุ่น จากรวยมาจน จากจนก็จนหนักกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าไม่มีรายได้ แต่ไม่มีเงินออมจากรายได้นั้นมากกว่า นิสัยแบบนี้ถ้าไม่แก้ไข ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็คงเป็นแบบนี้ต่อ

  • Suthon Hin

    ถ้าเรารู้ถึงความไม่เป็นธรรมและผลร้ายของการเก็บภาษีที่ดินต่ำไป และผลร้ายของการเก็บภาษีส่วนใหญ่จากการลงแรงลงทุนผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกัน (ภาษีการลงทุนลงแรงทำให้ของแพงและรายได้สุทธิก็ต่ำลงด้วย) แล้วเราไม่หาทางแก้ไข นั่นคือเราผิดศีลธรรมหรือขาดธรรมาภิบาล ใช่หรือไม่? โดยเฉพาะคือนักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์เศรษฐศาสตร์

    ถ้าภาษีที่ดินต่ำ ค่าแรงก็จะต่ำด้วย เพราะคนรวยจะสามารถถือครองที่ดินไว้ได้มากๆ โดยหวังราคาที่จะสูงขึ้น การเก็งกำไรกักตุนที่ดินทำให้ที่ดินแพงและกลายเป็นของหายาก ไปไหนๆ ก็เจอแต่ที่ดินรกร้างแต่มีเจ้าของแล้ว ที่ดินที่ไม่ค่อยได้ทำประ โยชน์มีมากถึง 70% ของที่ดินที่ถือครองกันอยู่ แปลว่าได้ทำประโยชน์ไม่ถึง 1 ใน 3 ดังนั้นการผลิตของชาติจึงย่อมมีน้อย การทำงานก็มีน้อยตามไป แรงงานพื้นฐานต้องว่างงาน แย่งกันหางานทำ ค่าแรงถูกกดต่ำ มิหนำซ้ำ การเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน (+บ้าน) ยังเป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤตฟองสบู่อสังหาฯ เป็นระยะๆ เรื่อยมา แม้ขณะนี้ก็รับผลกระทบกันทั่วโลก เกิดความเสียหายสุดคณนา

  • Suthon Hin

    ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของภาษีมูลค่าที่ดินเป็นที่รู้กันดีแล้วตั้งแต่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นอดัม สมิท แต่เฮนรี จอร์จอาจจะเป็นผู้สนับสนุนภาษีนี้อย่างโด่งดังที่สุดในภายหลัง หนังสือขายดีที่สุดของจอร์จคือ Progress and Poverty (ค.ศ.1879) ภาคไทยคือ ความก้าวหน้ากับความยากจน – http://utopiathai.webs.com/ProgressAndPoverty.html (ในหนังสือนี้ จอร์จบอกว่า “การปรุงปรับ (adjustment) ขั้นปฐมทางสังคมของเราเป็นการปฏิเสธความยุติธรรม โดยการยอมให้มนุษย์ผู้หนึ่งได้ครอบครองที่ดิน ซึ่งมนุษย์ผู้อื่นต้องอาศัยดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินนั้นและจากแผ่นดินนั้น เราก็ได้ทำให้พวกเขากลายเป็นทาสของผู้นั้นในระดับหนึ่งซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อความก้าวหน้าทางวัตถุดำเนินไป นี่คือการเล่นแร่แปรธาตุ (alchemy) อย่างแยบยล ซึ่งกำลังสกัดเอาผลแห่งการทำงานเหนื่อยยากจากมวลชนในอารยประเทศทุกแห่งไปโดยวิธีที่พวกเขาไม่รู้สึก ฯลฯ” (หน้า 548-549)

    ปัจจุบันมีการเก็บภาษีมูลค่าที่ดินในเดนมาร์ก เอสโตเนีย รัสเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน และในบางส่วนของออสเตรเลีย (ในรัฐนิวเซาท์เวลส์) เม็กซิโก (ในเมืองหลวงเม็กซิกาลี) และสหรัฐฯ (ในมลรัฐเพนซิลเวเนีย) – จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Land_value_tax) – แต่ยังไม่มีประเทศใดเก็บภาษีที่ดินแรงถึงขนาดเท่าค่าเช่าที่ดินตามอัตราตลาด และยังคงเก็บภาษีการลงแรงลงทุนอยู่ในอัตราที่สูงครับ

  • Apirachai

    โอกาสสำคัญที่สุด แต่ต้องมาพร้อมกับโอกาสที่ชอบธรรม ไม่เอนเอียงหรือเอื้อให้กับกลุ่มใดเหมือนปัจจุบันครับ

  • Kumthorn K. Konjaiboon

    การปฏิรูปการศึกษาล้มเหลว….การกระจายอำนาจที่ขาดความเหมาะสม….การปลูกฝังอบรมคุณธรรมจริยธรรมค่านิยมที่ผิด…..ผู้นำผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นแก่ตัวแลพวกพร้อง …ไทยเฉยธุระไม่ใช่…..ขี้เกรงใจในสิ่งที่ไม่น่าจะเกรงใจ….ไม่ยอมรับความจริง…..เปลี่ยนแปลงได้ยากครับ…ค่อยๆพัฒนาต่อไปทุกสิ่งอย่างจะต้องเข้าสู่สมดุลย์….แต่เมื่อไหร่ไม่รู้

  • Pingback: เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 3 (จบ) | You Must Know This()

  • Venom

    ขอข้อมูลองค์กรอิสระทั้งหมด สว. กกต ปปช สตง ศาล อัยการ ทหาร องคมนตรี รวมเป็นกลุ่มเดียวกันแล้วเทียบกับ สส ให้ดูหน่อยสิครับ

    • Sirikanya Tansakun

      ขอตอบในฐานะหนึ่งในคณะผู้วิจัย ว่าอยากให้มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้เหมือนกันค่ะ หนึ่งในข้อเสนอตอนที่เราเขียนเรื่องปฏิรูปคือการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของปปช.เองค่ะ แต่ประเด็นของข้อเท็จจริงเรื่องทรัพย์สินสส. คือต้องการจะตั้งคำถามว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำมันแก้ไขไม่ได้เสียทีเป็นเพราะคนกำหนดนโยบาย คนเขียนกฎหมาย ซึ่งก็คือสส.เหล่านี้เค้าไม่เข้าอกเข้าใจคนจนหรือเปล่า ยังไงลองอ่านเวอร์ชั่นเต็มดีมั้ยคะ http://www.thailandfuturefoundation.org/upload/reports/8%20%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_full_report.pdf

      • no name

        คนแก้ปัญหาไม่น่าจะใช่ สส. แต่เพียงกลุ่มเดียวมั้งคะ ตั้งโจทย์แปลกจังเลยค่ะ ข้าราชการระดับผู้บริหารไปไหนหมดละคะเนี่ย รอคำสั่งจาก สส.หรือ รมต.อย่างเดียว แต่ความร่ำรวยมาจากไหนกัน จะแก้ไขปัญหา มันก็ต้องไปกันทั้งระบบมากกว่านะคะ

        • ตุ๊กตา

          การยกตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นการชี้นำให้เกิดอคติ แม้จะเป็นผลส่วนหนึ่งของการวิจัยก็ตามที น่าจะนำเสนอในส่วนข้อเท็จจริง และมีลิงค์ให้ติดตามต่อ โดยส่วนตัว แล้วก็มีอคติกับกลุ่มนี้เหมือนกันค่ะ แต่เพื่อความเป็นธรรมควรให้ผู้อ่านวิเคราะห์เองจากข้อมูลดิบ

  • No name

    ข้อเท็จจริงที่ 6: ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวสส. รวยกว่าอีก 99.999% ของครอบครัวไทย >>> แล้วข้าราชการละคะ เช่น ผบ.ทบ. เป็นต้น การยกตัวอย่าง สส. แต่เพียงอย่างเดียวเป็นการสร้างอคติ ทำให้รู้สึกว่านักการเมืองเป็นคนกลุ่มเดียวที่ร่ำรวย แต่จริงๆแล้วความเหลื่อมล้่ำเรื่องรายได้น่าจะจำแนกได้ละเอียดกว่านี้ การยกตัวอย่าง สส.ดูจะเป็นการสร้างอคติมากกว่าจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาได้จริงนะคะ

เครือข่ายสังคม