ทีดีอาร์ไอ เสนอโมเดลเศรษฐกิจใหม่: ต้อง “ขายปัญญา” และ 10 วิธียกระดับเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน

“อัมมาร สยามวาลา” ชี้โมเดลเศรษฐกิจแบบเก่าไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในยุคนี้ ต้องปรับมาเน้นเพิ่มผลิตภาพ และขายปัญญามากกว่าขายแรงงานราคาถูก “สมชัย จิตสุชน” เสนอ 10 วิธียกระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว

สัมมนาวิชาการประจำปี 2556 ของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เริ่มต้นเปิดสัมมนาโดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่ฟันธงว่า หมดยุคการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิม จากนั้นเริ่มด้วยบทความที่ 1 “โฉมหน้าและแนวทางสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” นำเสนอโดย ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ทีดีอาร์ไอ และ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ โดยมี ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำอภิปราย

แต่ก่อนเริ่มเข้าเนื้อหาของบทความ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงภาพรวมของหัวข้อในการสัมมนาในประจำปีนี้คือ “โมเดลใหม่ในการพัฒนา สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพโดยการเพิ่มผลิตภาพ” ว่าทำไมต้องเป็นโมเดลใหม่ โมเดลเก่ามีปัญหาอย่างไร?

ดร.อัมมาร สยามวาลา
ดร.อัมมาร สยามวาลา

ดร.อัมมารระบุว่า การพัฒนาประเทศในรูปแบบเก่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำเนินมาเรื่อยๆ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนมาถึงในปี 2523 เริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมมีการย้ายแรงงานจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพที่สูงกว่า โดยค่าแรงต้องไม่สูงมากนัก

เมื่อมาถึงช่วงหลังปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ productivity หรือ ผลิตภาพการผลิตของประเทศลดต่ำลงมากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตแค่ 4% มาตลอดหลังจากนั้น ทำให้โมเดลการพัฒนาประเทศในรูปแบบเก่าที่ยังคงใช้มาถึงในปัจจุบัน เริ่มถูกตั้งคำถามว่าเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศที่ถูกต้องแล้วหรือ

อาจกล่าวได้ว่าโมเดลการพัฒนาในปัจจุบันของประเทศไทยเป็นโมเดลที่เน้น “การขายแรงงานราคาถูก” มีลักษณะที่พอจะอธิบายได้คือ เน้นการส่งออก ค่าแรงต่ำ พัฒนาอุตสาหกรรมโดยไม่พัฒนาเทคโนโลยี กำลังซื้อภายในต่ำอ่อนไหวต่อความผันผวนในตลาดโลก มีความเหลื่อมล้ำสูง เสี่ยงที่จะเกิดนโยบายประชานิยม และที่สำคัญคือติด “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง”

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มต่างๆ ในช่วง 30 ปี ที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย อาทิ สัดส่วนชั่วโมงของการทำงานของแรงงาน ที่เมื่อปี 2528 แรงงานยังทำงานในภาคเกษตร 70% ภาคบริการ 20% และภาคอุตสาหกรรม 10% ในขณะที่ปี 2553 สัดส่วนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น การทำงานในภาคเกษตรลดลงเหลือ 30% ภาคบริการขึ้นมาเป็น 45% และภาคอุตสาหกรรม 25%

ส่วนแนวโน้มค่าจ้างที่แท้จริงในปี 2553 สูงขึ้น 1 เท่าตัวจากปี 2528 และโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

ดร.อัมมารกล่าวว่า จะเห็นได้ว่า โมเดลการพัฒนาในปัจจุบันที่เน้นการขายแรงงานราคาถูก ไม่สามารถตอบโจทย์ในการพัฒนาประเทศในยุคนี้ได้ ผนวกกับแนวโน้มต่างๆ ในโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป ทำให้ประเทศไทยต้องนำโมเดลการพัฒนารูปแบบใหม่มาใช้ และต้องเป็นโมเดลการพัฒนาใหม่ที่เน้น “การขายปัญญา”

ที่มา : ทีดีอาร์ไอ
ที่มา: ทีดีอาร์ไอ

คุณลักษณะที่สำคัญคือการเชื่อมโยงการผลิต เพิ่มกำลังซื้อจากภายใน พัฒนาอุตสาหกรรมโดยพัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มผลิตภาพแรงงานและรักษาสิ่งแวดล้อม จัดสรรทรัพยากรการคลังอย่างเหมาะสมและรักษาวินัยทางการคลัง สร้างนวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยี และพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ

“การย้ายคนจากภาคหนึ่งไปสู่อีกภาคหนึ่งเหมือนเมื่อก่อนที่เคยทำ ไม่สามารถทำได้อีกแล้ว ต้องเน้น productivity ต้องขายปัญญา” ดร.อัมมารกล่าว

โฉมหน้าและปัญหาการพัฒนาของไทย

ด้าน ดร.สมชัย และ ดร.นณริฏ นำเสนอบทความว่า เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงการขยายตัวต่ำมาประมาณ 15 ปีแล้วหลังจากปี 2540 สังเกตได้จากแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงชัดเจน ซึ่งในที่นี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจบ่อยครั้งขึ้น

คนไทยได้ประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำลงเรื่อยๆ สังเกตได้จากสัดส่วนรายได้ประชาชาติ (GNI) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงโครงสร้างความเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่ใช่คนไทย นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยแลกมาด้วยความสกปรกที่มากขึ้น ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อ GDP เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2500 สะท้อนว่ายิ่งมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นเท่าไหร่มลพิษก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

โดยมีตัวอย่างของประเทศที่หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปแล้ว 2 ประเทศ นั่นก็คือ เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่มลพิษหรือปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับลดน้อยลง โดยเฉพาะประเทศไต้หวันที่มลพิษลดลงอย่างต่อเนื่องแม้การพัฒนาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำของทั้งสองประเทศก็ลดลงเช่นเดียวกัน

แต่ประเทศที่ยังไม่หลุดพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางซึ่งในที่นี้ยกมา 4 ประเทศ คือ จีน มาเลเซีย บราซิล และไทย ทั้ง 4 ประเทศล้วนแล้วแต่มีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำที่สูงและการเพิ่มขึ้นของมลพิษที่มากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกเว้นแต่ประเทศจีนที่ปัญหามลภาวะถูกจัดการแล้วอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะยังมากอยู่ก็ตาม ในขณะที่ประเทศบราซิลกลับไม่มีปัญหามลพิษเลย จากตัวอย่างทั้ง 6 ประเทศที่ยกมาข้างต้นมีข้อสังเกตอยู่บางประการคือ

หนึ่ง การพัฒนาที่ “ลงตัว” มักเกิดกับประเทศที่เริ่มต้นด้วยความเหลื่อมล้ำต่ำ โดยความเหลื่อมล้ำที่อาจจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก เช่น การล่มสลายของชนชั้นนายทุนหลังสงครามขนาดใหญ่ หรือเป็นผลมาจากนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น การปฏิรูปที่ดินของประเทศไต้หวัน

สอง การพัฒนาการศึกษาที่ “ถูกทาง” ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น

และสาม การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ “ไม่จำเป็น” ว่าจะต้องมาพร้อมกับความสกปรกของมลภาวะเสมอไป ซึ่งประเทศไต้หวันและบราซิลเป็นตัวอย่างที่ดีของกรณีนี้

10 วิธีการยกระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว

ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้นำอภิปราย , ดร.สมชัย จิตสุชน และ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร ผู้นำเสนอบทความ (ซ้ายไปขาว)
ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้นำอภิปราย, ดร.สมชัย จิตสุชน และ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร ผู้นำเสนอบทความ (ซ้ายไปขวา)

จากการจัดอันดับประเทศของ World Economic Forum ในปี 2013 ไทยถูกลดอันดับลงหลายส่วนจากที่มีการจัดอันดับ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2001 อาทิ ด้านนวัตกรรมที่ตกจากอันดับที่ 47 มาเป็นอันดับที่ 52 ด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคตกจากอันดับที่ 16 มาเป็นอันดับที่ 22 และด้านสถาบันของรัฐที่ตกจากอันดับที่ 42 มาเป็นอันดับที่ 78

แม้ปัญหาเดิมจะยังมีอยู่แต่ปัญหาใหม่ก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้น การยกระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยประเด็นที่ควรจะให้ความสำคัญในการลงมือทำเพื่อพัฒนาในระยะยาวมีต่อไปนี้

1. จริงจังกับการวิจัยและพัฒนา โดยประเทศไทยต้องลงทุนในด้าน R&D เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ไทยยังมีการลงทุนด้านนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ จีน และบราซิล ซึ่งเหตุผลไม่ใช่มาจากกรณี “ไม่มีเงิน” เพราะมีตัวอย่างในหลายประเทศที่มีระดับรายได้ต่ำกว่าไทยแต่ลงทุนใน R&D มากกว่าไทย และไทยยังให้ความสำคัญของการใช้จ่ายมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี นอกจากนี้ การลงทุนด้าน R&D จะต้องมาจากภาคเอกชนเป็นหลักไม่ใช่ภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันภาคเอกชนไทยเริ่มหันมาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจังแล้ว ในขณะที่ตัวบุคลากรในการทำการวิจัยและพัฒนากลับมีจำนวนน้อยมากเหลือเกินในประเทศไทย นี่จึงเป็นอีกโจทย์ที่ต้องได้รับการแก้ไข

2. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยปฏิรูปให้ถูกทางอย่างต่อเนื่อง ต้องพัฒนาการศึกษาที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นหลัก จากผลการสอบของนักเรียนไทยทุกวิชาของ PISA (Programme for International Student Assessment) และ TIMSS (Trends in International Mathematics and Science Study) มีผลการสอบที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียที่ประสบความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีกว่าไทย พูดง่ายๆ คือ ประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจดีย่อมมีการศึกษาที่ดีควบคู่กันไป ส่วนการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมายังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ดูได้จากปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ที่เด็กจากโรงเรียนสาธิตมีผลการสอบเฉลี่ยสูงกว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนของรัฐอย่างเห็นได้ชัด

3. เสริมทักษะแรงงานให้เหมาะกับเศรษฐกิจระดับโลก โดยธนาคารโลกสำรวจนักลงทุนต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในไทยพบว่าแรงงานไทยขาดแคลนทักษะด้านภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี การคำนวณ สร้างสรรค์ และความเป็นผู้นำ มากที่สุด ซึ่งทักษะเหล่านี้ควรได้มาจากการเรียนในระบบโรงเรียน และทักษะอื่นๆ ก็ต้องการบ่มเพาะที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น ความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้น ซึ่งทักษะทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจและพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อที่จะยกระดับประเทศในระยะยาว

4. เตรียมความพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนคู่แข่งชาติอื่นๆ โดยมีนัยยะต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาครัฐควรมีมาตรการเพื่อรองรับอย่างเร่งด่วน หากประเทศไทยมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 ต่อปี ผลกระทบของสังคมผู้สูงอายุก็จะสามารถรับมือได้ ภาคครัวเรือนไทยต้องปรับแผนการบริโภค การออม การทำงานเพื่อเก็บสะสมทุนให้เพียงพอ ภาคธุรกิจควรนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อลดแรงงานและปรับเพิ่มกิจกรรมที่เน้นทุน เทคโนโลยี และความรู้มากกว่าที่จะเป็นแรงงานราคาถูก

5. พัฒนาประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ แม้ว่าการวัดประสิทธิภาพของธนาคารโลกจะบอกว่าอันดับของไทยในด้านโลจิสติกส์จะอยู่ลำดับกลางๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ก็ยังต่ำกว่าประเทศที่หลุดพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจีน นอกจากนี้ในช่วงปี 2007-2012 ประเทศส่วนใหญ่มีการพัฒนาประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นในขณะที่ประเทศไทยกลับลดต่ำลง

6. ศึกษาทางเลือกของโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เหมาะกับไทย โดยหัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจคือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (structural transformation) จากการศึกษาพบว่าประเทศที่หลุดพ้นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางมักจะมีการเน้นการผลิตที่ภาคใดภาคหนึ่งหรือ specialization มากกว่าที่จะกระจายในทุกๆ ภาค ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไต้หวันและเกาหลีไต้ ในขณะที่ประเทศไทยและอาร์เจนตินากลับมีการกระจายไปตามภาคการผลิตที่แตกต่างกันหรือ diversification ที่มากกว่า

7. ปฏิรูปการคลังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูประบบภาษีเสียใหม่โดยพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมและสวัสดิการให้ครอบคลุมผู้ด้อยโอกาสอย่างทั่วถึง ไม่ให้ผู้ด้อยโอกาสหรือคนจนตกอยู่ในวังวนความยากจน การใช้งบประมาณต้องเป็นไปอย่างถูกวิธีและถูกกลุ่มเป้าหมาย มีการสำรวจหาค่าความเหลื่อมล้ำหรือค่าสัมประสิทธิ์ Gini ในหลายประเทศทั่วโลก พบว่าหลังจากมีการใช้มาตรการทางการคลัง ค่าความเหลื่อมล้ำของประเทศนั้นๆ จะลดลงหรือเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยกลับสวนทางกับประเทศส่วนใหญ่หรือนี่จะเป็นการสะท้อนความจริงที่ว่า “เรายังคงเก็บภาษีจากคนจนมากกว่าคนรวยอยู่”

8. สวัสดิการถ้วนหน้าและทั่วถึง โดยทุกวันนี้ยังมีเด็กปฐมวัยอีกมากที่ยังไม่ได้รับเงินสงเคราะห์บุตร และไม่ได้ใช้บริการศูนย์เด็กเล็ก แรงงานอีก 23 ล้านคนที่ไม่มีหลักประกันสังคม เบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุก็ยังไม่เพียงพอ การพัฒนาในระยะยาวจะต้องคำนึงถึงสวัสดิการให้ครบถ้วนและทั่วถึงมากกว่าที่เป็นอยู่

9. ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ดีว่าใครคือคนจน โดยต้องทำให้คนไทยเข้าใจความจริงและออกจาก “มายาคติ” เดิมๆ ก่อนที่ว่าอาชีพนั้นๆ เป็นคนจน ยกตัวอย่างเช่น ชาวนา ในความเป็นจริงแล้วชาวนามีหลายกลุ่มมากๆ และมีคนอีกหลายๆ อาชีพที่ยากจน

ฉะนั้น การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือกับคนจนเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากจะยกตัวอย่างของความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น ก็คงต้องยกตัวอย่างนโยบายรับจำนำข้าวที่ใช้เงิน 1.5 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีเพียง 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้นที่ตกอยู่ในมือชาวนาจน

จำนำข้าว

10. พัฒนาสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีแนวทางการดำเนินการคือ ลดผลกระทบทางลบของการลงทุนต่อสภาวะแวดล้อม ปรับปรุงการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) การพิจารณาการใช้ภาษีสิ่งแวดล้อม (carbon tax) และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังถือว่าทำได้ไม่ดีในเรื่องพวกนี้

สภาพปัจจุบันของการพัฒนาประเทศไทยที่ยังติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สามารถยกระดับขึ้นได้ด้วยแนวทางทั้ง 10 วิธีข้างต้น แต่จะต้องอาศัยแนวทางการขับเคลื่อนไปสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนาซึ่งประกอบไปด้วย 3 แนวทาง คือ การสร้างภาวะความเป็นผู้นำในการพัฒนา (development leadership) ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์การพัฒนาแบบร่วมกันได้ประโยชน์ (win-win strategy) และการประสานแนวร่วมภาคีการพัฒนา (coordinate development) ซึ่งจะนำประเทศไปสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ขณะที่ ดร.ทนง อภิปรายบทความนี้สั้นๆ ว่า การพัฒนาแบบร่วมกันได้ประโยชน์ หรือ win-win strategy นั้นเชื่อว่า “ไม่มี” ในอดีตเคยพิสูจน์มาแล้วว่าในการพัฒนาจะต้องมีการทำลายล้างก่อนจะนำไปสู่การพัฒนาใหม่

ดาวน์โหลดบทความฉนับเต็ม “โฉมหน้าและแนวทางสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” และ เอกสารประกอบการนำเสนอ