ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “1 กันยา ขึ้นราคากันอีกแล้ว” และ “คนโสดรับไม่ได้กับภาษีคนโสด!!”

ประชาชนบ่นอุบ ราคาสินค้าขึ้น

โครงการคอนโดแนวใหม่ ยัดโฟม

นักศึกษาปริญญาโท คิดค้นการปลูกกัญชาออแกนิค

รายงานสถานการณ์ในสภาสัปดาห์นี้ ทุ่มเก้าอี้!!

คนโสดกรี๊ด นักวิชาการแนะ “ภาษีคนโสด”
อ่านรายละเอียด ………….

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 1-7 กันยายน 2556

เรื่องแรก รัฐบาลประกาศขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ค่าทางด่วน และค่าไฟ เมื่อวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2556 เสียงบ่น เสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มจากประชาชน และหลายสื่อหลายองค์กรได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกับการขึ้นราคาดังกล่าว

ผลสำรวจที่หลายสื่อนำเสนอ คือการสำรวจของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 1,188 คน ผลสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 73.5 กังวลเรื่องสินค้าราคาสูงขึ้น และวอนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงเป็นอันดับแรก ในขณะที่ร้อยละ 26.5 กังวลน้อยถึงน้อยที่สุด

สำหรับผลกระทบทางการเงินต่อการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ค่าทางด่วน และค่าไฟ ผลสำรวจว่าร้อยละ 75.8 ได้รับผลกระทบมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 24.2 ได้รับผลกระทบน้อยถึงน้อยที่สุด ในขณะที่คำถามว่าปัญหาราคาข้าวของแพงขึ้นส่งผลกระทบต่อชีวิตหรือไม่ ผลสำรวจตอบว่า ร้อยละ 87.2 เห็นด้วย โดยแบ่งเป็น ร้อยละ 40 ระบุว่ามีเงินออมน้อยลง ร้อยละ 29.2 ระบุว่าแทบไม่มีเงินออมเลย และร้อยละ 18 ระบุว่ามีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น สำหรับในส่วนที่ไม่เห็นด้วยมีร้อยละ 12.8

ที่มาภาพ : http://webboard.serithai.nettopic38725
ที่มาภาพ: http://webboard.serithai.nettopic38725

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของทางรัฐบาลว่าจะมีการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงได้บ้างหรือไม่ ผลสำรวจออกมาว่า ร้อยละ 54 มีความคิดเห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ร้อยละ 35 ไม่แน่ใจ และ ร้อยละ 11 เห็นว่าแก้ไขได้ ขณะที่ปัญหาที่รัฐบาลควรแก้ไขให้กับคนกรุงเทพฯ มากที่สุด ร้อยละ 80.1 มีความคิดเห็นว่าปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น สินค้าราคาแพงขึ้น ร้อยละ 46.9 มีความคิดเห็นว่า ปัญหาจราจรและการเดินทาง ร้อยละ 44.9 มีความคิดเห็นว่า ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ร้อยละ 27.4 มีความคิดเห็นว่า เรื่องการปฏิรูปการเมือง สร้างความปรองดอง ร้อยละ 25.5 มีความคิดเห็นว่า ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และ ร้อยละ 7.2 มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ(ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์)

โดยที่ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างมีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นกันมาก ซึ่งความคิดเห็นของชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างก็ดุเด็ดเผ็ดร้อนแตกต่างกันไปตามสไตล์ของแต่ละบุคคล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต่างก็เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลเล็งเห็นและให้ความสำคัญ ในการแก้ปัญหาปากท้อง และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเร่งด่วน

“สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน รัฐจะทำอะไร ก็กังวลฐานเสียง แต่เดี๋ยวนี้ไม่กลัวอะไรแล้ว ประชาชนเดี๋ยวนี้ก็ตัวใครตัวมัน ไม่ต่อสู้ไม่เรียกร้อง เนื่องด้วยเราชินกับการค่อยๆ ตี ค่อยๆ นวด ค่อยๆ ขึ้นราคาทีละนิด ดูได้จากน้ำมัน ตอนลอยตัวใหม่ๆ ก้าวกระโดดจาก 14 ไปเป็น 17 โวยวายกันใหญ่ แต่พอค่อยขึ้นบ้าง ลดบ้าง มาปัจจุบัน 39.99 บาท ยังเฉย เพราะอะไรก็ คนมันชิน รัฐบาลอาศัยจุดนี้แหละ ค่อยๆ ขึ้นไป ค่อยๆ นวดไป ราคาแก๊ส ณ วันนี้ อาจไม่กระทบ แต่ที่ราคาสุดท้ายปลายอุโมงค์ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน ณ วันนี้ โดยใช้ตรรกะที่ว่าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้คนประหยัด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ใช่”

“ยุคมาร์คบางอย่างของแพง บางอย่างก็ควบคุมราคาได้ แต่ยุคปูแพงกระฉุดทุกอย่าง แถมยังมาหลอกประชาชนว่าอย่าคิดไปเองอีก”

“ผมแถบจะกินมาม่าวันละสามคาบเลย เงินยังหมด ไม่เหลือ เนี้ยมันพึ่งต้นเดือนนะครับ ใครที่บอกว่าไปหาร้านถูก ขนาดร้านเดิมที่ไปกินตอนนี้ก็ ขอเพิ่มนะ 5 บาท ขึ้นทุกอย่าง ยกเว้นเงินเดือนพวกผม”

“ไม่ได้คิดไปเอง เติมน้ำมัน 100 บาทได้แค่กี่ลิตร ยิ่งถ้ารถเมล์มาเป็น ปอ มีเงิน 10 บาทขึ้นไม่ได้ ต้องรอรถธรรมดา นานเลย เช้ากินข้าวทั่วไป 30-40 เพิ่มไข่ กลางวัน 30-40 ขอข้าวเพิ่ม น้ำเปล่าก็ต้องซื้อ 10 บาท เย็นอีก บ่นไปก็เท่านั้นต้องปรับชีวิตเอง เช้าข้าวไม่ต้องกิน ประหยัด ซื้อข้าวไข่เจียว 20 บาทไว้กินตอนเที่ยง เอาขวดมากรอกน้ำที่ทำงานกิน ไม่อายหรอกเพราะเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์เงินเดือน”

“คิดไปเองหรือเปล่าไม่รู้ แต่วันนี้วินมอไซค์ปากซอยขึ้นราคาระยะทางละ 5 บาท ทุกระยะจ้า ก็พยายามเข้าข้างรัฐท่านว่า เราคงคิดไปเอง”

“รัฐบาลขึ้นค่าแก๊ส ต้นทุนการผลิต แต่บังคับไม่ให้ผู้ผลิตขึ้นราคาสินค้า ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ไม่ให้ขึ้นราคาสินค้า ผลักไสภาระทุกอย่างเลย กรรมของคนไทยจริงๆ เมื่อไหร่จะถึงจุดตึงที่สุด เมื่อไหร่ถึงจะมีจุดเปลี่ยน เมื่อไหร่ถึงจะมีคนลุกฮือขึ้นมาเพราะไม่ไหวแล้วจริงๆ กันนะ คงไม่มีทางเพราะตำรวจอยู่ในมือเค้าหมด พอมีม๊อบจวนตัวก็ประกาศ พรบ.ฉุกเฉิน ใช้ตำรวจในมือปราบให้หมด ปตท รวยจากน้ำมัน ที่แพงเกินจริงจากกลยุทธขายต่อบริษัทในเครือ ใช้กลไกรัฐสนับสนุนให้ใช้ NGV ซึ่งเป็นก๊าซที่เอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้ นำมาใช้ในรถยนต์ นี่ก็จะเอารวยจากการให้ลอยตัวค่าก๊าซอีก สุดท้ายก็คนที่ถือหุ้น รวยอย่างเดียว นักการเมือง ข้าราชการ บอร์ด”

เรื่องที่สอง เมื่อประชาชนมีสื่อออนไลน์อยู่ในมือ ข้อมูลข่าวสารใดๆ ก็เผยแพร่ได้ง่ายและฉับไว ดังเช่นกรณีการเผยแพร่ภาพของโครงการคอนโดมิเนียม เดอะเบส สุขุมวิท 77 ในเครือบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้อาศัยอยู่ แต่กลับพบปัญหาผนังรั่วซึมจากฝนตก บริเวณหน้าต่างภายในห้องพัก จึงได้ทำการทุบดู ปรากฏว่าโครงสร้างผนังบางส่วนประกอบด้วยโฟม กระดาษ และเปลือกลูกอม ชาวต่างชาติคนดังกล่าวจึงได้มีการแชร์ภาพ ลงในเฟสบุ๊กของตัวเอง และมีการกระจายต่อกันจนเป็นข่าวในที่สุด

โดยหลังจากที่มีกระแสข่าวเกิดขึ้น นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ ได้ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ตามที่บริษัทได้รับข้อร้องเรียน บริษัทก็ได้มอบหมายทีมงาน Sansiri Homecare ให้เข้าตรวจสอบและแก้ไขงานผนังภายในห้องชุดดังกล่าว รวมถึงได้จัดประชุมร่วมระหว่างฝ่ายบริหารงานก่อสร้าง ทีมควบคุมงานก่อสร้าง และผู้รับเหมาหลัก (RTH) โดยทันทีเพื่อตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานงานก่อสร้างดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย

ที่มาภาพ : http://pantip.comtopic30908276
ที่มาภาพ: http://pantip.comtopic30908276

โดยที่เรื่องราวทั้งหมด บริษัทขอให้มั่นใจว่าเหตุการณ์ที่มีโฟมหรือวัตถุแปลกปลอมอยู่ในบริเวณที่ไม่ถูกต้องมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิด ทั้งนี้เพราะการทำงานโดยไม่ได้มาตรฐานนี้เกิดจากช่างเฉพาะบุคคล (Human Error) ซึ่งก็ได้ดำเนินการตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินงานอย่างละเอียด เพราะโฟมดังกล่าวไม่ใช่เป็นโฟมสำหรับงานก่อสร้าง และอาจจะมีการขึ้นบัญชีดำหรือแบล็คลิสต์ และขอให้ลูกบ้านในโครงการอื่นๆ ของแสนสิริยังคงมีความมั่นใจ โดยบริษัทยินดีจะเข้าทำการตรวจสอบผนังตามที่ลูกบ้านร้องขอเป็นรายๆ ไป

“การสร้างคอนโด ต้องมีทีมงานของบริษัท มาตรวจสอบอยู่แล้ว อย่าไปโทษรับเหมาเลยครับ ผมไม่เชื่อหรอกว่าคุณลงทุนเป็น 100 เป็น 1000 ล้าน สร้างคอนโด คุณจะไม่มีทีมงานมาตรวจสอบเลย ปล่อยให้รับเหมาสร้างๆ ไป จะถูกแบบไม่ถูกแบบชั่งมัน ถ้าทางบริษัทสั่งให้เค้าทำก็ควรจะยอมรับตรงๆ เรื่องของธุรกิจ ใครๆ ก็อยากได้กำไรเยอะๆ ทั้งนั้น แต่คุณทำอาชีพเกี่ยวกับที่พักอาศัย ควรคำนึงถึง ชีวิตคนอื่นด้วย อย่าแสวงหาแต่ผลกำไร”

“จับไมได้ไล่ไม่ทัน นี่ บริษัทมหาชน หรือเปล่า ข้างรัฐบาลด้วย ติดเชื้อมาหรือเปล่า แพะ ผรม แต่ชื่อ บมจ. มันการันตี คนมาซื้อไม่ได้ซื้อเพราะ ผรม.รายนี้สะหน่อย จริงไม๊ แสนสิริ กลต.เอาไงดีกับกรณีนี้ หรือเงินมันใหญ่กว่าความเป็นธรรมและความถูกต้อง”

“แน่ใจได้อย่างไรว่าแค่ห้องเดียวน่าจะตรวจสอบนะ นี่แค่ผนังแล้วโครงล่ะเสี่ยงเอาการ แสดงว่าเจ้าของไม่เคยมาตรวจงานเลย ปล่อยงานปัดความรับผิดชอบ”

“แสน xxริ มีหลายผลิตภัณท์นะครับ ทั้งคอนโดยัดโฟม , สิริโคน เอาไว้อุดทุกอย่างที่รั่วซึม ระวังกันหน่อยกับการเลือกซื้อ”

“จริงๆแล้วได้ของคุณภาพดี การเอาวัสดุที่มีคุณสมบัติที่เป็นฉนวนมาช่วยเรื่องการลดการสะสมความร้อนมีมาช้านานแล้วครับ ยิ่งต่างประเทศไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์ถ้าผนังคอนกรีตธรรมดาแทบสร้างไม่ได้แล้วเพราะค่า OTTV สูง ส่วนที่กังวลเรื่องความปลอดภัย โหลดส่วนใหญ่ไปตกกับเสาและคาน แถมคอนกรีตมวลเบามีน้ำหนักน้อยกว่าคอนกรีตอีก ต้นทุนผนังแบบผสมโฟมต้นทุนสูงกว่าแบบคอนกรีตอย่างเดียว เลยไม่ค่อยเข้าใจว่ากระทู้จะสื่อถึงอะไร”

“ทรัพย์สมบัติทางโลก แทนที่จะนำความสุขมาให้ เปล่าเลย กลับเป็นสิ่งที่นำความทุกข์ใจมาให้ เราทุกคนต้องการความสุข แต่ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่สามารถหาได้ในโลกนี้ เหมือนเราวิ่งหาน้ำในทะเลทราย มองไปข้างหน้าเห็นบ่อน้ำวิ่งไป พอวิ่งไปถึงภาพบ่อน้ำก็หายไปที่แท้เป็นเพียงภาพลวงตา”

เรื่องที่สาม เมื่อกัญชา เป็นเรื่องที่มีผู้ถกเถียงกันมากถึงความเป็นเสรีภาพ เพราะผู้คนจำนวนมากเห็นว่าการเสพกัญชาเป็นเรื่องไม่เสียหาย และให้ความผ่อนคลาย คล้ายการสูบบุหรี่ อีกทั้งกัญชาก็ไม่ใช่ยาเสพติดที่ร้ายแรง และมีผู้ที่นิยมกันมากในต่างประเทศและในประเทศไทย หากแต่ในประเทศไทยยังถือว่าเป็นยาเสพติดที่มีโทษทางอาญา

จึงได้มีผู้ที่มีความนิยมกัญชา หาช่องทางและวิธีทางที่จะเสพและปลูกไว้เอง โดยล่าสุดด้วยความสามารถและความรู้ทางด้านการศึกษาถึงขึ้นปริญญาโท ทำให้ในสังคมมีการพูดถึงเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก เมื่อ นายณัฐพล พัฒนาประทีปกุล อายุ 29 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี บุกเข้าจับกุมในข้อหาว่ามีการลักลอบปลูกกัญชากว่า 250 ต้น บริเวณชั้นดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์ ในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี อีกทั้งยังเป็นกัญชาออร์แกนิก อีกด้วย

ภาพประกอบ ที่มาภาพ : http://satu-indah6.blogspot.com201010blog-post_12.html
ภาพประกอบ ที่มาภาพ: http://satu-indah6.blogspot.com201010blog-post_12.html

ทั้งนี้ตามรายงานข่าวเล่าว่า นายณัฐพลเป็นผู้ที่ชื่นชอบและนิยมกัญชา โดยได้ทำการลักลอบปลูกกัญชาเองมาประมาณ 3 ปี โดยมีการปลูกแบบออร์แกนิก มีพัดลมระบายอากาศ หลังคาทำเป็นที่กรองแสงอ่อนๆ เพื่อให้ต้นกัญชามีคุณภาพดี โดยให้เหตุผลว่าต้นกัญชาในเมืองไทยส่วนใหญ่มีสารเคมีจำพวกยาฆ่าหญ้าตกค้างอยู่ จึงได้นำเมล็ดที่สั่งซื้อจากอเมริกาเข้ามาปลูกเอง โดยราคาอยู่ที่ 10 เม็ด 3,000 บาท ใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 4 เดือน และนับว่าเป็นการลักลอบปลูกต้นกัญชารายใหญ่ที่สุดในพื้นที่ชลบุรี อีกด้วย

“จบปริญญาโท ภาคสาขาปลูกกัญชา ความคิดนายเก่งมาก”

“กฎหมายแปลก ตำรวจไทยก็ไม่เคยรู้อะไรเลย ที่คุณจับอ่ะ ยาสมุนไพรชั้นดี ที่ต่างประเทศเค้ายกย่องกันว่าเป็นยาราคาถูกที่ฆ่าเซลล์มะเร็ง และสามารถฟืนฟูผู้ป่วย HIV และอีกหลายๆ โรค THC ไม่ใช้สารเสพติดนะ ขอฝากซักคำถามนะครับ ผมมี บัตรผู้ป่วยที่สามารถใช้กัญชาได้อย่างถูกกฎหมายในอเมริกา แต่ไม่สามารถใช้ได้ในไทย ผมควรทำยังไงดีครับ เคารพกฏหมายบ้านเรา หรือว่าเชื่อหมอที่อเมริกาดี? ใครตอบผมที บางที่ผมก็รู้สึกนะว่ากฎหมายไทยมันกำลังฆ่าคนอย่างเลือดเย็น!!”

“ต่างประเทศอย่าง อเมริกา หรือบางประเทศ วิจัยแล้วเป็นยาสมุนไพร ใช้บำบัดบางโรคได้จริง แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ว่ากำหนดให้ใช้ ต่อวัน ต่ออาทิตย์ ที่ปริมาณเท่าไร ไม่ใช่อยากเดินไปซื้อเมื่อไรก็ได้ มันก็ผิดกฎหมายเหมือนกัน ทั้งเมืองนอก เมืองไทย นั่นแหละถ้าเล่นจะ สูบกันเกินพอดี”

“เข้าไปดูข้อดีข้องเสียของกัญชากันก่อนจะพูดจะดีและตัดสินจะดีไหม เอาข้อดีข้อเสียมาหักล้างกันจะดีกว่า”

“กัญชาถ้าจะมองในมุมมองผม ในต่างประเทศเค้าถือว่าเป็นพืชบำบัดซื้อได้โดยมีใบสั่งของแพทย์ ไม่เคยได้ยินข่าวว่าเมากัญชาแล้วก่ออาชญากรรม มองกลับกันถ้าดื่มเหล้าผิดกฎหมายแต่สูบกัญชาไม่ผิดกฎหมายคงจะสนุกน่าดู”

“ถ้าปล่อยให้มันถูกกฏหมาย คงเพ้อกันทั้งประเทศอ่ะ ไม่ต้องทำไรกันแล้ว”

เรื่องที่สี่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสภา (อีกแล้ว) โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องราวระหว่างการประชุมสภา ในระหว่างการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ทั้งกรณียางพารา ปาล์มน้ำมัน และค่าครองชีพของประชาชน

โดยตามรายงานข่าวเล่าเหตุการณ์ว่า หลังจากที่ทางนาย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการกล่าวถึงเรื่องที่ประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แจ้งมาว่า มีการใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม และขอให้รัฐมนตรีชี้แจงเรื่องดังกล่าว ทางด้าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นาย พายัพ ปั้นเกตุ ก็ได้ลุกขึ้นเสนอขอปิดการอภิปรายทันที ส่งผลให้บรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เกิดความไม่พอใจ โดยเฉพาะนาย เชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ น้องชายนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไม่มีการระงับอารมณ์ ลุกขึ้นโยนเก้าอี้ไปทางด้านหน้า พร้อมเดินไปบริเวณด้านหน้าบัลลังก์ ชี้หน้านาย วิสุทธิ์ ไชยณรุน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ในฐานะประธานการประชุม และกล่าวว่า “เดี๋ยวนี้เอะอะก็จะปิดสภา ทั้งๆ ที่มีเรื่องของชาวบ้านที่จะต้องแก้ไข” จากนั้นทาง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พยายามเข้าห้ามปราม และช่วยกันเก็บเก้าอี้

ที่มาภาพ : http://pantip.comtopic30940072
ที่มาภาพ: http://pantip.comtopic30940072

ทางด้าน นายวิสุทธิ์ก็ได้พยายามไกล่เกลี่ย ทั้งยังขอให้นายพายัพถอนญัตติการปิดอภิปรายออกก่อน แต่ทางด้านนายพายัพก็ยังแย้งว่า เรื่องนี้เป็นญัตติด่วน และสมาชิกอภิปรายอย่างรอบด้านแล้ว ดังนั้น สภาฯ ควรรีบปิด เพราะเกษตรกรรออยู่(ชมคลิป)

เรื่องนี้ชาวโซเชียลยังคงให้ความสนใจกับภาพลักษณ์ของผู้ทรงเกียรติในสภาผู้แทนราษฎรของไทย ซึ่งมีเรื่องราวให้พูดถึงกันอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีการประชุมสภาหรือแม้แต่ตัวของผู้นำประเทศเองก็ตาม จึงเกิดเป็นคำถามตามมาว่า เกิดอะไรขึ้นกับรัฐสภาไทย อีกทั้งผู้แทนของประชาชนและผู้นำประเทศของไทย ในยุคปัจจุบันกันแน่

“..กลัวไม่ดังค่ะ
…คนลากเก้าอี้ประธานสภาไปซ่อนก็ทำแล้ว
…คนปาแฟ้มก็มีแล้ว
…คนฉีกเอกสารสำคัญในที่ประชุม ก็มีแล้ว
…บีบคอ สส / บีบคอตำรวจก็ทำแล้ว
…ร้องโห่ฮา ประสานเสียงก็ทำกันหลายคนแล้ว
…ร้องกรี๊ดๆ เหมือนชะนีโดนน้ำร้อนลวกก็ทำแล้ว
…ชี้หน้า ด่าประธานสภา ด้วยถ้อยคำหยาบคายก็่ทำแล้ว
อะไรอีกล่ะ ..ยกเก้าอี้ขึ้นมาทุ่ม ระบายความแค้นเสียเลย สะใจดีค่ะ
… คงมีอีก ยังจะมีให้ได้ดูกันอีก พฤติกรรมแบบนี้ ให้พวกเราได้เห็น โปรดติตตามตอนต่อไปค่ะ”

“แนะนำให้ไปยกน้ำหนัก อย่างจริงจัง เหรียญทองโอลิมปิกอยู่ไม่ไกล ถึงไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ได้ใจและทำให้คนทั้งชาติมีความสุขนะ ถ้าได้เหรียญทองมา”

” ได้ฟังตั้งแต่เช้ารึเปล่า ให้พูดถึงเดือนหน้าก็ไม่มีอะไรใหม่ๆ พูดแต่เรื่องเดิมๆ ไม่มีสาระ ถามหน่อยเถอะแค่เรื่องยางเนี่ยพูดมาสามวันยังไม่จบ แล้วเมื่อไหร่จะได้เริ่มแก้ปัญหา”

“ภาพเสียงที่เห็น สส.เชน ทำแบบนี้คงไม่เหมาะ แต่ถ้าได้ติดตามชมการถ่ายทอดสดจะได้เห็นได้ว่านายพายัพ ปั้นเกตุ สส. พรรคเพื่อไทย ชิงเสนอญัตติขอปิดอภิปราย เพื่อปิดหู ปิดตา ปิดปาก ไม่ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ สส.พรรคปชป.กำลังเรียกร้องให้ รบ.แก้ปัญหาการสลายการชุนนุมของชาวสวนยาง ท่านเชน เทือกสุบรรณเป็นสส.ของประชาชนอย่างแท้จริง สนใจที่จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนค่ะ”

“สุดจะทนจริงๆ กับสภาเผด็จการ ประชาธิปไตยแค่ลมลำไส้ใหญ่ ก่อนที่คุณจะตัดสินพฤติกรรมของ สส.ปชป. คุณย้อนกลับไปดูเหตุที่มาก่อนดีมั้ยคะว่าทำไมถึงต้องเดือดขนาดนี้ กรุณาอย่าเอาอารมณ์และความรู้สึกฉาบฉวยมาตัดสินอนาคตของประเทศไทย วันนี้ทุกคนที่กำลังวิจารย์การเมือง (ไม่ว่าฝายไหนก็ตาม) คุณถามตัวเองหน่อยว่า “ตัวคุณเอง… ได้ทำอะไรเพื่อประเทศชาติแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเองหรือยัง” คุณได้รับความเดือดร้อน ความยากลำบาก อะไรในการดำเนินชีวิตประจำวันบ้าง”

“ในเมื่อรัฐบาลทำไม่ดี ในเมื่อ ปชป. ก็พยายามจะท้วงแล้ว จะอภิปราย พยายามทำหน้าที่ของตนเองแล้ว แต่ถ้าหากว่าเค้าโหวตปิดหนี ก็ปล่อยให้มันเดินไปตามนั้นสิครับ ประชาชนก็รับรู้นี่ครับ ว่าใครทำอะไรไว้ ไม่เห็นพวกคุณต้องทำกริยาแบบนี้เลย ต่อไปประชาชนจะเป็นผุ้ตัดสินใจเอง ว่าใครไม่สนใจปากท้องประชาชน แค่นี้ระบบมันก็เดินได้แล้ว แต่ถ้ามัวกัดกันแบบนี้มันก็ไม่ไปไหนหรอก เสียเวลาเปล่า เอ่อ.. แต่ว่าอภิปรายไม่ได้นี่เดือดร้อนทำไมอ่ะ โมโหขนาดนั้นเลยเหรอ คนที่เดือดร้อนต้องเป็นประชาชนไม่ใช่เหรอ มีอะไรลึกๆหรือป่าว”

เรื่องที่ห้า เป็นเรื่องให้คนโสดสะเทือน เมื่อมีข่าวหลุดมาว่า นักวิชาการจะมีการนำเสนอรัฐบาลให้ออกนโยบาย “ลูกคนแรก” เพื่อช่วยค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งจะ “เก็บภาษีคนโสด” เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเรื่องดังกล่าวเกิดจากหัวข้อเสวนาเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายการรองรับในสองทศวรรษหน้า” ที่ทางมหาวิทยาลัยรังสิตจัดขึ้นเพื่อหวังกระตุ้นให้ประชาชนมีครอบครัวและมีลูกเพิ่มมากขึ้น หลังพบว่าปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ของไทยนั้นต่ำมาก เพียง 1.6 ต่อครอบครัว หรือ 1 คู่สมรส มีลูกเพียง 1 คนกว่าเท่านั้น ทั้งที่จริงต้องมีลูกขั้นต่ำ 2-3 คน ถึงจะเพียงพอต่อการทดแทนประชากรเดิม

ภาพประกอบเรื่องราว ที่มาภาพ : https://ong.thaiza.com
ภาพประกอบ ที่มาภาพ: https://ong.thaiza.com

ทั้งนี้จากความเห็นของนักวิชาการ เพื่อหวังจะเป็นการลดภาระงบประมาณการใช้สวัสดิการ และแก้ปัญหาการคาดแคลนแรงงานของประเทศในอนาคต อีกทั้งสาเหตุที่คนไทยมีลูกน้อย มาจากแนวโน้มสังคมเมืองและเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็ว และหนุ่มสาวจะเลือกทำงานเพื่อสร้างฐานะและความมั่นคงในชีวิตมากกว่าการหาคู่หรือแต่งงานสร้างครอบครัว อีกทั้งค่าครองชีพที่สูง ราคาสินค้าแพงขึ้น ครอบครัวส่วนใหญ่จึงเลือกมีลูกน้อย ต่างจากอดีตที่มีลูกมากเพราะต้นทุนการเลี้ยงดูไม่สูง

โดยแน่นอนว่า ในสังคมปัจจุบัน เชื่อได้ว่าปริมาณคนโสดสูงขึ้น ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กหลายคนจึงรู้สึกจี๊ดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย และได้มีการโพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งในเชิงทีเล่นทีจริง กันอย่างมากมาย

“เด็กท้องโดยไม่พร้อมอันดับ1 เอเชีย อันดับ 2 โลก แล้วบอกคนไทยมีลูกน้อย แสดงว่ากลุ่มเด็กที่ท้องในวัยเรียนเขามองการณ์ไกลนะนั่น เพื่อลดภาระภาษีนี่เอง ”

“มาอีกแล้วโครงการลูกคนแรก โครงการรถคันแรกยังมีผลกระทบไม่พอซิน่ะ”

“อย่าลืมทำประชาพิจารณ์นะคะ ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นบ้าง หรือซ้อม ๆ ก่อน ไปถามนักวิชาการที่ทำงานสังกัดเดียวกันกับคุณสิ ที่เป็นโสด แล้วคุณจะได้มากกว่าคำตอบ (แต่สำหรับดิฉันที่โสดก็คิดว่าไม่เดือดร้อนใครนี่คะ) แรงงานที่ขาดน่ะมันฝ่ายผลิต เพราะไม่ว่าพ่อแม่คนไหนก็อยากให้ลูกตัวเองเรียนสูง ๆ เป็นเจ้าคนนายคน ใครอยากจะทำงานหนัก ไปแก้ปัญหาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดีกว่าไหม”

“คอรับชัน, กินบ้านกินเมือง, บ้านเมืองล่มจม, ค่าครองชีพพุ่งทะยาน, รายได้ไม่เพิ่มตาม หนุ่มสาวต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวเอาตัวรอดจากพิษเศรษฐกิจมากกว่าผลิตทายาท = นักวิชาการเสนอให้คนปั้มลูก?!?!? แบบนี้ใครก็เป็นได้ครับนักวิชาการเนี้ย”

“เอาละวา..ใครที่เป็น”สด”อยู่คงต้องรีบหากันตาลีตาเหลือก ไม่งั้นเขาเก็บภาษีค่า”คาน” แน่งานนี้ และ..เพื่อความเป็นธรรมในสังคม ใครก็ตามถึงแม้จะมีลูกมีผัวแต่ยังใช้”นางสาว”อยู่ก็จะต้องไม่มีข้อยกเว้นด้วยนะครับ…พี่น้อง”

““ช่วงหนึ่งในการอภิปราย เสนอให้ภาครัฐเรียกเก็บภาษีคนโสด ภาษีคนไม่มีลูก เพื่อกระตุ้นประชาชนให้มีครอบครัว” ผมอยู่ตัวคนเดียวยังไม่มีจะกิน ยังจะมากระตุ้นให้มีครอบครัวอีก จะให้ผมมีลูกออกมาเป็นปัญหาสังคมเหรอคับ”