การศึกษาช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาจริงหรือ?

สมคิด พุทธศรี

เรามักจะได้ยินคนพูดเสมอว่า การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากต้องการให้ประเทศพัฒนาทางเศรษฐกิจ ยกระดับไปเป็นประเทศที่ร่ำรวย ประชากรอยู่ดีกินดี ก็จำเป็นต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศได้รับการศึกษาเสียก่อน

ที่ผ่านมา ประเทศไทยเองก็ทุ่มเททรัพยากรเป็นจำนวนมากให้กับการศึกษา ดังจะเห็นได้ว่า กระทรวงศึกษานั้นเป็นกระทรวงที่ได้งบประมาณสูงสุดเป็นกระทรวงต้นๆ มาโดยตลอด ข้อมูลจากการศึกษาของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยในปี 2554 ชี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการนั้นได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมาตลอดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ ล่าสุด ในปีงบประมาณ 2556 กระทรวงศึกษาฯ ก็ยังเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 4.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 19.2 ของงบประมาณทั้งหมด และคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

งบประงานทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประชากรในวัยเรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้เพิ่มมากขึ้นในเชิงปริมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมจนถึงระดับมัธยมต้น ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ระบุว่า ปัจจุบันอัตราการรู้หนังสือของคนไทยอยู่ที่ระดับร้อยละ 92.5 ของประเทศ แต่ด้วยปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้ ความกังขาที่มีต่อคุณภาพการศึกษาไทยก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ผมเองไม่ได้ต้องการจะพูดถึงปัญหาคุณภาพของการศึกษาไทย ซึ่งท่านผู้อ่านที่สนใจในประเด็นนี้ก็คงพอทราบกันอยู่แหละครับ ว่าการศึกษาของเรา ‘ห่วย’ ยังไง แต่ประเด็นที่ผมอยากชวนคุยในบทความนี้คือเรื่องของการศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงก็คือคำถามที่ว่า การศึกษานำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและสามารถนำมาซึ่งความมั่งคั่งของประเทศได้จริงหรือไม่?

ผมคิดว่า ส่วนใหญ่แล้วคงไม่ค่อยมีใครคัดค้านว่า ถ้าหากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีการศึกษาที่ดี ประเทศนั้นก็จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีตามไปด้วย เพราะเห็นค่อนข้างชัดว่า ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่นั้นมักจะมีระบบการศึกษาที่ดีและมักจะสามารผลิตคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มมาขายได้อยู่เสมอ ในขณะที่ถ้ามองไปยังกลุ่มประเทศยากจนทั้งหลาย เราก็มักจะมองเห็นสถิติที่ไม่ค่อยดีนักในเรื่องของการศึกษา

ที่มาภาพ : http://futurechallenges.org
ที่มาภาพ : http://futurechallenges.org

แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดแจ้งกับเรื่องนี้ เขาคือ ฮาจุน ชาง (Ha-Joon Chang) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเกาหลีใต้แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

ชางไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ถ้าหากประชาชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงแล้ว เศรษฐกิจของประเทศจะเจริญรุ่งเรือง โดยชางเห็นว่า การศึกษานั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งและสมควรที่จะลงทุนอย่างยิ่ง เพราะการศึกษาจะช่วยให้คนสามารถมีชีวิตที่ดี มีความหมาย และเป็นพลเมืองอย่างสมบูรณ์ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นคนละเรื่องกับการทำให้เศรษฐกิจพัฒนาและทำให้ประเทศมีฐานะร่ำรวยขึ้น

ที่ชางเสนอเช่นนี้เพราะเขาเห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องของการยกระดับผลิตภาพการผลิต (productivity) ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้องกับการศึกษาแต่อย่างใด เขายกตัวอย่างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเอเชียตะวันออกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า เอาเข้าจริงแล้ว ในช่วงที่ประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ กลับเป็นช่วงที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้มีการศึกษาที่ดีมากอย่างที่หลายคนคิดไว้ ตัวอย่างเช่น ไต้หวันในทศวรรษ 1960 นั้นมีอัตราการรู้หนังสือของประชากรเพียงแค่ร้อยละ 54 ของประชากรเท่านั้น ในขณะที่ฟิลิปปินส์มีอัตราการรู้หนังสืออยู่ที่ร้อยละ 72 ของประชากร อีกทั้งยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากกว่าไต้หวันประมาณ 2 เท่าในเวลาเดียวกัน แต่ไต้หวันก็ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ จนทำให้ปัจจุบันคนไต้หวันมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากกว่าคนฟิลิปปินส์ถึงประมาณ 10 เท่า

ในทำนองเดียวกัน เกาหลีใต้เองก็เป็นประเทศที่มีอัตราการรู้หนังสือของประชากรไม่มากนักในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 71 ของประชากรทั้งหมด ส่วนอาร์เจนตินามีอัตราการรู้หนังสือของประชากรในช่วงเวลาดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 91 ของประชากร อีกทั้งคนอาเจนไตน์ยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากกว่าคนเกาหลีใต้ประมาณ 5 เท่า แต่เมื่อดูสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน คนเกาหลีใต้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากกว่าคนอาเจนไตน์ถึง 3 เท่า

ชางตระหนักดีว่า กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่ที่เขายกตัวอย่างข้างต้นขึ้นมา ก็เพื่อทำลายมายาคติของการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ

แล้วทำไมการศึกษาถึงไม่สามารถทำให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้น?

ชางอธิบายว่า จริงๆ แล้ววิชาที่เราเรียนในสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีผลทำให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้นเลย เช่น วิชาประวัติศาสตร์ วิชาดนตรี วิชาปรัชญา วิชาวรรณกรรม (แต่แน่นอนวิชาพวกนี้ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น) ในขณะที่การศึกษาเชิงประจักษ์กลับพบว่า วิชาที่น่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพการผลิตอย่าง คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ กลับไม่มีผลทำให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มมากนักในโลกของการทำงานจริง

จะว่าไปแล้ว มันก็อาจจะจริงอย่างที่ชางพูดก็ได้นะครับ คนที่เรียนฟิสิกส์หรือเลขเก่งมากๆ ไม่ได้การันตีอะไรเลยว่า พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นแรงงานที่เก่งกาจ ทำงานดี ในกระบวนการผลิต และด้วยเหตุนี้กระมัง กระบวนการทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงาน การทดลองงาน และการเรียนรู้ด้วยการทำงานจริงๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในองค์กร บริษัท และโรงงาน

บางคนอาจจะอยากเถียงชางว่า ตัวอย่างและข้อมูลที่ชางยกมานั้นเป็นข้อมูลที่เก่าไปแล้ว และไม่เหมาะสมจะใช้ทำความเข้าใจโลกของ ‘เศรษฐกิจแห่งความรู้’ (knowledge economy) ซึ่งเป็นโลกในยุคปัจจุบันได้ ความสำคัญของศึกษาในยุคที่ยังใช้ทีวีขาวดำนั้นย่อมเทียบไม่ได้กับโลกในยุคคอมพิวเตอร์และแท็บเลต

กระนั้น ชางกลับไม่เห็นด้วยกับมุมมองข้างต้น เขาเห็นว่า ถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ว่าในยุคสมัยไหนมนุษย์ก็อาศัยอยู่ในโลกของ ‘เศรษฐกิจแห่งความรู้’ ทั้งนั้น เช่น ในสมัยศตวรรษที่ 19 ประเทศอังกฤษสามารถขึ้นมาเป็นจ้าวเศรษฐกิจโลกได้ก็เพราะว่าอังกฤษมีความรู้และเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นๆ ไม่มี หรือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันถือว่าเป็นประเทศที่จนมาก แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเยอรมันจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะเยอรมันยังมีความรู้และเทคโนโลยีไม่แตกต่างกับช่วงก่อนสงคราม ดังนั้น ถ้าหากยึดหลักว่าความรู้และเทคโนโลยีเป็นบ่อเกิดของความมั่งคั่งแล้ว ไม่ว่าในยุคไหนๆ ก็ถือว่าเป็น ‘เศรษฐกิจแห่งความรู้’ ในตัวมันเองอยู่แล้ว

ในความเห็นของชาง ความแตกต่างที่แท้จริงของกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละยุคก็คือ ขนาดขององค์ความรู้ที่สะสมไว้ (stock of knowledge) แน่นอนว่า องค์ความรู้ที่สะสมไว้ในปัจจุบันนั้นย่อมมากกว่าในยุคทศวรรษ 1960 อย่างมหาศาล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คนในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีการศึกษามากขึ้นกว่าคนในยุคสมัยก่อนเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เพราะตำแหน่งงานส่วนใหญ่มักจะเป็นงานที่ไม่ได้เรียกร้องให้แรงงานต้องมีการศึกษาที่สูงมากนัก

ในแง่นี้ การที่ผู้คนในยุคปัจจุบันต่างตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้สูงๆ นั้น แท้จริงแล้วเป็นการเรียนมากเกินกว่าที่ได้ใช้ในชีวิตการทำงานจริงทั้งสิ้น ชางเห็นว่า หากประเทศไหนไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ให้ดีและหน้ามืดขยายการศึกษาไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย อาจก่อให้ความบิดเบี้ยวของโครงสร้างของการศึกษาและตลาดแรงงานในประเทศได้

การศึกษาเชิงประจักษ์พบว่า ภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ในตลาดแรงงาน สาเหตุหลักที่นายจ้างเลือกลูกจ้างที่มีใบปริญญามิใช่เพราะว่าความรู้ (ที่ได้จากการศึกษา) นั้นเหมาะสมกับงานที่ทำ แต่เป็นเพราะนายจ้างเชื่อว่าคนที่สามารถเรียนจบมหาวิทยาลัยได้นั้นจะต้องเป็นคนที่ฉลาด มีไหวพริบ มีวินัยในตนเอง และมีความรับผิดชอบในระดับหนึ่ง กล่าวคือ แท้จริงแล้ว หน้าที่หลักของใบปริญญาในตลาดแรงงานจึงไม่ใช่การบอกว่าแรงงานมีความรู้เฉพาะทางอะไร หากแต่เป็นการบอกลักษณะทั่วไปของแรงงานให้นายจ้างรู้

เมื่อนายจ้างมีแนวโน้มที่จะเลือกแรงงานที่มีใบปริญญามากกว่าแรงงานที่มีแค่ใบรับรองการจบมัธยมปลาย (ทั้งๆ ที่ความรู้ที่นำไปใช้ในการทำงานไม่แตกต่างกัน) คนก็จะแห่ไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากไม่เรียนก็จะไม่มีงานทำ เมื่อถึงระดับหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็จะไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้ต้องมีการขยายมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น อัตราการเข้าเรียนต่อและคนจบมหาวิทยาลัยก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้แรงงานที่ไม่มีปริญญายิ่งหางานยากยิ่งขึ้นไปอีก และคนก็ยิ่งแห่ไปเรียนกันใหญ่ จนเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ขึ้นมาในที่สุด ท้ายที่สุด เมื่อคนส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คนที่อยากจะมีความโดดเด่นในตลาดแรงงานก็จำเป็นต้องเรียนต่อปริญญาโท หรือไม่ก็ปริญญาเอก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ความรู้ที่ได้จากการเรียนต่อเป็นความรู้ที่อาจจะไม่จำเป็นกับการทำงานในอนาคตเลยด้วยซ้ำ

กล่าวมาถึงตรงนี้ สิ่งที่ชางเรียกร้องไม่ใช่การให้เลิกสนับสนุนการศึกษานะครับ เขาสนับสนุนเต็มที่ว่า ประชาชนควรได้รับการบริการการศึกษาอย่างทั่วถึงเพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความหมาย แต่สิ่งที่ชางคัดค้าน คือ การสนับสนุนให้มีการลงทุนด้านการศึกษาอย่างหน้ามืดเพราะความเชื่อแบบผิดๆ ว่ามันจะนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของประเทศ

หลังจากอ่านข้อคิดของชางแล้ว ผมเองยังไม่มีความรู้พอที่จะสรุปได้ว่าการศึกษานำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของคนทั้งประเทศหรือไม่ แต่ผมคิดว่า คำอธิบายของชางนั้นอธิบายสังคมไทยได้ดีนะครับ ในด้านหนึ่งผมเองได้ยินเสียงคนบ่นเสมอๆ ว่า ‘เรียนจบไปแล้วทำงานไม่ตรงสาย’ หรือไม่ก็ ‘เรียนไปก็ไม่ได้ใช้’ ในอีกด้านหนึ่งก็สังเกตเห็นว่า คนไทยเริ่มนิยมเรียนต่อระดับปริญญาโทและเอกกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนจบปริญญาตรีนั้นก็มีเยอะ เริ่มหางานลำบาก ส่วนมหาวิทยาลัยเองก็ผุดขึ้นกันเป็นดอกเห็ด

แต่ผมอยากจะเสริมชางว่า สำหรับคนไทย (หลายๆ คน) แล้ว การเรียนต่อในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีไม่ใช่เรื่องของการลงทุนอะไรหรอกครับ เพราะหลายๆ คนที่เห็นนี่ก็สามารถหางานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ได้ แต่การศึกษาบางทีมันก็เป็นเรื่องของสถานะทางสังคม เป็นเรื่องของการทำเพราะใครๆ ก็ทำกัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นเรื่องของการบริโภคนั่นเอง

คล้ายๆ กับการใช้ของแบรนด์เนมนั่นแหละครับ

หมายเหตุ Chang, Ha-Joon. (2010). 23 Things They Don’t Tell You About Capitalism. London: Penguin Books Ltd.

  • ไอ้ถึก

    เรื่องการพัฒนาประเทศ นั้น เป็นโจทย์หลัก ..การกินดี อยู่ดี มีความสุข คือ เป้าหมาย ..คุณภาพชีวิต มาตราฐานการครองชีพที่ดี คือ สิ่งที่จะได้รับการยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ..จากระดับยั่งชีพ พอเพียง ขยับไปสู่สังคมเทคโนโลยีทันสมัยไปกับโลกแห่งการบริโภคนิยมและระบบอุตสาหกรรม ที่เป็นกระแสหลักทางเศรษฐกิจสังคมของโลก การบริโภคนิยม ก็สามารถเรียกได้ว่า พอเพียงเช่นกัน ..แต่เป็นการพอเพียงแบบเหลือกินเหลือใช้ ..(ที่ถูก หลักศก.พอเพียง ควรเป็นปรัชญาด้านการบริหารความเสี่ยงในการดำรงชีวิต เพราะคำว่า พอเำพียงแต่ละคนไม่เท่ากัน ที่สำัคัญต้องรู้ตัว รอบคอบ สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาได้) ..การศึกษา เป็นทำให้คนฉลาด ไม่โง่ ไม่ถูกเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว …การศึกษาสร้างโอกาส (อย่างน้อย กรณีอาจารย์ที่ศึกษาเรื่องนี้ ก็มีโอกาสได้ทำงาน ได้เขียนหนังสือ ได้สอนหนังสือ ได้มีรายได้ ได้มีสังคมที่ดี คุณภาพชีวิตที่มีมาตราฐานที่ดี ..อย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่า การศึกษาทำให้ศก.ส่วนบุคคลดีหรือไม่ หรือโจทย์คำถามเป็น Macro มิใช่ Micro).. สังคมที่มีการศึกษา ทั้งในระบบ และนอกระบบ หรือ แนวทางปัจจุบันที่กำลังรณรงค์ เรื่อง Life long learning ซึ่งมนุษย์ควรมีทัศนคติและโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาสติปัญญา อย่างต่อเนื่อง ทันโลก ทันเหตุการณ์ ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยี ที่พัฒนาไปไกลมาก ทำให้สื่อในการเรียนรู้มีหลากหลายรูปแบบ เป็นไปอย่างเกือบทั่วถึง (ทำให้คนรู้มาก สังคมย่อมปั่นป่วนวุ่นวาย มีการเรียกร้องทางสังคมมากขึ้น) ..สังคมที่คนมีปัญญา ควรจะรู้ทันโลก รู้ว่า อะไรควรมิควร อะไรถูก อะไรผิด ..เดิมแม้ระดับปัจเจกจะรู้อะไรผิดถูก แต่ก็ไร้พลังในการต่อรองเรียกร้อง แต่เมื่อสังคมเข้มแข็งทางปัญญา การเรียกร้องก็จะทรงพลังมากขึ้น เช่น กรณีเรียกร้องประชาธิปไตย กรณีต่อต้านคอรัปชั่น ฯลฯ ..แต่หากถามว่า การศึกษาทำให้ประเทศพัฒนาขึ้นหรือไม่ดังโจทย์ที่ตั้งคำถามไว้ แล้วที่ท่านนักศศ.เชื้อชาติเกาหลี ที่ ม.แคมบริด ศึกษา ผลออกมาทางว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะเรียกเกิน เรียนไม่ตรง ไม่สร้าง Productivity จึงไม่น่าจะสร้างความมั่งคั่งแก่ประเทศ ..ผมคิดว่า โจทย์นี้ เป็นเรื่่องของการบริหารยุืทธศาสตร์ประเทศ เป็นเรื่องใหญ่ การศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการสร้างชาติ ให้ศก.เติบโต สร้างงาน สร้างอาชีพ ปรับปรุง ส่งเสริมรายยได้ คุณภาพชีวิตแก่ประชาชนในชาติให้มั่งคั่ง อยู่สุขสบาย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ..จากที่ท่าน อ.สมคิด ท่านว่า การศึกษาเราห่วย ก็เห็นด้วย อาจเป็นเพราะ เรามีนักการเมืองเฮงซวยมานาน เราีมีนักบริหารบ้านเมืองห่วยๆมานาน ที่ห่วยนี้ ก็เพราะ พวกเขาเห็นแก่ตัว เบียดบังทรัพยากรชาติเข้าตัวเอง ไม่มีจิตใจ ความมุ่งมั่น ทุ่มเท อย่างแท้จริง ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป้าหมายปลายทางต้องเพื่อคนในชาติทุกหน่วย จนทำให้การพัฒนาประเทศไร้ทิศทาง ไร้ระเบียบ ขาดความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์ แผน นโยบาย ขาดความต่อเนื่องในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญขาดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีระบบ ดังที่ ท่านว่า คือ เรามีนักศึกษาจบไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน …สรุปดีกว่า ว่า เราจะพูดประชดประชัญ ว่า การศึกษาบ้านเราเป็นเรื่องที่เรียนๆกันไปเพียงเพื่อสถานะทางสังคมนั้น มันก็ใช่ แต่ที่สำคัญ คือ การไร้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ชัดเจน การขาดความจริงใจของพวกนักการเมืองเฮงซวย มาอย่างยาวนาน การปล่อยประละเลยให้พวกคนไม่ดีเป็นใหญ่มาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับเป็นสิบๆปี จนมีระบบเฮงซวยในทุกวงการ เช่น การซื้อขายตำแหน่งราชการ การทำลายขวัญข้าราชการดี ที่ต้องกล้ำกลืนกับระบบเฮงซวย (เพิ่งคุยกับคน ก.เกษตรฯ เห็นแล้วสลดใจ) บ้านเมืองต้องการนักคิด นักยุทธศาสตร์ ผู้นำที่ดี มีภาวะผู้นำ มีบารมีเพียงพอ บริหารได้ทั้งคนดีและคนไม่ดี ที่บ้านเมืองปล่อยให้เขาแข็งแรงจนไม่มีทางจะล้มลงแล้ว ซึ่งแม้ผู้ใหญ่หลายคนคิดเช่นนี้ แต่ที่เห็นก็กลับสนับสนุนคนพวกนั้นกันทุกฝ่าย (ดีแต่ปาก).. ชักยาว เพ้อเจ้อ อีกแล้ว เดี๋ยวมีคนแก่ มาว่า คนดื่มสุรา พูดจาเพ้อเจ้ออีก ..พอก่อน .. การศึกษาเป็นเพียงส่วนเดียวของการสร้างชาติ ให้ดีต้องมองกันในหลายมิติ หยิบเพียงบางส่วนมาพูด ก็ non-productive .. ผิดพลาดขออภัยนะครับ

  • สามช่า

    Argument ของบทความนี้ก็คือ ชางบอกว่า

    “การศึกษาไม่สามารถทำให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้น”

    ผมไม่ค่อยเห็นด้วยครับ

    เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภาพกับการศึกษา
    ชางเลือกหยิบข้อมูลสถิติบางส่วนมาจับคู่เปรียบเทียบ เพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเอง เช่นเอาเกาหลีเปรียบกับอาร์เจนตินา ไต้หวันเปรียบกับฟิลิปปินส์ ชางเลือกจับคู่เฉพาะที่สนับสนุนแนวคิดของเขา (ผมพิจารณาจากบทความนี้เพราะผมยังไม่มีเวลาอ่านฉบับเต็มของชาง)

    ที่ไม่เห็นด้วย เพราะผมคิดว่าการศึกษาย่อมส่งผลในทางบวกต่อผลิตภาพแน่นอน การศึกษามันไม่ได้แคบอย่างที่ชางพูดถึงอย่างเดียว แต่มันรวมถึงกระบวนการเรียนรู้หลายรูปแบบ รวมทั้งการเรียนรู้ในที่ทำงานด้วย

    ข้อสนับสนุนเท่าที่นึกออกตอนนี้ ยกตัวอย่าง งานวิจัยชื่อ On the Origins of Comparative Advantage ของ Costinot
    เขาแสดงให้เห็นว่า Comparative Advantage เกิดจากระดับการศึกษา (ของแรงงาน) และคุณภาพขององค์กร (กระบวนการผลิต)
    1. การศึกษา เปลี่ยน unskilled labours ให้กลายเป็น skilled labours
    2. เทคโนโลยี เปลี่ยนให้การผลิตมีประสิทธิภาพ
    สองสิ่งนี้ทำให้กระบวนการผลิตมีผลิตภาพสูงขึ้น นำไปสู่ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ

  • ทางเศรษฐศาสตร์แล้ว อย่างน้อยการศึกษาเป็นการ signaling บอกว่าแต่ละคนมี potential ขนาดไหนที่จะทำผลงานให้ออกมาดีได้ในอนาคต เพราะว่าโดยตัวปริญญาในบางครั้งถึงแม้ไม่ได้ส่งผลให้คนทำงานดี แต่ว่าเนื่องจากว่าการจบการศึกษาบ่งบอกว่าคนๆหนึ่งมีความพยายามที่จะศึกษาให้จบโดยผ่านการทดสอบหลายต่อหลายครั้ง นี่แหละครับคือสิ่งที่การศึกษาทำสำเร็จ ทำให้การคัดเลือกแรงงานมาทำงานต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะมีเครื่องยืนยันเป็นวุฒิการศึกษา(พูดอีกนัยนึงก็คือทำให้เกิด perfect information ในกลไกการตลาด) เมื่อบริษัทสามารถคัดเลือกคนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงสายงานมากขึ้น นี่แหละครับ ที่่ทำให้เกิด productivity มากขึ้น
    ถึงแม้ว่าเราจะสมมติว่าการศึกษาไม่ช่วยให้ skill การทำงานในชีวิตจริงเลย(ทั้งที่ไม่เป็นความจริงเลย) แต่การศึกษาในหลายๆแขนง อย่างเช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างๆ เป็นการพัฒนาสมองให้มีกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลและมีระบบมากขึ้นและพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาด้วยครับ
    การสรุปโดยมองภาพใหญ่ๆแบบนี้ไม่สามารถตีความได้อย่างถูกต้องครับ เพราะปัจจัยการพัฒนาประเทศมีมากกว่าการศึกษา correlation does not imply causation ในทางกลับกันก็เช่นกันครับ