ศึกภายใน “กลาโหม” ยังไม่จบ “พล.อ.อ.สุกำพล” เตรียมบี้ต่อ – “พล.อ.ประยุทธ์” จัดทัพประสานรอยร้าว “แม่ทัพภาคที่ 1” คนใหม่

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม, พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกลาโหม และนายทหารระดับสูง ร่วมรับฟังและแสดงข้อคิดเห็นในการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2556-2560 ของนักศึกวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม, พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกลาโหม และนายทหารระดับสูง ร่วมรับฟังและแสดงข้อคิดเห็นในการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2556-2560 ของนักศึกวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา

ความขัดแย้งภายในรั้ว “กระทรวงกลาโหม” มีทีท่าว่าคงไม่จบง่ายๆ ภายหลัง “บิ๊กเปี๊ยก” พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกลาโหม “บิ๊กกี๋” พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกลาโหม เล่นบทบู๊ ร้องศาลปกครองให้คุ้มครองคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 383/55 เรื่องให้ทั้งสองช่วยปฏิบัติราชการสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

โดยคำสั่งของ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้ทุเลา หยุดการบังคับ คำสั่งกระทรวงกลาโหมดังกล่าว

เพราะตั้งแต่ พล.อ.เสถียร – พล.อ.ชาตรี ทำหนังสือยื่นศาลปกครอง เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา จนกลายเป็นข่าวครึกโครม สร้างความเสื่อมเสียให้ “กองทัพ” เพราะเท่าที่ผ่านมา ไม่เคยมีการฟ้องร้องเช่นกรณีนี้เลย เนื่องจาก “ทหาร” ยึดถือคำสั่งนายเป็นประกาศิต มีปัญหาเคลียร์กันได้แบบพี่แบบน้องเลือดทหารเหมือนกัน

ว่ากันว่า…งานนี้ พล.อ.เสถียรไม่ได้เต็มใจเท่าไรหรอก ต่อการสู้ผู้บังคับบัญชา เพียงแต่ “เจ๊อู๊ด” ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ ภริยาสุดเลิฟสั่งลุย!!!

เหตุเพราะตนเองก็ถือเป็นคนสายพรรคเพื่อไทย (พท.) และเป็นหัวคะแนนสนับสนุนจนในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อไทยสามารถคว้าเก้าอี้ ส.ส. 6 ที่นั่ง ย่อมไม่กลัว “รัฐมนตรี” ที่ไม่มีฐานเสียงในพรรค…และมั่นใจว่า “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเห็นด้วย

“ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นในตำแหน่งปลัดกลาโหม พล.อ.เสถียรก็ได้ตำแหน่งมาจากพรรคเพื่อไทย และเป็นที่รู้ๆ กันว่า “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้แรงผลักดันจากพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน หาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่ไฟเขียวคงไม่มีทางได้ตำแหน่งปลัดกลาโหม แต่ทำไม พล.อ.เสถียรถึงต้องมาขัดขาคนกันเอง” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

ที่สำคัญ ในระหว่างที่การทำโผทหาร ของคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารขั้นนายพล ประจำปี 2555 ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม 2551 เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่มี พล.อ.อ.สุกำพลนั่งหัวโต๊ะการประชุม โดยมี “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ “บิ๊กเฟื่อง” พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

ขณะที่ “บิ๊กอู๊ด” พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกลาโหม ในฐานะทำหน้าที่รักษาราชการแทนปลัดกลาโหม ได้หารือกับคณะกรรมการทั้งหมด และขอไม่เข้าประชุมเพื่อตัดปัญหาข้อกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ถึงแม้ที่ประชุมได้เคาะ “โผทหาร 55” และพร้อมดำเนินการจัดส่งให้ “สตรีหมายเลข 1” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และส่งต่อให้ “เลขาฯ กบ” นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ

แต่ในขณะที่ขั้นตอนต่างๆ กำลังดำเนินอยู่นั้น กลับมีข่าวปล่อยข่าวลือมากมายว่า หากคดี “พล.อ.เสถียร” ศาลตัดสินให้ชนะ พล.อ.สุกำพลขึ้นมา จะทำให้การประชุมของคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารขั้นนายพล ประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ทั้งๆ ที่ในข้อกฎหมายมันเลยจุดนั้นมาแล้วก็ตาม

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 ก.ย. “ศาลปกครอง” มีคำสั่งระงับคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ที่ให้ พล.อ.ชาตรี ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการนำความลับทางราชการไปเผยแพร่ (โผทหาร)

สำหรับ พล.อ.เสถียร “ศาลปกครอง” ไม่มีคำสั่งระงับคำสั่งที่ให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกลาโหม แต่อย่างใด ทำให้หลายฝ่ายโล่งอก โดยเฉพาะ “พล.อ.อ.สุกำพล” เพราะหากพลาดพลั้งมีหวังเก้าอี้ “รมว.กลาโหม” อาจหลุด ดีไม่ดีถึงขั้นเข้าคุก! เป็นอันว่ารอดตัวไป

แต่ทว่า งานนี้ พล.อ.อ.สุกำพลคงไม่จบง่ายๆ เตรียมยื่นอุทธรณ์ในคำสั่งศาลกรณีทุเลาคำสั่งให้ พล.อ.ชาตรีไปช่วยราชการฯ โดยต้องการ “ลงดาบ” ขั้นเด็ดขาด เนื่องจากมีหลักฐาน “รูปถ่าย” ที่ชัดเจนว่าไปหา “องคมนตรี” เพื่อร้องเรียนเรื่องโผทหาร

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ  เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2556  ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2556 ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา

ว่ากันว่า มีคนรอบข้าง พล.อ.อ.สุกำพลแอบเชียร์ให้จัดการ “พล.อ.ชาตรี” เพื่อเปิดทางให้ตนเองขึ้นนั่งเก้าอี้ “ปลัดกลาโหม” ในปีหน้า ส่วนจะเป็นใครนั้น ให้ดูตำแหน่ง “รองปลัดกลาโหม” ที่จะออกมาในโผทหารครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูว่า ปัญหาเกาเหลาในรั้วกลาโหมจะจบลงแบบใด

ในขณะนี้ โผทหารยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา แต่สำหรับ แม่ทัพ นายกอง “กองทัพบก” ต่างเริ่มรู้ว่าใครได้ดี และย้ายไปอยู่ตรงจุดใดกันบ้าง โดยทาง พล.อ.ประยุทธ์ได้ปรับแผง 5 เสือ ทบ.ใหม่ โดยให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ชลวิทย์ เพิ่มทรัพย์ (ตท.12) หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมรุ่น ขึ้นเป็นประธานที่ปรึกษาคณะที่ปรึกษากองทัพบก พร้อมขยับ “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล (ตท.13) เสนาธิการทหารบก เสธ.ทบ. น้องรัก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม ไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พร้อมดัน “บิ๊กอ๋อย” พล.ท.จิระเดช โมกขะสมิต (ตท.13) รองเสนาธิการทหารบก ตามข่าวที่มีใบสั่งการเมือง ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และขยับ “บิ๊กโด่ง” พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 1 นายทหารอดีตผู้การกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ทหารเสือราชินี ขึ้นเป็น เสนาธิการทหารบก พร้อมนั่งควบเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) อีก 1 ตำแหน่ง

ในขณะที่บรรดา เพื่อน (ตท.12) ได้ดีถ้วนหน้าก่อนทยอยเกษียณอายุราชการตามวันเวลา ความอาวุโส ที่สูงสุดในกองทัพบกเวลานี้ อาทิ “บิ๊กเต่า” พล.ท.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองเสนาธิการทหารบก ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ขณะที่ “บิ๊กยอด” พล.ท.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ผบ.หน่วยป้องกันภัยทางอากาศ เป็น หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ส่วน “บิ๊กฉัตร” พล.ท.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองเสนาธิการทหารบก เพื่อนรักที่ไว้ใจให้ถือเงินมาตลอด เพราะนั่งคุมเป็น ผอ.สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกมาหลายปี ได้เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตราพลเอก)

ด้าน “บิ๊กอ้อ” พล.ท.วิลาศ อรุณศรี ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก (ฝ่ายข่าว) อดีต ผบ.กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ไปเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตราพลเอก) ส่วน “บิ๊กหน่อย” พล.ท.จิรเดช สิทธิประณีต ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ไป เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตราพลเอก) เช่นเดียวกัน

ขณะที่ (ตท.14) ในตำแหน่งที่สำคัญ “บิ๊กตึ๋ง” พล.ท.อุทิศ สุนทร แม่ทัพน้อยที่ 1 ผบ.กองพลทหารราบที่ 9 “กองพลเสือดำ” ขยับไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษทหารบก (อัตราพลเอก) ด้าน “บิ๊กหมู” พล.ท.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก (ฝ่ายส่งกำลังบำรุง) เป็น รองเสนาธิการทหารบก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เข้ากอดคอ พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ตท.15) รองแม่ทัพภาคที่ 1 (คนซ้าย)  พล.ต.วลิต โรจนภักดี (ตท.15) รองแม่ทัพภาคที่ 1 ท่ามกลางสายตาบรรดานายทหาร เพื่อยุติกระแสความขัดแย้งและสมานรอยร้าว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เข้ากอดคอ พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ตท.15) รองแม่ทัพภาคที่ 1 (คนซ้าย) พล.ต.วลิต โรจนภักดี (ตท.15) รองแม่ทัพภาคที่ 1 ท่ามกลางสายตาบรรดานายทหาร เพื่อยุติกระแสความขัดแย้งและสมานรอยร้าว

ส่วน “บิ๊กโบ้” พล.ท.อักษรา เกิดผล ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก (ฝ่ายยุทธการ) แม้จะถูกกระแสโจมตีเรื่องคำสั่ง ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน คำสั่งใช้พลแม่นปืน และสั่งเตรียมพร้อม “หน่วยสไนเปอร์” ขยับเป็น รองเสนาธิการทหารบก ขณะที่ “บิ๊กตุ่ย” พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล รอง ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ ได้ขึ้นเป็น ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ

ส่วนไฮไลต์ เก้าอี้ “แม่ทัพภาคที่ 1” ที่มีแคนดิเดต 2 นายทหาร (ตท.15) ชิงกัน “บิ๊กต๊อก” พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รอง มทภ.1 นายทหารลูกหม้อสาย “วงศ์เทวัญ” น้องรัก “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาการทหารบก

โดยที่ พล.ต.ไพบูลย์คนนี้ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเฮี้ยบ ระเบียบวินัยต้องเป๊ะ ลูกน้องในสังกัดต่างรู้ถึงกิตติศักดิ์ “นายทหาร” คนนี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการสลายการชุมนุม และยุติเหตุการณ์รถน้ำมันที่สีแยกดินแดง ในการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ปี 2552

ขณะที่ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.วลิต โรจนภักดี รองแม่ทัพภาคที่ 1 แคนดิเดตเบอร์ 1 เก้าอี้ “แม่ทัพภาคที่ 1” นายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” น้องรักของบิ๊กๆ แห่งบูรพาพยัคฆ์ ที่มีบาดแผลที่ขาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในยุทธการขอพื้นที่คืนบริเวณแยกคอกวัว –โรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะถูก “คนเสื้อแดง” นำชื่อมาโจมตีอยู่เสมอ พร้อมทั้งหมายหัวไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งที่สำคัญเพื่อสานต่อทายาทอำนาจ “บูรพาพยัคฆ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดี 98 ศพ และประเด็นคำสั่ง ศอฉ.ให้ใช้ พลซุ่มยิง (สไนเปอร์) ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์

จนในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจให้ พล.ต.ไพบูลย์ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ และให้ พล.ต.วลิต ไปเป็นแม่ทัพน้อยภาคที่ 1 (อัตราพลโท) โดยมีสัญญาใจว่าปีหน้าจะได้ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นอันว่าลงตัวตามนี้ ส่วนใครจะแฮปปี้หรือไม่นั้น คงพูดอะไรมากไม่ได้ เมื่อนายตกลงใจแล้วก็ต้องจบ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ทดสอบยิงปืนเพนท์บอลและปืนบีบี ที่สนามฝึกเพนท์บอลและปืนบีบี ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ทดสอบยิงปืนเพนท์บอลและปืนบีบี ที่สนามฝึกเพนท์บอลและปืนบีบี ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา

วันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้มารับชมการสาธิตการฝึกการใช้ปืนเพนท์บอลและปืนบีบีกัน ณ สนามภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อใช้แทนอาวุธและกระสุนจริงของกำลังพลจากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) ก่อนจะลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่ามกลางสายตานายทหารระดับบิ๊กๆ และนายทหารที่คุมกำลังในกองทัพภาคที่ 1 ที่มารวมตัวกัน งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พลาดที่จะสมานรอยร้าวระหว่างเพื่อน ตท.15 โดยเรียก พล.ต.ไพบูลย์ กับ พล.ต.วลิต 2 นายทหารมากอดคอทั้งคู่ เพื่อเป็นสัญญาณสงบศึก ยุติกระแสความขัดแย้ง ความบาดหมางที่อยู่ในใจลึกๆ ของทั้ง 2 คน พร้อมบอกน้องผมทั้งคู่ให้ช่วยกันทำงานเพื่อกองทัพ

เป็นอันว่า ในปี 55 นายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” ได้ครอบครองเก้าอี้ “แม่ทัพภาคที่ 1” สมใจ ส่วนจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อ นายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” ในตำแหน่งสำคัญในภายภาคหน้า จนกลายเป็นรอยร้าวใน “กองทัพ” อันเป็นที่มาของ “ทหารแตงโม” หรือไม่ ต้องติดตามกัน…