สวรส. ดันงานวิจัยโชว์ผลงาน “สสส.” ใช้เงินหมื่นล้านคุ้มค่า สวนทางตัวเลขภาษีเหล้า-บุหรี่ 10 ปีเพิ่ม 2 เท่า ได้เงินจัดสรรไปแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้าน

22 พฤษภาคม 2012

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกับโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ แถลงข่าว "ผลประเมินการดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของสสส. วันที่ 21 พ.ค.2555 ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ

สวรส. ร่วมกับโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ แถลงข่าว "ผลประเมินการดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส."

หลังจากที่มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ขึ้นในปี 2544 รัฐบาลจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ 2% ต่อปี ให้ สสส. เพื่อใช้เงินภาษีบาปทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพคนไทย โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ลดลง ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สสส. ใช้เงินไปกับการทำกิจกรรมต่างๆกว่า 10,000 ล้านบาท จึงทำให้หลายฝ่ายเกิดข้อสงสัยว่าเงินที่ สสส. ใช้จ่ายไปให้ผลคุ้มค่าเพียงใด

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)แถลงข่าวว่าสวรส.ได้มอบหมายให้โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP)ซึ่งเป็นภาคีในเครือข่ายของสวรส. ทำการประเมินผลความคุ้มค่า ในการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. เพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการทำงานของ สสส. โดยวิเคราะห์แผนงานของ สสส. 2 แผนงาน คือ แผนงานการควบคุมการบริโภคยาสูบ และแผนงานการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


งานวิจัยชิ้นนี้ใช้เวลา 2 ปี โดย HITAP ได้ออกไปสัมภาษณ์ประชาชน 7,311 คน ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าคนไทยเกือบครึ่งประเทศรู้จัก สสส. ในฐานะองค์กรที่ทำประโยชน์ให้สังคมด้วยการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน

จากนั้น HITAP ได้ทำการประเมินประเมินผลงานของ สสส. ในรูปแบบของการประเมินความเต็มใจจ่ายของครัวเรือนที่มีต่อมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ซึ่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าประชาชนเล็งเห็นคุณค่างานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. โดยนำแผนงานของ สสส. 6 แผนงาน ได้แก่ แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ, แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย, แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ, แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพเรื่องอาหารและโภชนาการ, แผนการสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม เป็นต้น ไปสอบถามประชาชน 7,311 คน พบว่าคุณค่าที่คนไทยมอบให้กับการดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และภาคีเครือข่าย คิดมูลค่าเป็นตัวเงินประมาณ 7,934 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ สสส. ได้รับจัดสรรปีละ 3,000 ล้านบาท หมายความว่าในสายตาของประชาชน สังคมได้กำไรจากการมีองค์กรเช่น สสส.

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยระบุว่า กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่มีรายได้และการศึกษาน้อย ซึ่งมักเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ งานวิจัยชิ้นนี้จึงเสนอแนะให้ สสส. ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ นักวิจัยยังทำการประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการมีนักสูบบุหรี่หน้าใหม่เข้ามา พบว่าถ้าเป็นเพศชายจะเกิดความสูญเสียประมาณ 158,000 บาทต่อราย และถ้าเป็นเพศหญิงจะมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 85,000 บาทต่อราย ทั้งนี้บุหรี่จะทำให้ผู้ชายมีอายุสั้นลงเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 ปี ส่วนผู้หญิงจะมีอายุสั้นลง 3.4 ปี

สำหรับความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่ม กรณีเพศชาย หากดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในระดับที่อันตรายจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 360,000 บาทต่อราย ส่วนเพศหญิงจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 240,000 บาทต่อราย และยังจะทำให้ผู้ชายอายุสั้นลง 3.9 ปี ผู้หญิงอายุสั้นลง 2.2 ปี ทั้งนี้ หาก สสส. สามารถป้องกันนักสูบบุหรี่หน้าใหม่ไม่ให้สูบบุหรี่ไปได้ตลอดชีวิตได้อย่างน้อยปีละ 1,000 คนขึ้นไป จะถือว่าแผนงานการควบคุมการบริโภคยาสูบมีความคุ้มค่า เช่นเดียวกัน หาก สสส. สามารถป้องกันไม่ให้มีนักดื่มหน้าใหม่ที่จะดื่มอย่างอันตรายมากไปตลอดชีวิตได้อย่างน้อยปีละ 800 คน จะถือว่าแผนงานการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ สสส. มีความคุ้มค่า

ทั้งนี้ รายงานวิจัยได้สรุปผลการดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ว่า สังคมได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่ากับเงินลงทุนมากน้อยแค่ไหน โดย สสส. และภาคีเครือข่ายสามารถนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาการทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถ้าไปดูข้อมูลการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การจัดเก็บภาษีสุรา เบียร์ และยาสูบมีอัตราเพิ่ม 1.95 เท่า นับจากปี 2545 จากยอดการจัดเก็บภาษีได้ 85,637 ล้านบาท จนถึงปี 2554 ยอดการจัดเก็บภาษี 167,319 ล้านบาท พบว่ายอดการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นปี 2549 และปี 2552 ยอดการจัดเก็บภาษีสุรา เบียร์ และยาสูบลดลง เพราะรัฐบาลมีการปรับขึ้นอัตราภาษี

โดยในปี 2549 กรมสรรพสามิตเก็บภาษียาสูบ 35,657 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปี 2548 ลดลง 2,536 ล้านบาท มีสาเหตุมาจากการปรับขึ้นอัตราภาษียาสูบเป็น 79% ของมูลค่า ทำให้การบริโภคยาสูบลดลง ส่วนภาษีเบียร์จัดเก็บได้ 44,207 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนลดลง 1,276 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงปลายปีงบประมาณ 2548 ผู้ผลิตเบียร์มาขอชำระภาษีล่วงหน้า 2,000 ล้านบาท
งบสสส.ที่ได้รับการจัดสรร

ส่วนในปี 2552 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบเพิ่มขึ้น แต่ยอดการจัดเก็บภาษีเบียร์จัดเก็บได้ 48,993 ล้านบาท ลดลง 4,472 ล้านบาท เนื่องจากเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 รัฐบาลมีการปรับอัตราภาษีเบียร์จาก 55% เป็น 60% ของมูลค่า ทำให้การบริโภคเบียร์ลดลง

จากตัวเลขการจัดเก็บภาษีสุรา บุหรี่ข้างต้น ซึ่งสสส.จะได้รับการจัดสรร 2% ของภาษีที่จัดเก็บได้ ดังนั้นรายได้ของสสส.ตั้งแต่ปี 2545-2554 ตามลำดับดังนี้ 1,712 ล้านบาท,1,919ล้านบาท,2,105 ล้านบาท,2,245 ล้านบาท,2,180 ล้านบาท,2,544 ล้านบาท,2,642 ล้านบาท,2,618 ล้านบาท,3,092 ล้านบาท และ3,346 ล้านบาท ดังนั้น 10 ปี สสส.ได้รับการจัดเงินไปแล้วประมาณ 24,403 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากรายงานของบริษัทไพร้ซ์ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส (ประเทศไทย) ถึงความเสี่ยงอุบัติภัยสาธารณภัยของประเทศไทยมี 18 ประเภทที่น่าเป็นห่วง ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออุบัติภัยจากภัยการคมนาคมและขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542-2548 (ดูตารางข้างล่าง) จากนั้นเริ่มลดลงแต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง

รายงานระบุว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภัยจากการคมนาคมและการขนส่งมากขึ้น และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญในลำดับต้นๆของประชากรของประเทศ รวมทั้งความสูญเสียด้านอื่นๆ เช่น ความเสียหายต่อครอบครัวและสังคม การสูญเสียค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ การสูญเสียแรงงานของชาติ และเกิดผลกระทบด้านจิตใจและเศรษฐกิจของครอบครัวฯลฯ ซึ่งร้อยละ 90 ของภัยจากการคมนาคมและขนส่ง เกิดจากการใช้รถใช้ถนนอย่างประมาท การทำผิดกฏจราจร และการเมาสุรา

ขณะที่แหล่งข่าวจากโรงพยาบาลให้ข้อมูลว่า ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการรณรงค์การลดอุบัติในช่วงเทศกาลต่างๆให้เห็นว่าได้ผล ทำให้โรงพยาบาลบางแห่งรายงานตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กล่าวคือถ้าบาดเจ็บไม่มากก็จะไม่รายงาน ทั้งนี้จะรายงานเฉพาะที่เสียชีวิตเท่านั้น

  • http://www.facebook.com/phoneee Dollapak Suwanpunya

    สำหรับท่านเหล่านี้ ได้ข่าวว่าก็คนกันเองทั้ง สวรส. และ สสส นิครับ
    ศ.นพ.ประเวศ วะสี
    ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
    ศ.ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ
    รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ
    ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ
    นพ.มงคล ณ สงขลา
    นางสาวนวพร เรืองสกุล

    อยากดูตัวเลขในรายงานวิจัยฉบับเต็ม
    ได้เบี้ยประชุมกันไปคนละเท่าไหร่ครับ

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=703672178 Bhaddhadon Pua

    in a cynical world, this is ridiculous

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม